10 มี.ค. เวลา 04:21 • ความคิดเห็น

บันทึกเรื่องที่สาม ความยากลำบากในการเข้าใจผู้อื่น โดยเฉพาะคนต่าง Generation

สมัยนี้เราจะเห็นความขัดแย้งทางเจนเนอร์เรชั่นมากขึ้น คนแต่ช่วงวัยเริ่มไม่เข้าใจกัน เพ่งโทษกัน
ฉันขอยกตัวอย่างบทเรียนอันโหดร้ายของฉันเพื่อแชร์ให้ทุกคนลองพิจารณาตาม หวังว่าจะเป็นปรโยชน์กัน
ฉันเกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างพร้อมมูลและอยู่ในชนชั้นกลางของสังคม ผู้ปกครองของฉันเป็นคนที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในงานที่ทำ ฉันเติบโตมาด้วยการมองดูพ่อแม่ของฉันเป็นตัวอย่าง ท่านเป็นที่น่านับถือและเป็นแบบอย่างในเรื่องความเก่งกาจและการจัดการกับสถานการณ์ที่ยากให้ผ่านพ้นได้ในหลายๆเรื่อง ช่วงวัยเด็กของฉันพยายามเดินตามรอยที่พ่อแม่ได้นำไป
ชีวิตของการเป็นที่รักในวัยเด็กค่อยๆรู้สึกสั่นคลอนเมื่อ ครอบครัว ญาติพี่น้องเริ่มมีเด็กเกิดใหม่เยอะขึ้น และเป็นเด็กในวัยเดียวกับฉัน ความรู้สึกตอนนัันเหมือนเด็กโดนแย่งของเล่นที่รักไป ฉันเริ่มรู้สึกถึงความไม่เป็นที่รักของผู้คนรอบตัว แน่นอนทุกคนยังปฏิบัติต่อฉันอย่างดี แต่ด้วยความเข้าใจและความเอาแต่ใจของเด็กของนึง ฉันได้สร้างความเปรียบเทียบขึ้นมาในใจและสั่งสมมาโดยไม่รู้ตัวจนสามารถส่งผลได้ถึงในปัจจุบัน
เมื่อเติบโตขึ้นถึงช่วงอายุเกือบสองหลัก เด็กรุ่นราวคราวเดียวกับฉันแต่ละคนมีความเก่งและเชี่ยวชาญบางอย่างที่ฉันไม่มี รวมถึงญาติพี่น้องของฉันเอง ฉันไม่ใช่คนที่เรียนดีเท่าคนอื่น แน่นอนครอบครัวของฉันส่งเสริมการเรียน และญาติของฉันเรียนเก่งทุกคน ฉันเริ่มรู้สึกถึงความเป็นแกะดำในครอบครัว
ด้วยใจที่ชอบการต่อสู้ฉันปฏิเสธมัน ถ้าฉันไม่ได้ดีด้านนี้ฉันต้องได้ดีด้านอื่น ฉันมุ่งเน้นในการเดินทางที่แตกต่าง หรือสายอื่นที่คนในครอบครัวไม่เห็นด้วย สายที่จะทำให้ฉันได้เป็นที่จดจำและได้รับการยอมรับ เธอคิดว่าการเดินทางด้วยจิตใจใฝ่หาการยอมรับฉันจะราบรื่นจริงหรือ
แน่นอนว่าไม่ ความยากลำบากรอฉันอยู่ ทุกครั้งที่เดินฉันจะต้องได้รับการปฏิเสธจากคนรอบข้างถึงการไม่เห็นด้วยในสิ่งที่ฉันทำ และคำแนะนำที่ไม่เพียงไม่เข้าใจฉัน มันยังสร้างรอยแผลที่กัดกินใจฉันไปเรื่อยๆ ทำให้ฉันยิ่งอยากจะพิสูจน์ตัวตนของตัวเอง เพราะคำแนะนำพวกนั้นถึงแม้จะแนะนำด้วยความหวังดี แต่ฉันรู้สึกว่าพวกเค้าไม่ได้เข้าใจฉันเอาเสียเลย
ฉันต่อสู้กับความคาดหวังของตัวเองและต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าฉันทำได้ ฉันทำเยอะ ฉันหาโอกาสและสร้างมันขึ้นมา ฉันทุ่มเท ฉันอดทน ฉันไม่ยอมแพ้ ด้วยความทรมานที่นานพอ ฉันได้รับผลลัพธ์นั้น และแน่นอนฉันรักษามันไว้ไม่ได้และเสียมันไป ฉันเริ่มหาใหม่และวนไปเรื่อยๆในวังวนแบบเดิมๆ
ชีวิตที่แค่ต้องการการยอมรับทำให้ฉันเกิดความทุกข์ขนาดนี้
ในช่วงนึงของชีวิต ฉันทำสำเร็จและฉันได้มีโอกาสไปเป็นหัวหน้าและพัฒนาองกรณ์ของฉัน ด้วยความตั้งใจอย่างมากและความหวังดีที่มีให้ทุกๆคนในองกรณ์ ฉันใช้ประสบการณ์ความสำเร็จที่มีในการสื่อสาร ในรูปแบบของความตั้งใจจริงและจริงจัง แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นดั่งใจ
ผู้คนเริ่มปฏิบัติต่อฉันด้วยความไม่เข้าใจ เค้าเริ่มมองฉันเหมือนฉันบังคับพวกเค้า นำเสนอวิธีการของตัวเอง โดยใช้ประสบการณ์ของตัวเองแต่ไม่ถามความต้องการของพวกเค้า ฉันเริ่มไม่เป็นที่ยอมรับ ฉันถูกแบน ฉันเสียมันไปอีกแล้ว การยอมรับที่ใฝ่หา ได้มาก็หาย มันไม่เคยอยู่คงทน
ฉันทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาในหลากหลายช่วง ทั้งช่วงที่เป็นขาขึ้นและช่วงขาลง หลายต่อหลายครั้งที่มันวนไปแบบนี้ ขึ้นลงไปอย่างนี้ ฉันเริ่มท้อแท้และหยุดการต่อสู้ ฉันยอมแพ้กับความอยากที่จะได้รับการยอมรับ ฉันจึงเริ่มเห็น ช่วงขาขึ้น ฉันปฏิบัติต่อผู้คนของฉันไม่ต่างจากพ่อแม่ผู้ปกครองของฉันปฏิบัติต่อฉันในอดีต ณ เวลานั้นฉันไม่ชอบ แต่ตอนนี้ฉันกำลังปฏิบัติต่อพวกเค้าในแบบที่ฉันเคยผ่านประสบการณ์ไม่ชอบมา ฉันทำผิดพลาดแล้ว
ฉันเริ่มจากการมองเห็นตัวเอง ตั้งคำถามต่อตัวเอง
ทำไมเราถึงต้องการเป็นที่ยอมรับ เพราะเวลามีคนไม่เห็นด้วยไม่ยอมรับในตัวเรา มันเกิดความทุกข์ไง
ฉันแค่ปฏิเสธมันอีกแล้ว ทั้งที่คนทำดีมากมายขนาดไหน คนจะด่าจะว่าก็ยังมี นินทาเค้าก็มี ไม่ชอบในสิ่งที่เค้าทำก็เป็นไปได้ ส่วนคนที่ทำแย่ขนาดไหนก็ยังมีคนที่ชอบและคนที่เห็นด้วย มันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก แล้วฉันจะไปขัดขืนธรรมชาติได้ยังไง ยิ่งฉันต่อต้านมันฉันยิ่งทุกข์ทรมานและทำผิดวิธี
ฉันหยุดวิ่งไล่ตาม ฉันจึงเห็นควรมจริง
ความจริงที่ว่าการไม่เป็นที่ยอมรับต้องมีความทุกข์เป็นเรื่องปกติ การเป็นที่ยอมรับก็เป็นสุข เป็นเรื่องปกติเหมือนกัน เราไม่สามารถได้รับการยอมรับตลอดได้และไม่สามารถไม่เป็นที่ยอมรับตลอดได้ ดังนั้นความอยากได้รับการยอมรับในใจฉันจึงหายไป ฉันหยุดใช้ความอยาก
ฉันเริ่มมองเห็นคุณค่าในตนเอง ฉันไม่ด้อยค่าตัวเองอีกแล้ว ฉันเห็นสิ่งดีๆในตนเองและความสามารถที่ตนเองไม่เคยเห็น ฉันขยายสิ่งนั้นขึ้นไป ฉันลงมือทำ และฉันได้รับผลที่ยอดเยี่ยม แน่นอนฉันก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับของบางคน แต่แล้วยังไง มันเป็นเรื่องธรรมดา ฉันเดินต่อ เมื่อสภาพจิตใจปลอดโปร่ง ฉันมองเห็นทางมากขึ้น ฉันเดินได้ถูกทางมากขึ้น ฉันเริ่มเข้าใจคนอื่นเพราะฉันเข้าใจตัวเองจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตฉัน ฉันจึงเริ่มรู้ว่าควรปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไร
ฉันได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกับคนหลากหลายช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็น เจนเบบี้บูม เจนเอ็ก เจนวาย เจนซี เจนอัลฟ่า
ฉันรู้ว่าความจริงแล้วทุกคนก็เป็นเหมือนฉันคือ ต้องการให้ใครคนนึงเข้าใจเค้าในมุมที่เค้าเป็น ไม่ใช่เข้าใจเค้าในมุมที่เราอยากให้เป็น ธรรมชาติของคนบังคับบัญชาไม่ได้ แปลเปลี่ยนนิสัยตลอด การที่เราจะแนะนำบอกสอนยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยถ้าเราไม่เข้าใจธรรมชาตินี้
ไม่มีใครชอบการถูกยัดเยียด ตัดสิน การบังคับ การพยายามเปลี่ยนสิ่งที่เค้าคิด เค้าชอบให้คนเข้าใจเค้า ถ้าเค้าจะเปลี่ยนเค้าจะเปลี่ยนเอง ไม่ว่าจะเป็นเจนไหนก็ตาม เค้าจะเปิดใจให้กับคนที่เรียนรู้ที่จะเข้าใจเค้า ไม่ใช่คนที่อยากเข้าใจเค้าและพยายามสร้างการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงเค้า เพราะการยอมรับในสิ่งที่เค้าเป็นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง แต่แน่นอนเราต้องเริ่มยอมรับในจุดที่เป็นเราก่อน
หากการยอมรับเกิดขึ้น เราจะไม่โหยหา ไม่สร้างการเรียกร้อง เราจะเริ่มเห็นสิ่งที่เราเป็น และเห็นสิ่งที่คนๆนั้นเป็นตามความจริงตรงหน้า ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้เค้าเป็น
ฉันได้ยอมรับในตัวเองและฉันจึงเริ่มยอมรับในผู้อื่น เพราะแต่ละคนมีข้อดีข้อเสียต่างกัน มีความเฉพาะตัวต่างกัน ฉันเลือกที่จะไม่เปลี่ยนแปลงเค้า ฉันจึงเข้าใจเค้า ฉันเลือกจะมองเห็นข้อดีของเค้า ช่วยพัฒนาข้อดีของเค้า เลือกที่จะไม่เพ่งโทษเค้า
สิ่งนี้คือสิ่งที่ฉันปฏิบัติจริงและใช้จริงทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ยอมเยี่ยมในการบริหารจัดการองกรณ์ ฉันจึงเป็นทั้งพ่อแม่ พี่ เพื่อน น้อง ลูก หลาน ที่เค้าไว้ใจ เปิดใจ และเชื่อใจได้ ฉันจึงสามารถแชร์บางอย่างที่เป็นประสบการณ์ของฉันให้พวกเค้าฟัง และถ้าประสบการณ์นั้นมันดีและเหมาะกับเค้า มันจะเป็นคำแนะนำให้กับชีวิตพวกเค้าและพวกเค้าจะเก็บมันเอาไปใช้เอง จากการมองเห็นการปฏิบัติตัวของฉันที่เป็นแบบอย่าง
ผลลัพธ์ที่ดีก็เกิด ฉันจึงได้รับการยอมรับขึ้นมาเอง
บทสรุปของเรื่องราว
เริ่มต้นที่ความเห็นต่อผู้คน เราไม่สามารถบังคับใครได้ โน้มน้าวให้เค้าคิดในแบบเดียวกับเราตลอดไม่ได้ เราไม่สามารถสั่งสอนเค้าได้ แนะนำเค้าได้ ถ้าเค้าไม่ต้องการและไม่รับฟัง
การยอมรับในตัวเอง จะเป็นประตูเปิดทางให้กับเรา จงยอมรับว่า เราเองก็เป็นแบบเดียวกับเค้าเหมือนกัน
เราจึงเริ่มมองเห็นคุณค่าในตนเอง เลิกเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น เลิกที่จะใฝ่หาการยอมรับ
เราจึงเริ่มปฏิบัติตัวกับผู้คนในแบบที่เราเองก็ต้องการให้เค้าปฏิบัติต่อเราแบบนั้น เราเลิกตัดสิน เราเลิกเพ่งโทษกัน เราเลิกบังคับ เราเลิกใช้ความคิดและประสบการณ์ของเรามาเป็นตัวตัดสินถูกผิด
เราเข้าใจเค้า เค้าจึงเข้าใจเรา การยอมรับในกันละกันจึงเกิดขึ้น
ฉันแค่เริ่มต้นในการยอมรับตนเองก่อนก็เท่านั้นเอง
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน
ฉัน
โฆษณา