9 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

ทำไมอเมริกาผลิต iPhone ไม่ได้? ทั้งที่เป็นประเทศที่คนคิดค้นเทคโนโลยีนี้ขึ้นมาเอง

ลองจินตนาการถึงประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์หนึ่งของโลก
ประเทศที่เป็นจุดกำเนิดของบริษัทเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่กลับมีความจริงหนึ่งที่ย้อนแย้งที่สุดซ่อนอยู่…
ความจริงที่ว่า สหรัฐอเมริกาไม่สามารถผลิตสมาร์ทโฟนที่ประทับตรา “Made in USA” ออกมาวางขายในตลาดวงกว้างได้เลยแม้แต่เครื่องเดียว
หากเราดูข้อมูลจากบริษัทวิจัย Canalys ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2025 จะพบตัวเลขที่น่าตกใจ โทรศัพท์มือถือที่วางขายในอเมริกากว่า 44% ถูกส่งตรงมาจากอินเดีย
ในขณะที่อดีตเจ้าตลาดอย่างจีนมีสัดส่วนลดลงเหลือ 25% แต่สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือ ตัวเลขสมาร์ทโฟนที่ผลิตจากแผ่นดินอเมริกาเองกลับแทบจะเป็นศูนย์
เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปในยุคที่อเมริกายิ่งใหญ่ที่สุดในด้านอุตสาหกรรม นั่นคือช่วงทศวรรษที่ 1950 ยุคที่คำว่าผลิตในอเมริกาคือมาตรฐานระดับโลกที่ทุกคนยอมรับ
ลองนึกภาพโรงงานของ Ford ในเมือง Detroit ที่พนักงานสามารถประกอบรถยนต์หนึ่งคันให้เสร็จได้ในทุกนาที ไปจนถึงเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมของ IBM ที่เปลี่ยนโลกการทำงาน
ในยุคนั้นอุตสาหกรรมการผลิตของอเมริกามีสัดส่วนมหาศาลถึง 40% ของผลผลิตทั่วโลก
พวกเขามีระบบอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทำได้ตั้งแต่ถลุงเหล็กไปจนถึงสร้างเครื่องจักรกลความแม่นยำสูง
1
คนงานที่จบเพียงชั้นมัธยมปลายสามารถมีรายได้มากพอที่จะซื้อบ้าน ซื้อรถ และเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบาย
แต่ภายใต้ความรุ่งโรจน์นั้น ปัญหาร้ายแรงกำลังก่อตัวขึ้น…
เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงทศวรรษที่ 1970 ค่าแรงของคนงานอเมริกันพุ่งสูงกว่าคนงานญี่ปุ่นถึง 5 เท่า และสูงกว่าเกาหลีใต้ถึง 20 เท่า
2
ประกอบกับกำแพงการค้าโลกที่เริ่มลดระดับลง ความแตกต่างด้านต้นทุนที่มหาศาลนี้เริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทสัญชาติอเมริกัน
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ บรรดาผู้ประกอบการใน Silicon Valley เริ่มมีแนวคิดใหม่ที่ดูเหมือนจะชาญฉลาดมากในเวลานั้น
พวกเขาตั้งคำถามว่า ทำไมต้องมาทำโรงงานที่เหนื่อยและสกปรกในบ้านตัวเอง
ในเมื่อสามารถทุ่มเททรัพยากรไปโฟกัสในงานที่มีมูลค่าสูงกว่าอย่างการออกแบบและสร้างนวัตกรรมได้
แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎี “Smile Curve” ที่อธิบายว่ามูลค่าและกำไรสูงสุดในอุตสาหกรรมจะไปกระจุกตัวอยู่ที่ฝั่งการออกแบบและการตลาด ในขณะที่งานรับจ้างผลิตจะอยู่จุดต่ำสุดที่ทำกำไรได้น้อยที่สุด…
1
ในปี 1981 บริษัท Apple กำลังทำยอดขายคอมพิวเตอร์ Apple II ได้อย่างถล่มทลาย แต่พวกเขากลับต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างหนัก
John Sculley ผู้ดำรงตำแหน่ง CEO ของ Apple ในเวลานั้น ได้เสนอแนวคิดที่พลิกโฉมโลกธุรกิจไปตลอดกาล นั่นคือการย้ายฐานการผลิตข้ามทวีปไปที่เอเชีย
2
ตรรกะของเขาเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เขาเชื่อว่า Apple ควรทำในสิ่งที่เก่งที่สุดคือนวัตกรรมและการออกแบบ
ส่วนงานผลิตที่ใช้แรงงานมหาศาลก็ปล่อยให้เอเชียที่ทำได้ถูกกว่าเป็นคนจัดการ
การตัดสินใจครั้งนั้นส่งผลกระทบเป็นโดมิโน ญี่ปุ่นคือผู้ได้รับประโยชน์มหาศาลในระลอกแรก
บริษัทอย่าง Sony และ Panasonic ก้าวขึ้นมาเป็นพาร์ทเนอร์ผลิตชิ้นส่วนอย่างรวดเร็ว
ตามมาด้วยเกาหลีใต้ที่ใช้โอกาสนี้ผลักดันให้ Samsung เติบโตจากบริษัทเล็กๆ กลายเป็นยักษ์ใหญ่ และท้ายที่สุดศูนย์กลางทั้งหมดก็ไปบรรจบที่ประเทศจีน…
ตั้งแต่ยุค 1990 เป็นต้นมา เมืองใหญ่อย่างเซินเจิ้น และ ตงก่วน ได้ถูกพลิกโฉมให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิต หรือที่คนทั่วโลกเรียกขานกันว่าโรงงานของโลก
เพื่อให้เห็นภาพความต่าง ในปี 1985 โรงงาน Apple ในตงก่วน จ่ายค่าจ้างพนักงาน 25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง แต่งานเดียวกันในจีนต้นทุนจะเหลือไม่ถึง 1 ดอลลาร์
แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องของเม็ดเงิน สิ่งที่ทำให้อเมริกันชนต้องตกตะลึงคือประสิทธิภาพ
โรงงานในเอเชียสามารถเปลี่ยนแบบร่างโทรศัพท์ให้กลายเป็นสินค้าจริงได้ใน 6 เดือน ขณะที่อเมริกาต้องใช้เวลาถึง 2 ปี
และแล้วในวันที่ 9 มกราคม 2007 Steve Jobs ได้เปิดตัว iPhone เครื่องแรก ผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตมนุษยชาติไปตลอดกาล
เบื้องหลังความสำเร็จอันงดงามนั้น ทุกคนในวงการต่างรู้ดีว่าโทรศัพท์ทุกเครื่องถูกประกอบขึ้นที่ประเทศจีน
และมันคือการตอกย้ำความสมบูรณ์แบบของระบบ “Global Supply Chain” อย่างแท้จริง…
2
โทรศัพท์หนึ่งเครื่องถูกออกแบบใน California ชิปประมวลผลสร้างที่เกาหลีใต้ หน้าจอส่งตรงจากญี่ปุ่น เลนส์กล้องเดินทางจากเยอรมนี และทั้งหมดถูกส่งไปประกอบร่างรวมกันที่โรงงาน Foxconn ในเมืองเจิ้งโจว
โรงงานแห่งนี้มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลจนถูกขนานนามว่า “iPhone City” มีพนักงานหมุนเวียนกว่า 350,000 คน สายพานการผลิตเดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุดพัก
ความเร็วในการปรับตัวของระบบนิเวศนี้เป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ มีเรื่องเล่าว่าช่วงหนึ่งเดือนก่อนเปิดตัว iPhone รุ่นแรก Steve Jobs เกิดเปลี่ยนใจอยากเปลี่ยนหน้าจอเป็นกระจกกันรอย
หากเหตุการณ์นี้เกิดที่อเมริกา การเปลี่ยนแปลงระดับนี้ต้องใช้เวลาเตรียมตัวอย่างน้อยครึ่งปี
แต่โรงงานในจีนใช้เวลาเพียง 15 วันในการรื้อระบบและจัดตั้งสายการผลิตใหม่ทั้งหมด…
ระบบที่ดูเหมือนจะไร้เทียมทานนี้เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรงเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ปี 2017 การขึ้นรับตำแหน่งของ Donald Trump มาพร้อมกับนโยบายดึงฐานการผลิตกลับสู่อเมริกา
ในปี 2018 สหรัฐอเมริกาประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีน บรรดาผู้บริหารใน Silicon Valley ต้องตื่นมาพบกับความจริงว่า ธุรกิจของพวกเขาได้กลายเป็นตัวประกันในเกมภูมิรัฐศาสตร์
Tim Cook ต้องรีบบินด่วนไป Washington เพื่อชี้แจงว่า สมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่องมีความซับซ้อนมหาศาล แค่น็อตตัวเล็กๆ เพียงตัวเดียวอาจต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจาก 12 ประเทศ
การขึ้นภาษีแบบเหมารวมจะส่งผลให้โทรศัพท์มีราคาแพงขึ้นทันที 20% ซึ่งผู้ที่จะแบกรับภาระนี้ก็คือผู้บริโภคชาวอเมริกันนั่นเอง…
เมื่อต้องเผชิญกับความเสี่ยง บริษัทยักษ์ใหญ่จึงเริ่มมองหาทางหนีทีไล่ Apple กระจายความเสี่ยงไปอินเดีย Google หันหน้าไปพึ่งพาเวียดนาม แต่บทเรียนที่ได้คือการย้ายออกจากจีนนั้นไม่ง่าย
รัฐบาลพยายามผลักดันอย่างสุดกำลัง ถึงขั้นดึงตัว Foxconn มาลงทุนสร้างโรงงานมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ในรัฐ Wisconsin โดยหวังให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งการผลิต
แต่สุดท้ายโครงการระดับเมกะโปรเจกต์นี้ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า โครงการถูกลดขนาดลงอย่างฮวบฮาบ มูลค่าการลงทุนและตัวเลขการจ้างงานหายไปเกินกว่าครึ่ง…
สาเหตุที่ความพยายามดึงการผลิตกลับอเมริกาพังทลายลงมาจากอุปสรรคชิ้นใหญ่สามประการ
ข้อแรกคือเรื่องของต้นทุนค่าแรงในอเมริกาที่แพงกว่าจีนเกือบ 10 เท่า
ข้อที่สองคือปัญหาด้านทักษะ แรงงานอเมริกันยุคใหม่ไม่ได้ถูกฝึกฝนมาให้ชำนาญในงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความละเอียดอ่อนอีกต่อไป
1
และข้อที่สามซึ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของ “Ecosystem” ประเทศจีนใช้เวลาหลายสิบปีสร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่เชื่อมโยงกันสมบูรณ์แบบ แต่ที่อเมริกาทุกอย่างต้องเริ่มนับศูนย์ใหม่
สงครามการค้าที่มุ่งหวังจะดึงโรงงานกลับคืนสู่มาตุภูมิ จึงไม่ได้ทำให้อเมริกากลับมาเป็นฐานการผลิต แต่กลับเป็นตัวเร่งให้บริษัทย้ายฐานไปหาประเทศเกิดใหม่ที่มีต้นทุนต่ำกว่าแทน…
ถึงจุดนี้หลายคนอาจสรุปว่าอเมริกาหมดหนทางที่จะผลิตโทรศัพท์มือถือด้วยตัวเองอย่างสิ้นเชิง คำตอบคือมันก็ไม่ถึงกับมืดมนไปเสียทั้งหมด
ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ยังมีบริษัทเทคโนโลยีขนาดเล็กในรัฐ California ชื่อ Purism ที่ตั้งเป้าทำในสิ่งที่บริษัทใหญ่บอกว่าเป็นไปไม่ได้
นั่นคือการผลิตสมาร์ทโฟนที่ประกอบในอเมริกาอย่างแท้จริงภายใต้ชื่อรุ่น Librem 5 USA
โรงงานของพวกเขาไม่มีพนักงานเป็นแสนคน มีทีมงานไม่ถึง 100 ชีวิต และขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรความแม่นยำสูง
Todd Weaver ผู้ดำรงตำแหน่ง CEO อธิบายวิสัยทัศน์ว่า พวกเขาไม่ได้ลงสนามเพื่อแข่งขันด้านราคากับยักษ์ใหญ่เอเชีย
แต่เลือกเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล…
แต่คุณค่าระดับนี้ย่อมแลกมาด้วยป้ายราคาที่สูงลิ่ว สมาร์ทโฟนของพวกเขามีราคาขายอยู่ที่ 1,999 ดอลลาร์ ในขณะที่สเปกเดียวกันหากผลิตที่จีนจะมีราคาเพียง 1,299 ดอลลาร์
ส่วนต่าง 700 ดอลลาร์นี้คือต้นทุนที่แท้จริงของการดึงงานประกอบกลับมาทำในอเมริกา และที่น่าเจ็บปวดคือพวกเขาก็ยังไม่สามารถตัดขาดจากชิ้นส่วนต่างประเทศได้ทั้งหมด
ความสำเร็จในสเกลเล็กๆ ของบริษัทนี้ เป็นเหมือนกระจกสะท้อนความจริงว่า อเมริกาสามารถสร้างโทรศัพท์มือถือได้จริง แต่มันจะถูกจำกัดอยู่แค่ในตลาดขนาดเล็กที่ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงกว่าปกติเท่านั้น…
เรื่องราวทั้งหมดเผยให้เห็นแก่นแท้ของปัญหา ว่ามันไม่ใช่แค่อเมริกามีความสามารถในการสร้างโทรศัพท์หรือไม่
แต่มันคือผลลัพธ์จากทางเลือกที่พวกเขาขีดเขียนขึ้นมาเองเมื่อหลายทศวรรษก่อน
ในวันนั้นอเมริกาเลือกที่จะทิ้งฐานรากของการผลิต เพื่อก้าวขึ้นไปยืนบนยอดพีระมิดของการออกแบบและสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นจุดที่สร้างเม็ดเงินได้มหาศาลที่สุด
การสูญเสียภาคการผลิตไม่ใช่แค่การปิดตัวของอาคารโรงงาน แต่มันคือการพังทลายของระบบนิเวศทั้งระบบ ทักษะเชิงช่างที่หายไป และเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่แตกฉานซ่านเซ็น…
ในอนาคตที่เทคโนโลยีหุ่นยนต์อัตโนมัติขั้นสูงและ AI กำลังจะเข้ามาปฏิวัติวงการ ปัจจัยเรื่องความได้เปรียบทางด้านค่าแรงอาจจะถูกลดความสำคัญลง
เมื่อถึงเวลานั้น อเมริกาอาจจะมีโอกาสใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อพลิกกระดานกลับเข้ามาเป็นผู้เล่นหลักในสมรภูมินี้อีกครั้ง แต่นั่นก็ยังคงเป็นเพียงภาพฝันในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ท้ายที่สุดแล้ว บางทีคำถามที่สำคัญที่สุดอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ว่าสมาร์ทโฟนในมือถูกประกอบขึ้นที่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเทคโนโลยีนี้สามารถสร้างมูลค่าได้มากน้อยเพียงใด
ในวันนี้ มหาอำนาจของโลกกำลังจ่ายค่าปรับให้กับเส้นทางที่ตัวเองเป็นคนเลือกเดินเมื่อหลายสิบปีก่อน
และตัวเลขบนใบเสร็จนั้น ก็อาจจะมีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าที่ใครจะเคยจินตนาการไว้…
References : [nytimes, bloomberg, reuters, canalys, puri]
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา