Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
8 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์
รุกฆาตมัจจุราช เมื่อหมากรุกหนึ่งกระดาน คือเดิมพันระหว่างชีวิตและความตาย
ใครจะไปเชื่อว่า “หมากรุก” จะสามารถช่วยชีวิตคนให้รอดพ้นจากความตายได้ แต่เรื่องเหลือเชื่อนี้ได้เกิดขึ้นจริงกับ “ออสซิบ เบิร์นสไตน์ (Ossip Bernstein)” ยอดนักหมากรุกผู้ซึ่งหมากรุกได้กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยชีวิตเขาไว้ หลังจากเผชิญหน้ากับตำรวจลับในปีค.ศ.1918 (พ.ศ.2461)
แม้ว่าในชีวิตประจำวัน เบิร์นสไตน์จะประกอบอาชีพเป็นทนายความด้านการเงิน แต่เขาก็เป็นปรมาจารย์ด้านหมากรุกที่มีฝีมือฉกาจ โดยในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ชื่อของเบิร์นสไตน์ถือเป็นที่รู้จักในฐานะนักหมากรุกมือฉมัง ซึ่งมักจะติดอันดับ 1 ใน 5 ของการแข่งขันในยุโรปอยู่เสมอ
ทว่าแมตช์หมากรุกที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขากลับเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์อันน่าสยดสยอง หลังจากที่เบิร์นสไตน์ถูกจับกุมและตัดสินโทษประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า
เรื่องราวนี้เป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟังครับ
ออสซิบ เบิร์นสไตน์ (Ossip Bernstein)
“ออสซิบ ซาโมอิโลวิช เบิร์นสไตน์ (Ossip Samoilovich Bernstein)” เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน ค.ศ.1882 (พ.ศ.2425) ในเมืองชีโตเมียร์ ประเทศยูเครน ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย
ในวัยเด็ก เบิร์นสไตน์ไม่ได้ให้ความสนใจกับหมากรุกมากนัก โดยข้อมูลจาก History Collection ระบุว่าเขาเพิ่งเริ่มหัดเล่นหมากรุกเมื่ออายุได้ 19 ปี โดยในตอนนั้นยังคงเป็นเพียงงานอดิเรกที่ทำควบคู่ไปกับการศึกษาวิชากฎหมายเท่านั้น
ทว่าเบิร์นสไตน์กลับมีพรสวรรค์ในเกมกระดานชนิดนี้อย่างน่าทึ่ง โดยในปีค.ศ.1902 (พ.ศ.2445) เขาเริ่มสร้างชื่อในวงการนักหมากรุกด้วยการคว้าชัยชนะในการแข่งขันที่สมาพันธ์หมากรุกทั่วไปแห่งเบอร์ลิน ซึ่งทำให้เขาได้รับตำแหน่ง "ปรมาจารย์หมากรุก" ในปีเดียวกันนั้นเอง
เบิร์นสไตน์ได้รับโอกาสดวลหมากรุกกับตำนานอย่าง “แฮร์รี เนลสัน พิลส์บิวรี (Harry Nelson Pillsbury)” ในการแข่งขันแบบปิดตา ซึ่งแม้ว่าในครั้งนั้นพิลส์บิวรีจะเป็นฝ่ายชนะไป แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยไฟคนนี้ถอดใจแต่อย่างใด
แฮร์รี เนลสัน พิลส์บิวรี (Harry Nelson Pillsbury)
เบิร์นสไตน์เริ่มตระเวนแข่งขันตามรายการต่างๆ ทั่วยุโรป และคว้าอันดับที่สองในการแข่งขันที่กรุงเคียฟเมื่อปีค.ศ.1903 (พ.ศ.2446) และยังครองตำแหน่งรองชนะเลิศร่วมกับ “รูดอล์ฟ สปีลมันน์ (Rudolf Spielmann)” และ “โฮเรชิโอ คาโร (Horatio Caro)” ในการแข่งขันอีกรายการที่กรุงเบอร์ลิน
ระหว่างเดือนเมษายน ค.ศ.1904 (พ.ศ.2447) ถึงเดือนมีนาคม ค.ศ.1906 (พ.ศ.2449) เบิร์นสไตน์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นนักหมากรุกที่เก่งที่สุดอันดับ 9 ของโลก และในปีค.ศ.1906 (พ.ศ.2449) นี้เอง เขาสามารถคว้าอันดับหนึ่งร่วมกับ “คาร์ล ชเลคเตอร์ (Carl Schlechter)” ในการแข่งขันที่กรุงสตอกโฮล์มได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ในปีค.ศ.1906 (พ.ศ.2449) นี้ก็ไม่ได้มีเพียงความสำเร็จในเชิงหมากรุกเท่านั้น แต่ยังเป็นปีที่เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กอีกด้วย แม้จะยังคงเดินสายแข่งขันอย่างต่อเนื่อง แต่เบิร์นสไตน์ก็เริ่มเข้าสู่เส้นทางอาชีพทนายความด้านการเงินในกรุงมอสโก ซึ่งที่นั่นเอง เขาได้พบรักกับ “วิลมา (Wilma)” ภรรยาของเขา และมีบุตรชายด้วยกันสองคน
ชีวิตการทำงานของเบิร์นสไตน์เริ่มประสบความสำเร็จไม่ต่างจากเส้นทางในโลกหมากรุก และเขาก็เริ่มสร้างฐานะจนมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย ทว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ได้มาถึง เมื่อการปฏิวัติรัสเซียอุบัติขึ้น และเบิร์นสไตน์ก็ได้กลายเป็นเป้าหมายของฝ่ายปฏิวัติในที่สุด
ในช่วงเวลา "เรดเทอร์เรอร์ (Red Terror)“ หรือยุคแห่งความหวาดกลัว กลุ่มปฏิวัติมีเป้าหมายที่จะกำจัดทุกคนที่ถูกมองว่ามีแนวคิดต่อต้านการปฏิวัติ ด้วยเหตุนี้ เบิร์นสไตน์จึงถูกตำรวจลับบอลเชวิกจับกุมตัวในปีค.ศ.1918 (พ.ศ.2461)ซึ่งในตอนนั้น หลายคนคงคิดว่านั่นจะต้องเป็นจุดจบของเบิร์นสไตน์อย่างแน่นอน
เบิร์นสไตน์และกลุ่มนักโทษคนอื่นๆ ถูกนำตัวไปยืนเรียงแถวเพื่อรอการประหารด้วยการยิงเป้าจากความผิดที่พวกเขาถูกกล่าวหา แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อนายทหารคณะปฏิวัตินายหนึ่งเหลือบไปเห็นชื่อของเบิร์นสไตน์
ปรากฏว่านายทหารผู้นี้เป็นแฟนตัวยงของเกมหมากรุก เขาคุ้นเคยกับชื่อของเบิร์นสไตน์เป็นอย่างดีจากความสำเร็จในการแข่งขันทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับยุโรปตลอดหลายปีที่ผ่านมา นายทหารคนดังกล่าวจึงยื่นข้อเสนอที่ไม่มีใครคาดคิด
เขาท้าให้เบิร์นสไตน์เล่นหมากรุกกับเขา หากเบิร์นสไตน์เป็นฝ่ายชนะ เขาจะได้รับอิสรภาพทันที แต่หากนายทหารเป็นฝ่ายชนะ เบิร์นสไตน์จะต้องถูกประหารพร้อมกับนักโทษคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่
เบิร์นสไตน์ตอบตกลงรับคำท้า และโชคยังเข้าข้างเขาที่ทักษะและประสบการณ์อันโชกโชนในโลกหมากรุกช่วยชีวิตไว้ได้ โดยเบิร์นสไตน์สามารถเอาชนะนายทหารคนนั้นได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ได้รับอิสรภาพกลับคืนมา
แต่เบิร์นสไตน์ก็รู้ดีว่าเขาไม่สามารถอยู่ในรัสเซียได้อีกต่อไป
หลังจากรอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด เบิร์นสไตน์และครอบครัวจึงลี้ภัยไปอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งแม้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาจะสูญสิ้นไปหมด แต่เขาก็เริ่มต้นสร้างชีวิตใหม่เพื่อครอบครัวอีกครั้ง
หลังจากที่เบิร์นสไตน์เดินทางถึงกรุงปารีสอย่างปลอดภัย เขาก็ยังคงเดินหน้าแข่งขันหมากรุกต่อไป โดยในปีค.ศ.1930 (พ.ศ.2473) เขาคว้าอันดับที่สองรองจาก “ฮันส์ โจห์เนอร์ (Hans Johner)” ในการแข่งขันที่เลอ ปงต์ และต่อมาในปีค.ศ.1932 (พ.ศ.2475) เขาทำคะแนนเสมอกับ “เอฟิม โบโกลจูบอฟ (Efim Bogoljubov)” จนได้อันดับที่ 5 ในการแข่งขันที่กรุงเบิร์น และยังสามารถเอาชนะ “ออสการ์ นาเกลี (Oskar Naegeli)” ที่เมืองซูริคได้อีกด้วย
เมื่อเยอรมนีรุกรานฝรั่งเศสในปีค.ศ.1940 (พ.ศ.2483) เบิร์นสไตน์ตระหนักดีว่าเชื้อสายยิวของตนจะนำภัยอันตรายมาสู่ตนเองและครอบครัว พวกเขาจึงตัดสินใจหนีไปบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นการเดินทางที่ยากลำบากและยาวนานถึงสองวัน ต้องอาศัยหลบซ่อนตัวในถ้ำในเวลากลางวันเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจตราของตำรวจและทหารรักษาการณ์บริเวณชายแดน
แม้จะเดินทางถึงสเปนได้สำเร็จ แต่ครอบครัวเบิร์นสไตน์ก็ถูกจับกุมในทันที ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เบิร์นสไตน์ถึงกับหัวใจวาย อย่างไรก็ตาม โชคยังเข้าข้างเขาที่มีเพื่อนในตำแหน่งสูงคอยให้ความช่วยเหลือ ทำให้เขาได้รับการรักษาและได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศต่อไปได้
เบิร์นสไตน์พักเว้นวรรคจากหมากรุกไปตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่2 แต่ทันทีที่สงครามยุติลง เขาก็กลับมาจับหมากรุกอีกครั้งและเดินสายแข่งขันตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ
ในปีค.ศ.1950 (พ.ศ.2493) สหพันธ์หมากรุกนานาชาติ ได้เริ่มมอบตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ซึ่งในปีนั้นเอง เบิร์นสไตน์ก็ได้รับเกียรติให้เป็น "ปรมาจารย์หมากรุกนานาชาติ"
หนึ่งในการแข่งขันที่น่าจดจำที่สุดเกิดขึ้นที่เมืองมอนเตวิเดโอในปี ค.ศ.1954 (พ.ศ.2497) เมื่อเขาทำคะแนนเสมอกับ “มิเกล ไนดอร์ฟ (Miguel Najdorf)” ได้อันดับที่ 2 รองจาก “เรเน เลเตลิเยร์ (René Letelier)” ณ เวลานั้นเบิร์นสไตน์มีอายุ 72 ปีแล้ว และไนดอร์ฟก็ประมาทฝีมือของเขาและคิดว่าการเอาชนะชายชราคนนี้คงเป็นเรื่องง่าย จึงโน้มน้าวให้ผู้จัดการแข่งขันเพิ่มเงินรางวัลเป็นสองเท่า
แต่แผนการของไนดอร์ฟกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะเบิร์นสไตน์สามารถเอาชนะเขาได้ด้วยหมากที่ยอดเยี่ยมถึงขนาดคว้ารางวัล Brilliancy Prize หรือรางวัลการเดินหมากอันชาญฉลาดประจำทัวร์นาเมนต์ไปครอง
เบิร์นสไตน์เสียชีวิตในปีค.ศ.1962 (พ.ศ.2505) หลังจากมีอาการหัวใจวายอีกครั้ง ทั้งที่เขามีกำหนดการจะกลับไปยังรัสเซียเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกหมากรุกประจำปีค.ศ.1962 (พ.ศ.2505) แต่ปรมาจารย์หมากรุกผู้นี้ก็ไม่ได้มีโอกาสหวนคืนสู่มาตุภูมิอีกเลย
อย่างไรก็ตาม แมตช์หมากรุกที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาก็ได้เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินรัสเซียแห่งนั้นเอง เพราะในปีค.ศ.1918 (พ.ศ.2461) ออสซิบ เบิร์นสไตน์ ได้เดิมพันชีวิตของเขาลงบนกระดานหมากรุก และเขาคือผู้ชนะ
บนกระดานหมากรุก ออสซิบ เบิร์นสไตน์อาจจะแค่เดินหมากเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้
แต่บนกระดานแห่งโชคชะตาในปีค.ศ.1918 (พ.ศ.2461) เขากำลังเดินหมากเพื่อเอาชนะความตาย และชัยชนะในครั้งนั้นก็ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ในบางครั้ง พรสวรรค์ก็ไม่ได้มอบแค่เกียรติยศ แต่มันมอบ “ชีวิต” ให้แก่ผู้ถือครอง
References:
https://allthatsinteresting.com/ossip-bernstein
https://en.chessbase.com/post/ossip-bernstein-september-20-1882-november-30-1962-the-last-star-of-chess-golden-age
https://www.chess.com/players/ossip-s-bernstein
ประวัติศาสตร์
บันทึก
7
7
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย