26 เม.ย. เวลา 14:01 • ท่องเที่ยว
เกาะเกร็ด

ถนนสร้างทาง ให้ผู้คนไว้สร้างมิตรภาพ

ข่าวคราวการทำสงครามที่เกิดขึ้นมา
ระยะหนึ่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยมีเป้าหมายโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในบางพื้นที่ และเส้นทางคมนาคมภายในประเทศ
เช่น สะพาน และเส้นทางรถไฟ ส่งผลให้การเดินทางไปมาหาสู่กัน และการขนส่งต้องหยุดชะงักลง
ชวนให้คิดเทียบเคียงถึงเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมจากประเทศจีนไปสู่ประเทศลาว
แล้วเข้ามายังประเทศไทยภายใต้โครงการที่จีนใช้ชื่อว่า Belt and Road Initiative (BRI) ที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2556
โดยเปิดให้บริการช่วงระหว่างจีนและลาวแล้ว ตั้งแต่ปี 2564
ซึ่งผู้ที่เคยเดินทางจากต้นทาง กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ไปยังปลายทาง
คุนหมิง ประเทศจีน
คงเคยได้เห็นวิว ทิวทัศน์ สองข้างทางที่รถไฟวิ่งผ่าน และลอดอุโมงค์ผ่านภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนมาแล้ว
วิวข้างทางเมื่อมองจากขบวนรถไฟ
รวมทั้ง ได้สัมผัสถึงความรู้สึกบางอย่าง ระหว่างเดินทาง และแวะเยือนบางเมือง
ในส่วนของตัวผมเอง นั้น เพิ่งมีโอกาสเดินทางไปเส้นทางดังกล่าว เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา พร้อมเพื่อนร่วมทาง อีก 5 คน
ใช้เวลาเดินทาง 10 คืน 11 วัน โดยแวะเที่ยวเมืองที่รถไฟแล่นผ่าน ได้แก่ เวียงจันทน์ หลวงพระบาง ในลาว ส่วนในจีน นั้น แวะคุนหมิง และสิบสองปันนา
ผู้โดยสารรอใช้บริการรถไฟจำนวนมาก
แม้จะใช้เวลาเยือนแต่ละเมือง เพียงวันสองวัน
แต่ก็ได้เห็น ได้สัมผัสหลายสิ่ง หลายอย่างด้วยสายตาตนเอง จากที่เคยแต่ได้ยิน ได้ฟังมา
เข้าทำนอง "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น" หรือ "ฟังร้อยครั้งไม่เท่าเห็นครั้งเดียว" ในสำนวนจีน
ย่านท่องเที่ยวตัวเมืองคุนหมิง
ึซึ่งหากจะวัดถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการเดินทางด้วยรถไฟครั้งนี้
ถือว่า "คุ้มค่า" คุ้มราคาที่จ่ายไป เมื่อวัดจาก "คุณค่า" ที่ได้รับ
เช่นว่า...
ได้เห็นผู้คนต่างเมือง ต่างถิ่นไปมาหาสู่กันโดยรถไฟสะดวกยิ่งขึ้น ทั้งจากจีนและลาว
ชาวจีนมาเที่ยวหลวงพระบาง
และคนไทยอีกหลายกลุ่มที่พากันไปเที่ยวเมืองลาว ผ่านเข้าไปถึงเมืองจีน
รวมทั้ง ฝรั่งต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่มาเยือนหลวงพระบาง และเวียงจันทน์
➡️...ตา..ได้เห็นภาพจริงจากที่คิด จินตนาการไว้...
ฝรั่งเดินเล่นในหลวงพระบาง
นอกจากนี้ ยังได้เปิดมุมมอง สัมผัส วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ บ้านเมือง วัฒนธรรม ธรรมชาติ อาหารการกิน ทั้งที่คล้าย และแตกต่างไปจากเรา
ตลอดจนเศรษฐกิจ การค้าขายในแต่ละเมือง
➡️...ความคิด และจิตใจเรา เปิดกว้างมากขึ้น...
สภาพบ้านเมือง และธรรมชาติ @หลวงพระบาง
ตลอดจนได้สัมผัสถึง "มิตรภาพ" และ "ความอบอุ่น" จากผู้คนรายทาง แต่ละแห่ง แต่ละเมือง ซึ่งไม่ได้รู้จักมักคุ้นกันมาก่อน
ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางถึงลาว ผ่านเข้าไปยังจีน จนถึงวันสุดท้ายที่ออกจากจีน เข้าลาว กลับถึงเมืองไทย
➡️...โลกข้างนอก..น่าอยู่กว่าที่เราคิด...
จนถึงวันนี้ ผมยังไม่ลืมเรื่องราว "เล็ก ๆ" แต่อบอุ่น ซึ่งเกิดขึ้นในลาว ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ 2-3 เรื่อง...
ไม่ว่าจะเป็นแรงสัมผัสจากมือของนักดนตรีเปิดหมวก ที่หนักแน่น บวกรอยยิ้ม เมื่อผมขอจับมือด้วยที่กลางกรุงเวียงจันทน์
ผมจึงส่งกำลังใจและคำขอบคุณด้วยประโยคหนึ่งกลับไปว่า...
"ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยสร้างความสุขให้กับผู้คน"
นักดนตรีเปิดหมวกกับตะข้องเก๋ไก๋
หรือจะเป็นโอบกอดที่อบอุ่นจากพี่วาด ชายชาวลาวซึ่งเข้ามาสวมกอด และพูดคุย ทักทายด้วยอย่างเป็นกันเอง บริเวณประตูไชย กรุงเวียงจันทน์
เมื่อทราบว่าพวกเรามาจากเมืองไทยที่เปรียบเสมือนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน...
รวมทั้ง โอกาสที่ได้ทำบุญเล็ก ๆ น้อย ๆโดยบังเอิญร่วมกับพี่แดงตุ้ย ญาติโยมที่มาทำบุญ เลี้ยงพระเพล ที่วัดแห่งหนึ่งใกล้เจดีย์หลวง ในกรุงเวียงจันทน์
ซึ่งนอกจากจะอนุโมทนาบุญร่วมกันแล้ว ท่านยังเมตตา สวดมนต์บทหนึ่งเป็นภาษาลาว ที่มีท่วงทำนองไพเราะ
ให้ผมได้ฟังเป็นครั้งแรก มีความหมายโดยสรุปเกี่ยวกับชีวิตที่จะมุ่งสู่นิพพาน
ต้องสลัดทิ้งซึ่งตัณหา ความผูกพันทั้งหลายที่เป็นความห่วง ทั้งห่วงลูก ห่วงหลาน และห่วงทรัพย์สินเงินตรา
พี่แดงตุ้ย ชาวลาว ผู้มีเมตตาธรรม
ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึงมิตรภาพ ความอบอุ่นอื่น ๆ ที่ได้รับจากการพูดคุย สอบถามข้อสงสัยบางเรื่องจากน้อง ๆ พนักงาน
ซึ่งทำงานในโรงแรมที่พัก และพี่คนขับรถตู้โดยสารอารมณ์ดี
รวมทั้ง จากที่ได้ทักทายผู้คน ได้อุดหนุน พ่อค้า แม่ขาย บนถนนคนเดินในเวียงจันทน์ และตลาดยามเช้าในหลวงพระบาง และสิบสองปันนา
อุดหนุนกาแฟ ขนมบ้าบิ่น @ตลาดหลวงพระบาง
ที่แม้จะพูดคุยกันในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ด้วยภาษาที่คล้ายคลึงกัน และความเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิด จึงสื่อถึงกันอย่างรับรู้และเข้าใจได้ง่าย
➡️...มิตรภาพ..เริ่มขึ้นจากจุดเล็ก ๆ...
ขณะเดียวกันในส่วนของเมืองจีนก็มีเรื่องราวแห่งมิตรภาพ และความประทับใจเกิดขึ้น อยู่ไม่น้อยเช่นกัน แม้จะไม่สามารถพูดสื่อสารกันโดยตรงได้
เพราะมีล่ามชาวจีนที่พูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว คอยช่วยพูด แปลความหมาย และอำนวยความสะดวกระหว่างการเดินทาง
ล่าม : เปิดมุมให้เราได้เห็น สัมผัส & ชิม
โดยคนหนึ่งเป็นหญิงชาวจีนไหหลำ เคยศึกษาในไทย จบปริญญาตรี วิชาเอกภาษาไทย (มีพี่ชายทำงานอยู่ในหลวงพระบาง เป็นไกด์คอยดูแลพวกเราเป็นอย่างดี)
ส่วนอีกคน เป็นชายชาวจีนในเมืองสิบสองปันนา เคยบวชเป็นสามเณรมาจำพรรษาศึกษาด้านพุทธศาสนา และภาษาบาลีที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองไทย
ทั้งสองคน มีความซาบซึ้งในคุณค่าของภาษาไทยที่ใช้ในการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ สร้างฐานะให้ตนเอง
และมีทัศนคติที่ดีในการทำงานไกด์ว่า
นอกจากได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้คนไทยได้รับรู้และเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ในจีนแล้ว
ยังถือเป็นโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทยที่เคยอาศัย และเรียนหนังสือไปในตัว
ไกด์รัก&ผูกพันเมืองไทย
ด้วยทัศนคติเช่นนี้ ทำให้การทำหน้าที่ดูแลพวกเราจึงเต็มไปด้วยมิตรภาพ และความอบอุ่น
เมื่อบวกกับบรรยากาศของพื้นที่โดยรอบที่ค่อนข้างปลอดภัยอยู่แล้วระดับหนึ่ง
จึงทำให้พวกเราไว้วางใจสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างรวดเร็ว ระหว่างที่อยู่ในจีน ทั้งเมืองคุนหมิง และสิบสองปันนา
โดยเฉพาะในเมืองสิบสองปันนา ที่มีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมเชียงรุ่ง
ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนมาเยือนบ้านเมืองเราในภาคเหนือ แถบเชียงใหม่ และเชียงรายที่เป็นวัฒนธรรมแบบล้านนา
อาคาร ในสิบสองปันนา
โดยทั้งสองวัฒนธรรมมีบางสิ่ง บางอย่างที่คล้ายคลึงกัน เพราะมีบรรพบุรุษ เป็น
กลุ่มเครือญาติไท (ไต) ด้วยกัน
เช่น ลักษณะของอาคารบ้านเรือน วัดวาอาราม การแต่งกาย และภาษาไทลื้อที่ใช้พูดคุย สื่อสารกัน
รวมไปถึงการร่ายรำผ่านบทละคร และนาฏศิลป์ลีลาที่แสดงโชว์
การแต่งกายที่คล้ายคลึงกัน
ซึ่งผมเอง นั้น โชคดีที่มีโอกาสได้พูดคุยภาษาไทยกับชาวไทลื้อรุ่นเก่าในสิบสองปันนา ซึ่งเป็นแม่ค้าขายข้าวเกรียบปิ้ง(ข้าวเกรียบว่าว) และรุ่นใหม่ที่ขายใบชา
คุยภาษาไทยกับแม่ค้าในสิบสองปันนา
ดุจเป็นเครือญาติใกล้ชิดกัน ด้วยความประทับใจ
แม้ในบางคราว จะพูดภาษาจีนไม่ได้ แถมไม่มีไกด์อยู่ด้วย ก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด
เพราะด้วยภาษากาย และท่วงทีที่ต่างฝ่ายต่างช่วยกันสื่อความหมาย ช่วยให้เกิดความเข้าใจ และเพลิดเพลินไปพร้อมกัน
➡️...มิตรภาพจึงเกิดขึ้นภายในชั่วพริบตา...
สมตามคำกล่าวที่ว่า "จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน"
เพราะมีรากฐาน และพัฒนาการมาอย่างยาวนาน จวบจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ เรื่องราวของมิตรภาพที่เกิดขึ้นจากต้นทางถึงปลายทางที่ถ่ายทอดมาทั้งหมดนี้
มิได้ลอยขึ้นมาในทันที ทันใด
และไม่ได้วางโครงเรื่องไว้ล่วงหน้า
แต่เป็นผลจากการคิดถึงเรื่องราวและความประทับใจที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทางที่ผ่านมา
จนตกผลึกเอาตอนนอนพักในค่ำคืนที่เวียงจันทน์ ก่อนกลับเข้าเมืองไทยวันรุ่งขึ้น
ซึ่งจะคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ก็อาจจะใช่ แต่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย...
หากเราไม่ออกเดินทาง และไม่มีเส้นทางคมนาคมทางบกที่เป็นทางเลือก ช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางระหว่างดินแดน
และก็เป็นเรื่องบังเอิญซ้ำสองอีกด้วยเช่นกันที่การเดินทางครั้งนี้ เหมือนถูกปูทางด้วยคำว่า "มิตรภาพ" มาก่อนแล้ว โดยไม่ทันได้ฉุกคิด หรือ ตระหนักถึง
เมื่อพี่วิสุทธิ์ หัวหน้าทีมที่พาเราเดินทางมาครั้งนี้
ซึ่งผ่านการเดินทางมาหลายประเทศ หลายรูปแบบ
บอกพวกเรา...ตอนขากลับถึงแผ่นดินไทย ในจังหวะที่ข้ามผ่านสะพานชื่อว่า "มิตรภาพไทย ลาว" แห่งที่ 1 (จุดข้ามแดน จ.หนองคาย) มาเพียงชั่วครู่ว่า...
"ตอนพวกเราออกเดินทางจากเมืองไทย ก็ใช้เส้นทางหลัก ที่ชื่อ "ถนนมิตรภาพ" มาเกือบตลอดทาง เริ่มจากสระบุรี ผ่านปากช่อง โคราช จนถึงขอนแก่น หนองคาย"
แล้วข้ามสะพาน "มิตรภาพ ไทย ลาว แห่งที่ 1" เพื่อเข้าไปยังลาว
ในขณะที่เส้นทางรถไฟจากจีนไปลาว
ช่วงที่ผ่านอุโมงค์รถไฟ เชื่อมระหว่างเมืองบ่อหานของจีน กับเมืองบ่อเต็นของลาว ที่มีความยาว 9.6 กิโลเมตร
ก็เรียกชื่อว่า "อุโมงค์มิตรภาพ" (Friendship Tunnel) เช่นเดียวกัน
"เฮ้ย..ทำไมชื่อตรงกัน ทั้งถนน สะพาน และอุโมงค์รถไฟ โดยบังเอิญอย่างนี้"
ผมร้องอุทานขึ้น ตามด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มแห่งความสุข จนเพื่อนร่วมทางยิ้มตามไปด้วย...
⤵️ หันกลับมาดูโลกแห่งความเป็นจริงอีกแบบหนึ่งบ้าง...
ในยามที่สถานการณ์ความขัดแย้งพัฒนามาถึงขั้นที่ต่างฝ่ายต่างคิดจะรบกัน
คำว่า "มิตรภาพ" ที่เป็นชื่อเรียกถนนสะพาน หรือเส้นทางคมนาคมอื่นที่สร้างขึ้นให้ระลึกถึง
อาจจะไม่ช่วยให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งฉุกคิด หรือ ยับยั้ง ชั่งใจได้
และเมื่อสงครามเกิดขึ้น ดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง...
ยุทธวิธีหนึ่งที่มักจะนำมาใช้ คือ การทำลายเส้นทางคมนาคมของอีกฝ่าย เพื่อตัดการลำเลียง และสร้างความได้เปรียบในการรบ
ซึ่งเท่ากับได้ทำลายโอกาสของผู้คนที่จะใช้เดินทางไปมาหาสู่กัน
ที่อาจส่งผลให้เรื่องราวแห่งความรักและมิตรภาพที่จะเกิดขึ้นจากการเดินทางตามมาอีกหลายร้อยเรื่องในอนาคตต้องสิ้นสุดลงชั่วคราว
มิน่าล่ะ..! นักเดินทางที่แสวงหามิตรภาพจำนวนไม่น้อยถึงเรียกร้องให้มอบความรักแก่กัน แทนการคิดทำลายล้าง
เพื่อมิให้ความขัดแย้งบานปลาย จนขยายตัวไปสู่สงครามในที่สุด
ดั่งวลีที่ว่า...
Less war More love
ที่นักเดินทางคนหนึ่งเขียนเตือนใจไว้บนแผงรั้วริมถนนแห่งหนึ่งกลางกรุงเวียงจันทน์...
Less war,More Love
ในขณะที่สงครามซึ่งเกิดขึ้นอยู่ในอีกภูมิภาคหนึ่งยังคงครุกรุ่นอยู่ หาทางออกไม่ได้...
ด้วยเพราะพื้นที่แห่งความรัก และมิตรภาพไม่เหลือเพียงพอที่จะนั่งคุยกัน นั่นเอง
🙏ขอบคุณมากครับ
มุมชัย นัยสอิ้ง/26 เม.ย.69
(เอ๊ะ ! นี่...🥰
ผมเพ้อฝันไปถึงมิตรภาพชั่วขณะ หรือว่ายังมีอาการเมารถไฟค้างอยู่...แม้จะผ่านไปร่วมเดือนแล้ว)😘
โฆษณา