9 มี.ค. เวลา 11:49 • ความคิดเห็น

บันทึกเรื่องที่ 2 ความหลงผิดในการสร้างเหตุให้ได้ความสำเร็จทางการเงิน

เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ที่มีวิกฤตการณ์หลายอย่าง ทั้งการเมือง สงคราม ความยากลำบากในการใช้ชีวิต หากฉันเป็นพนักงานกินเงินเดือนมันคงน่าจะกังวลใจน้อยกว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจมือใหม่ที่ยังมีสถานการณ์ความมั่นคงในการลงทุนไม่แน่นอน ถึงแม้เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ๆเองก็คงมีหนาวๆร้อนกันบ้าง
ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านจนถึงตอนนี้มาหากคิดจะเริ่มลงทุนอะไรคงต้องพิจารณาดีมากๆเพราะหากเริ่มธุรกิจแล้วสายป่านไม่ยาวพอธุรกิจมีโอกาสล้มได้ ดังนั้นหากฉันมีโอกาสเลือกเดินทางอื่นฉันคงไม่คิดจะเริ่มธุรกิจช่วงนี้แน่ แต่ความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่แน่นอน ฉันเลือกไม่ได้ ฉันจำใจต้องเลือกเดินบนเส้นทางที่ยากเพราะมองไม่เห็นทางอื่นในการเลี้ยงชีพ การเดินทางของฉันมันจึงน่าหวาดหวั่นมากๆ
ช่วงเริ่มต้น 5 เดือนแรก คือช่วงที่ยากลำบาก ลูกค้าฉันน้อย เงินทำธุรกิจแค่พอได้ค่าเช่าที่ ยังต้องพึ่งรายได้ที่เป็นเงินเก็บ สำหรับคนเริ่มทำธุรกิจใหม่ สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การทำให้ดี แต่สิ่งที่ยากคือการหาลูกค้าหรือหาตลาดที่ใหญ่พอที่จะทำให้สินค้าขายได้ ดังนั้นการตลาดจึงสำคัญมาก
หลายคนต้องหาทำเลที่ดี หลายคนต้องทำการตลาดผ่านโซเชียล แต่อย่างที่รู้กันมันไม่ได้ง่ายเนื่องด้วยในตลาดมีคู่แข่งมากมาย การนำเสนอที่น่าสนใจเป็นจุดที่สำคัญที่สุด นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดตอนนั้น
ห้าเดือนแรกของฉันจึงเป็นการลองตลาดและพัฒนาสินค้าบริการเพื่อสร้างสรรค์ให้ร้านค้าและสินค้าดูดีและน่าสนใจเพื่อให้ลูกค้าบอกต่อ แต่ผลลัพธ์ก็ทำลายจิตใจของฉัน เพราะยอดขายไม่ขยับแถมการลงทุนยิ่งเพิ่มขึ้น สภาพจิตใจฉันเริ่มอ่อนแรง แต่ความไม่ยอมแพ้ของฉันยังมีอยู่ ฉันพยายามเรียนรู้หาสมการมากมายที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นตัวรายได้ที่เพียงพอจะทำให้ร้านไปต่อได้ ณ ตอนนั้นฉันขอแค่นั้น นั่นคือเป็าหมายแรกของฉันเป็นทางผ่านที่ฉันจะต้องก้าวข้าม อย่างที่เธออาจจะรู้แล้วผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปดั่งใจ
จิตใจฉันท้อแท้ สิ้นหวังกับการเดินทางที่ไม่รู้จะถึงจุดหมายเมื่อไหร่ มันทำให้ฉันระลึกถึงการเดินทางในอดีตที่ยาวนานของชีวิตฉันที่พยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ พยายามรักษาสิ่งนั้นไว้ และเสียมันไป หลังจากนั้นฉันก็เริ่มวงจรนี้ใหม่ไม่มีจบสิ้น มันวนกันไปเรื่อยๆไม่มีทีท่าจะออกจากวงจรนี้ได้
ความรู้จากการปฏิบัติเตือนสติฉันว่า นี่ละคือความจริงของชีวิต หากฉันเริ่มต้นด้วยความทะยานอยาก หากฉันได้มันมา ฉันจะอยากรักษามันไว้ และฉันจะอยากได้มันเพิ่ม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ ฉันไม่สามารถจะรักษามันไว้ได้ และ การอยากได้เพิ่มของฉันไม่มีวันสิ้นสุด นั่นคือวงจรที่นำมาซึ่งความทุกข์โดยแท้
สมการที่สำคัญที่ทำให้เกิดวงจรนี่ตัวแรกที่ฉันเห็นคือความอยากนำมาซึ่งทุกข์ และฉันไม่สามารถต่อสู้กับความจริงที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีวันที่จะได้ดั่งใจตลอด หากฉันปฏิบัติต่อความไม่ได้ดั่งใจด้วยการปฏิเสธ ผลักไส ใช้ความอยากของฉันทำให้เกิดผลลัพธ์ให้ได้เท่านั้น ฉันต้องพบเจอกับความทุกข์อีกแน่ สิ่งที่ฉันต้องทำคือเรียนรู้ที่จะหยุดและยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ช่วงแรกมันยาก ใจฉันพยายามจะหาเรื่องทำ มันบอก ฉันต้องทำ ถ้าไม่ทำมันจะไม่ได้ มันจะไม่สำเร็จ ฉันจะจน ฉันจะพึ่งพาตัวเองไม่ได้ คนอื่นจะมองฉันไม่ดี
ฉันเลือกจะอดทนต่อความอยากที่เกิดขึ้น ฉันเริ่มเห็นเหตุก่อนความอยากว่า ที่ฉันไม่อยากผิดหวังในเรื่องต่างๆเพราะฉันมีความทุกข์ในช่วงที่ผิดหวังและไม่อยากจะทุกข์ต่อไปหลังจากนี้
สรุปคือ ฉันแค่ปฏิเสธความรู้สึกทุกข์ของตัวเอง ฉันเริ่มเห็นความจริงว่า มีใครบ้างที่ไม่ผิดหวัง มีใครบ้างที่ได้ดั่งใจทุกอย่าง มีธุรกิจไหนบ้างที่้ป็นขาขึ้นตลอดไม่มีขาลง มีวันไหนบ้างที่จะได้ลูกค้าเท่ากันตลอดหรือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ลดลงเลย ฉันเริ่มมองเห็นความไม่แน่นอนของด้านลบๆ
และฉันเริ่มเห็นความไม่แน่นอนของด้านบวกมีช่วงไหนบ้างที่รายได้เราจะน้อยตลอดไม่มีเพิ่มขึ้นเลย มีช่วงไหนบ้างที่ลูกค้าจะน้อยตลอดไม่มีเพิ่มขึ้น หลายช่วงไม่ได้ดั่งใจแต่ก็มีช่วงที่ได้ดั่งใจ
แล้วทำไมเราต้องปฏิเสธสิ่งที่ต้องเจอด้วยละ ในเมื่อมันก็แค่เปลี่ยนไปแบบนี้เรื่อยๆอยู่แล้ว
นั่นคือความตระหนักรู้ที่เกิดขึ้นภายในใจของฉัน
ฉันเลือกที่จะยอมจำนนต่อความทุกข์อย่างราบคาบเพราะฉันเห็นแล้วว่าสู้ไปก็เปล่าประโยชน์ ฉันเลือกที่จะเรียนรู้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของความทุกข์และความผิดหวัง
แล้วฉันต้องทำอะไรละ
คำตอบคือทำในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบและสมควรทำ ฉันต้องหาเลี้ยงชีพ ฉันไม่ได้หาความร่ำรวย หรือความสำเร็จ หากแต่ความสำเร็จและความร่ำรวย เกิดจากการที่ฉันตั้งใจสร้างงานและหาเลี้ยงชีพอย่างดีและตรงไปตรงมา
ฉันเริ่มพิจารณา การทำธุรกิจเราทำกับคน รายได้ที่เกิดขึ้นเกิดจากคนจ่ายเงินให้เรา การที่เค้าจะจ่ายเงินให้เราคือเราต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อตอบโจทย์และช่วยเหลือเค้า นั่นคือสิ่งที่ฉันควรทำ ดั้งนั้นฉันควรใส่ใจที่การกระทำด้วยสภาพจิตใจที่เป็นผู้ให้ ดังนั้น ฉันจึงได้รับ ฉันควรหลีกเลี่ยงการที่อยากจะทำเพื่อให้เกิดรายได้แล้วจึงใช้วิธีการลงมือมือทำเพื่อแสร้งเป็นผู้ให้ ผลลัพธ์มันต่างกันสิ้นเชิง
เหมือนกันช่วงที่ฉันเป็นเซลล์ที่ต้องการขายผลิตภัณฑ์เพื่อทำยอดในอดีต สิ่งที่จะทำคือแสร้งทำเป็นผู้ให้แต่ในใจร้อนรนอยากขายให้ได้ พลังงานที่ออกมาจากจิตใจและท่าทางของฉัน ลูกค้าจะต้องสัมผัสได้แน่ มันคือพลังงานจากความอยากที่ต้องการตอบสนองเหมือนคาดหวังจะเอาอะไรซักอย่างของผู้ที่กำลังสนทนาอยู่ สิ่งนี้จะทำให้เกิดการผลักออก ลูกค้าจะหลบหน้า พยายามหาวิธีที่จะหลีกเลี่ยงเรา
เหมือนกับถ้าพ่อแม่ พยายามอยากให้ลูกทำสิ่งที่จะทำเพื่อให้เค้าได้ดั่งใจ เช่นการสอนสั่งหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองในแบบที่เค้าบอก ลูกๆจะต่อต้านขึ้นมาทันทีในใจ ฉันผู้เป็นลูกแน่นอนว่าฉันเข้าใจ ไม่มีใครต้องการให้เรามาเปลี่ยนแปลงความคิด เปลี่ยนตัวเรา หรือ ต้องการเอาประโยชน์จากเรา
เริ่มวางความอยากจึงเริ่มเห็นธรรมชาติ
ไม่ว่าจะธุรกิจ คน สถานการณ์ ล้วนแล้วแต่ใช้หลักเดียวกันคือ บังคับบัญชาไม่ได้ และแปลเปลี่ยนตลอด การจะทำให้สิ่งที่เราต้องการหรือคาดหวังเป็นอย่างที่เราคิดเท่านั้นจึงเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ หากรู้แล้ว เข้าใจแล้ว ทำได้แล้ว ฉันเริ่มเข้าใจธรรมชาติของคนและลูกค้าในแบบที่เค้าเป็น ไม่ใช่ในแบบที่ฉันอยากให้เป็น ฉันเริ่มเข้าใจสถานการณ์ในแบบที่สถานการณ์เป็น ไม่ใช่ในแบบที่ฉันอยากให้เป็น เพราะฉันไม่ได้อยากเปลี่ยนหรือทำให้สถานการณ์ผู้คนเป็นดั่งใจฉัน คนและสถานการณ์ที่แท้จริงมันอยู่ตรงหน้านี้เองเพียงแต่ฉันไม่เคยเห็น
ในเชิงธุรกิจ ลูกค้ามีความต้องการหลากหลาย สินค้ามีหลากหลาย ความชอบมีหลากหลาย แต่สิ่งที่ทุกคนชอบเหมือนกันเลย ชอบร้านค้า หรือ ธุรกิจที่แสดงออกถึงการเป็นผู้ให้จริงๆ ลูกค้าสามารถสัมผัสได้ ไม่มีใครหรอกที่อยากจะให้คนอื่นมาพยายามเอาของเราโดยที่เราไม่ยินยอม เค้าอยากจะจ่ายจะให้เค้าต้องรู้สึกดีจริงๆ
(ฉันวิเคราะถึงประสบการณ์การเล่นเกมส์กาชา อาร์พีจี หลายเกมส์ ฉันเคยจ่ายเงินรายได้เดือนให้กับเค้าเพราะฉันรู้สึกว่าเค้าตั้งใจและพัฒนาเกมส์จริงๆ เค้าใส่ใจกับการทำเกมส์มาก ฉันมองเห็นอนาคตและความสุขที่จะได้รับจากเกมส์นี้)
การเป็นผู้ให้โดยการสละความหวงตนเองอย่างแท้จริงจะเป็นการสร้างพลังงานของใจที่เบาสบาย ไม่มีพลังงานขุ่นมัวของความอยาก เป็นพลังงานที่ดึงเข้า เหมือนเราเปิดใจตนเองเพื่อสร้างการกระทำที่ดีเท่าน้้น
เมื่อเราสละความตระหนี่ในใจได้ ใจเราจะเปิด เมื่อใจเราเปิด ใจคนที่เจอ(ลูกค้า) จะเปิด การแสดงออกในการทำธุรกิจจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกค้าจริงๆ และความประทับใจจึงเกิด การบอกต่อก็เกิด และรายได้ที่มากขึ้นก็เกิด นี่คือการทำการตลาดที่ยั่งยืนที่สุด ไม่แน่อาจจะเร็วที่สุดก็ได้นะ ถ้าลองคิดดูในมุมที่ไม่มีแรงต้าน
บทสรุปของการหารายได้
ทำเพื่อรายได้ จึงหาวิธีการ ไม่ว่าวิธีหาวิธีที่จะดูดีขนาดไหน ผลลัพธ์ระยะสั้นอาจะดี แต่ ระยะยาวจะต้องยากลำบากแน่นอน เพราะจุดเริ่มต้นของการลงมือทำคือ เพราะความทุกข์จากการมีรายได้ไม่พอ จึงเริ่มหา การหาจะไม่มีที่สิ้นสุดเพราะความอยากได้ถูกส่งต่อ ความผิดพลาดมีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต และก่อให้เกิดความล้มเหลว
ทำเพื่อสร้างงาน เพื่อเลี้ยงชีพ ทำเพื่อผู้อื่นจริงๆ วิธีการมีมากมาย แต่วิธีการที่คิดได้จะเป็นวิธีที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น เมื่อสร้างการกระทำดี รายได้จึงมา รายได้จึงเติบโตขึ้น แน่นอนรายได้เรามีโอกาสลดลง แต่เราจะไม่มีความทุกข์ความกังวล เพราะเราสร้างการกระทำในการเลี้ยงชีพ เราไม่ได้สร้างเพราะอยากรวยและสำเร็จ ความสำเร็จและมีเงินมากขึ้น ล้วนเกิดระหว่างทางอยู่แล้ว ไม่ได้เกิดที่ปลายทาง
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการกระทำ หากเราจะสำเร็จและร่ำรวย ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอยากรวย แต่เพราะสร้างเหตุไว้ดีแล้ว หากเรามีน้อยลงเราจะยอมรับได้และเดินต่อ เพราะรู้ว่าเหตุไหนที่ทำให้เกิดรายได้ตามมา เมื่อสร้างเหตุมากพอด้วยใจที่บริสุทธ์ความรวยก็เกิดขึ้นได้, ยั่งยืนกว่าและมีความสุข
นี่คือสิ่งที่ฉันได้ทำแล้วจริงๆและได้รับผลลัพธ์ที่ดีในช่วงเดินที่ 6 ถึง 10 ถึงแม้อาจจะมีลืมไปบ้างระหว่างทางเพราะความหลง แต่ตอนนี้ฉันได้สติกลับมาแล้วและตั้งใจจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างที้ฉันเล่าทุกอย่างมาข้างต้น
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน
ฉัน
โฆษณา