8 มี.ค. เวลา 13:54 • ธุรกิจ

กำเนิด Android จาก OS กล้องถ่ายรูป สู่ผู้โค่นล้มระบบผูกขาด

เวลาที่เราเดินเข้าไปในร้านเพื่อเลือกซื้อสมาร์ทโฟนสักเครื่อง ตัวเลือกในหัวของเรามักจะหนีไม่พ้นสองระบบปฏิบัติการยักษ์ใหญ่ นั่นคือ iOS และ Android
ข้อมูลที่น่าสนใจในวันนี้คือ ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนทั่วโลกกว่า 71 เปอร์เซ็นต์ ล้วนใช้งานระบบปฏิบัติการ Android ถ้าคิดเป็นจำนวนคนก็มากถึง 3.5 พันล้านคนเลยทีเดียว
หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวความยิ่งใหญ่ในวันที่ Apple เปิดตัว iPhone รุ่นแรกกันมาบ้าง
แต่เบื้องหลังการถือกำเนิดของ Android กลับเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง และน้อยคนนักที่จะรู้
ที่น่าตกใจคือ ในจุดเริ่มต้นโปรเจกต์นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นคู่แข่งของ iPhone ด้วยซ้ำ
ในช่วงต้นยุค 2000 ตลาดโทรศัพท์มือถือมีหน้าตาที่แตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง โทรศัพท์แต่ละรุ่นมีดีไซน์ที่แปลกตาและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก
แต่สิ่งสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในยุคนั้นไม่ใช่บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์ แต่กลับเป็นกลุ่มผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ
โทรศัพท์มักจะถูกผูกขาดการวางจำหน่ายไว้กับเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งโดยเฉพาะ
ในประเทศสหรัฐอเมริกา ถ้าเราอยากใช้งานโทรศัพท์ของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง เราอาจจะถูกบังคับให้ต้องไปซื้อแพ็กเกจกับ T-Mobile หรือถ้าอยากได้ Blackberry ก็ต้องไปใช้งานเครือข่าย AT&T
ผู้ให้บริการเครือข่ายมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมตลาด พวกเขาเป็นคนตัดสินใจว่าจะนำโทรศัพท์รุ่นไหนมาวางขาย และจะขายในราคาเท่าไหร่
ระบบนี้ทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า “Walled Garden” หรือระบบนิเวศแบบปิดที่ตีกรอบผู้บริโภคและผู้ผลิตเอาไว้
ซึ่งท่ามกลางระบบที่ถูกผูกขาดนี้ มีชายคนหนึ่งที่มีความคิดอยากจะเปลี่ยนเกม…
เขาชื่อว่า Andy Rubin ชายคนนี้เคยทำงานเป็นวิศวกรให้กับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Apple ก่อนที่จะออกมาก่อตั้งบริษัทของตัวเองในชื่อ Danger
เขาได้สัมผัสกับความโหดร้ายของการผูกขาดโดยเครือข่ายมือถือด้วยตัวเอง เมื่อบริษัทของเขาได้พัฒนาโทรศัพท์ที่มีความล้ำสมัยมากในยุคนั้นขึ้นมา
แต่เมื่อพวกเขาสามารถตกลงขายดีลนี้ให้กับเครือข่าย T-Mobile ได้ โทรศัพท์ของเขากลับถูกนำไปเปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่ทั้งหมด และวางขายในชื่อของผู้ให้บริการเครือข่ายแทน
โทรศัพท์รุ่นนี้กลายเป็นปรากฏการณ์และขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
แต่ปัญหาที่สร้างความเจ็บปวดให้กับ Andy Rubin คือ ไม่มีผู้บริโภคคนไหนรู้เลยว่าบริษัทของเขาคือผู้สร้างนวัตกรรมชิ้นนี้
ความคับแค้นใจนี้ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับโครงสร้างของอุตสาหกรรม จะเป็นอย่างไรถ้าระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบ “Open Source”
การเป็นระบบเปิดแปลว่านักพัฒนาและผู้ผลิตสามารถนำไปใช้งานและดัดแปลงได้ฟรี ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายใดก็ตามจะสามารถนำซอฟต์แวร์นี้ไปใช้งานได้ทันที…
นั่นหมายความว่าผู้ผลิตโทรศัพท์จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมได้ โดยไม่ต้องยอมก้มหัวให้กับข้อเรียกร้องของผู้ให้บริการเครือข่ายอีกต่อไป
ด้วยวิสัยทัศน์ที่กำลังตกผลึกนี้ ในปี 2003 เขาจึงได้ตัดสินใจก่อตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาพร้อมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ และตั้งชื่อบริษัทนี้ว่า Android Inc.
คำว่า Android แท้จริงแล้วเป็นฉายาที่เพื่อนร่วมงานสมัยที่เขาทำงานอยู่ที่ Apple ตั้งให้กับเขา เนื่องจากเขาเป็นคนที่หลงใหลในหุ่นยนต์เป็นอย่างมาก
แม้จะเริ่มต้นด้วยวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ในช่วงแรกบริษัทกลับมีทิศทางที่ค่อนข้างคลุมเครือ
เป้าหมายแรกของพวกเขาไม่ใช่สมาร์ทโฟน แต่เป็นการสร้างระบบปฏิบัติการสำหรับกล้องถ่ายรูปดิจิทัล
แต่หลังจากพยายามนำเสนอโปรเจกต์นี้ พวกเขากลับไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนได้เลย
และเมื่อเห็นว่าตลาดกล้องดิจิทัลอาจไม่ใช่คำตอบ พวกเขาจึงต้องรีบปรับเปลี่ยนกลยุทธ์
พวกเขาหันมาโฟกัสที่การพัฒนาระบบปฏิบัติการสำหรับสมาร์ทโฟนแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขามีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว
แต่ปัญหาใหญ่คือเงินทุนที่พวกเขามีร่อยหรอลงไปจนแทบจะหมดเกลี้ยง…
สถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นที่พวกเขาค้างค่าเช่าและเกือบจะถูกไล่ออกจากสำนักงาน
ในวินาทีที่บริษัทกำลังจะล้มละลาย โชคชะตาก็พาให้เขาได้พบกับทางออก
เพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ Steve Perlman ได้รับรู้ถึงสถานการณ์อันยากลำบาก เขารู้สึกเห็นใจและเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ จึงถอนเงินสดจำนวนหนึ่งหมื่นดอลลาร์สหรัฐมามอบให้ถึงที่
เงินก้อนนั้นเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงที่ช่วยดึงบริษัทขึ้นมาจากความตายเลยก็ว่าได้
มันเป็นเงินที่ทำให้พวกเขาสามารถหาเช่าสำนักงานแห่งใหม่ และกลับมาลุยงานพัฒนาเครื่องต้นแบบได้อีกครั้ง
จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในปี 2005 เมื่อ Andy Rubin ได้รับโอกาสเข้าไปนำเสนอผลงานที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google
ในระหว่างการประชุม ทีมงานยิงคำถามหลายอย่างที่ทำให้เขารู้สึกสับสน เขาไม่แน่ใจเลยว่าบริษัทนี้กำลังประเมินเขาในฐานะคู่แข่ง หรือว่าสนใจในไอเดียของเขากันแน่…
แต่หลังจากนั้นไม่นาน Google ก็ได้ติดต่อกลับมา และคราวนี้ข้อเสนอของพวกเขาก็ชัดเจนมาก พวกเขาแสดงเจตจำนงอย่างตรงไปตรงมาว่าต้องการเข้าซื้อกิจการ
ทีมผู้ก่อตั้งมองเห็นถึงศักยภาพหากได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของบริษัทระดับโลก และในที่สุด Google ก็ได้เข้าซื้อกิจการอย่างเป็นทางการด้วยมูลค่าที่ประเมินกันว่าอยู่ที่ราว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อย้ายเข้ามาอยู่ในสำนักงานแห่งใหม่ ทีมงานไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทุนหรือข้อจำกัดด้านทรัพยากรอีกต่อไป
พวกเขาได้ปรับโครงสร้างระบบปฏิบัติการใหม่โดยให้มีพื้นฐานมาจาก Linux
การตัดสินใจครั้งนี้ช่วยให้การพัฒนาระบบมีความยืดหยุ่นสูงมาก ใครก็ตามที่นำซอฟต์แวร์นี้ไปใช้จะสามารถดัดแปลงแก้ไขโค้ดได้ตามความต้องการ
พวกเขาเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อสร้างเครื่องต้นแบบรุ่นแรก โดยใช้ชื่อโปรเจกต์ว่า “Sooner”
แนวคิดของโทรศัพท์รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อท้าทาย Blackberry โดยตรง…
มันมีคีย์บอร์ดแบบปุ่มกดตัวอักษร มีหน้าจอขนาดเล็กที่ไม่สามารถทัชสกรีนได้
สาเหตุที่พวกเขาไม่สนใจหน้าจอสัมผัสเลย เป็นเพราะในยุคนั้นเทคโนโลยีหน้าจอสัมผัสยังมีความล้าหลัง
ทุกคนในวงการต่างมองว่าหน้าจอสัมผัสเป็นเพียงเทคโนโลยีเฉพาะกลุ่มที่ใช้งานยาก และไม่มีทางเป็นกระแสหลักได้
ทีมงานจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจพัฒนาโปรเจกต์นี้จนเกือบจะเสร็จสมบูรณ์
แต่แล้วเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการเทคโนโลยีก็เกิดขึ้นในปี 2007 เมื่อ Apple ได้ประกาศเปิดตัว iPhone รุ่นแรก ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์…
ตามคำบอกเล่า ในวันนั้น Andy Rubin กำลังนั่งอยู่ในรถเพื่อเดินทางไปประชุม เขาขอให้คนขับจอดรถข้างทางทันทีเพื่อดูการถ่ายทอดสดงานเปิดตัว
เมื่อเขาได้เห็นสิ่งที่คู่แข่งนำเสนอ เขาถึงกับต้องอุทานออกมาว่า สงสัยโปรเจกต์โทรศัพท์ที่พวกเขากำลังทำอยู่คงต้องถูกพับเก็บและไม่สามารถนำออกไปวางขายได้แล้ว
มันเปลี่ยนมาตรฐานของคำว่าสมาร์ทโฟนไปตลอดกาล แต่ปัญหาเดิมก็ยังคงอยู่ นั่นคือการเลือกใช้วิธีผูกขาดสัญญากับเครือข่ายแต่เพียงผู้เดียว
วิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างระบบเปิดเพื่อต่อต้านการผูกขาดจึงยังคงมีความสำคัญ แต่พวกเขาต้องเปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมด
ซึ่งนี่คือตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกฝาโลงโปรเจกต์โทรศัพท์ปุ่มกดของพวกเขา…
ทีมงานต้องล้มกระดานและเริ่มต้นพัฒนาทุกอย่างใหม่หมดจากศูนย์
พวกเขาต้องสร้างระบบปฏิบัติการที่รองรับหน้าจอสัมผัสเพื่อต่อกรกับความสมบูรณ์แบบนั้นให้ทันเวลา
ลองจินตนาการดูว่า การต้องทิ้งผลงานที่ทำมาหลายปี แล้วมาเริ่มต้นใหม่โดยมีกรอบเวลาที่จำกัดภายใต้แรงกดดัน มันเป็นเรื่องที่สาหัสแค่ไหน
เมื่อต้องแข่งขันกับเวลา ทีมงานได้รับเส้นตายเพียงแค่หนึ่งปี ในการเข็นสมาร์ทโฟนหน้าจอสัมผัสรุ่นแรกออกสู่ตลาดให้จงได้
ในปีเดียวกันนั้นเอง ได้มีการก่อตั้งสมาคมเพื่อรวบรวมพันธมิตรผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และผู้ให้บริการเครือข่าย เข้ามาช่วยกันพัฒนาระบบนิเวศแบบเปิด…
พันธมิตรคนสำคัญที่ตอบรับเข้าร่วมตั้งแต่แรกเริ่มคือบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์อย่าง HTC และผู้ให้บริการเครือข่าย T-Mobile ซึ่งกลายมาเป็นกุญแจสำคัญในเวลาต่อมา
ในที่สุด สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ใช้ระบบปฏิบัติการนี้ก็เผยโฉมออกมา ภายใต้ชื่อ T-Mobile G1 หรืออีกชื่อหนึ่งคือ HTC Dream
เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลา โทรศัพท์รุ่นนี้จึงมีหน้าตาและการใช้งานที่ค่อนข้างแปลกประหลาด ประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์และการสัมผัสหน้าจอยังคงตามหลังคู่แข่งอยู่มาก
นักวิจารณ์หลายสำนักให้คะแนนโทรศัพท์รุ่นนี้ในระดับที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง
แต่ถึงแม้ตัวเครื่องจะยังไม่สมบูรณ์แบบ มันกลับทำหน้าที่เป็นเครื่องพิสูจน์แนวคิดที่ยอดเยี่ยม…
สิ่งที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้นไม่ใช่ตัวฮาร์ดแวร์ แต่เป็นซอฟต์แวร์ที่ฝังอยู่ภายใน มันโชว์ศักยภาพการเป็นระบบปฏิบัติการที่ทรงพลังและเปิดกว้าง
มันมีหน้าร้านค้าแอปพลิเคชันสำหรับนักพัฒนาภายนอก ซึ่งเปิดกว้างอย่างชัดเจน เนื่องจากทีมงานซุ่มพัฒนาระบบรากฐานมาตั้งแต่ปี 2003 ความยืดหยุ่นของซอฟต์แวร์จึงแข็งแกร่งมาก
โจทย์เดียวที่เหลืออยู่คือ พวกเขาต้องการผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ที่เก่งกาจมาสร้างโทรศัพท์ที่คู่ควรกับระบบปฏิบัติการนี้ เพื่อดึงศักยภาพที่แท้จริงออกมา
และแล้วจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึงในปี 2009 ซึ่งถือเป็นปีทองอย่างแท้จริง มีการปล่อยอัปเดตระบบปฏิบัติการครั้งใหญ่ต่อเนื่อง ซึ่งปรับปรุงความเสถียรและเพิ่มฟีเจอร์ใหม่มหาศาล…
เมื่อบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์รายใหญ่มองเห็นศักยภาพของระบบปฏิบัติการแบบ “Open Source” พวกเขาก็เริ่มกระโดดเข้ามาร่วมวงเพื่อสร้างฮาร์ดแวร์ที่ทรงพลัง
ไม่นานนักสมาร์ทโฟนชื่อว่า Motorola Droid ก็ถูกส่งลงสู่ตลาด การเปิดตัวครั้งนี้มาพร้อมกับแคมเปญโฆษณาที่มุ่งโจมตีจุดอ่อนของคู่แข่งแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งและสร้างกระแสความนิยมให้กับระบบปฏิบัติการนี้อย่างก้าวกระโดด
หลังจากนั้น แบรนด์ระดับโลกอย่าง Samsung ก็ได้ส่งโทรศัพท์ตระกูล Samsung Galaxy เข้ามาบุกตลาดและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสมาร์ทโฟนโลก…
เมื่อผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ทั่วโลกสามารถใช้ซอฟต์แวร์ที่ยอดเยี่ยมได้ฟรี พวกเขาก็ต่างแข่งขันกันสร้างนวัตกรรม ลดราคา และนำเสนอตัวเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภค
ลองมองย้อนกลับไป หลังจากต้องเผชิญหน้ากับความสิ้นหวังในวันที่คู่แข่งเปิดตัวนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ทีมงานใช้เวลาเพียงแค่สองปีในการพลิกสถานการณ์
พวกเขากลับมาสร้างระบบปฏิบัติการที่มีศักยภาพทัดเทียมและสามารถแข่งขันได้อย่างสูสี จนกลายมาเป็นระบบปฏิบัติการที่มีคนใช้งานมากที่สุดในโลกในปัจจุบัน
เรื่องราวการขับเคี่ยวกันในครั้งนี้ทิ้งข้อคิดที่น่าสนใจเอาไว้…
ระบบนิเวศแบบปิดอาจมอบประสบการณ์การใช้งานที่ควบคุมคุณภาพได้อย่างเบ็ดเสร็จและสมบูรณ์แบบ…
แต่ในขณะเดียวกัน ระบบนิเวศแบบเปิดก็มอบอิสระ ความหลากหลาย และสามารถทำลายการผูกขาดของอุตสาหกรรมที่ดำเนินมาอย่างยาวนานลงได้อย่างราบคาบ
ผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์ของชายที่ชื่อ Andy Rubin ทำให้สมาร์ทโฟนไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้าของคนกลุ่มเล็กๆ แต่กลายเป็นเทคโนโลยีที่คนหลายพันล้านคนเข้าถึงได้
บทสรุปของเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า บางครั้งผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดก็ไม่จำเป็นต้องมาจากการสร้างทุกอย่างด้วยตัวเองเพียงลำพัง
การแบ่งปันผลประโยชน์ก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมที่เปลี่ยนโลกได้เช่นเดียวกัน…
References : [androidauthority, theverge, wired, techcrunch, engadget]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/birth-of-android/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา