12 มี.ค. เวลา 12:00 • คริปโทเคอร์เรนซี

สรุปมหากาพย์โกงคริปโต อาชญากรรมคอปกขาว เมื่อผู้ร้ายคือคนโปรไฟล์ดีที่สุด

ย้อนกลับไปในปี 1925 มีชายคนหนึ่งชื่อ Victor Lustig เขาสร้างตำนานหลอกขายหอไอเฟลได้สำเร็จ ทั้งที่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ในหอไอเฟลแม้แต่น้อย
เขาทำเรื่องเหลือเชื่อแบบนั้นได้อย่างไร คำตอบคือเขาไม่ได้ใช้ปืนหรือมีดเพื่อปล้นเงินใคร
เขาใช้เพียงความน่าเชื่อถือ บุคลิกที่ดูดี และตำแหน่งหน้าที่การงานที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างแนบเนียน…
Victor Lustig ทำให้เหยื่อเชื่ออย่างสนิทใจว่าเขาคือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลฝรั่งเศส
และนั่นคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดของนักต้มตุ๋นทุกยุคทุกสมัย นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อใจ
ตัดภาพกลับมาที่โลกปัจจุบันเกือบร้อยปีให้หลัง ในยุคที่เทคโนโลยีล้ำหน้าไปไกลจนเรามี Cryptocurrency และเครือข่ายบล็อกเชนที่ตรวจสอบได้ทุกธุรกรรม
แต่เชื่อหรือไม่ว่าความเชื่อใจที่มอบให้กันผิดคน ก็ยังคงเป็นช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดอยู่ดี และมันเพิ่งสร้างรอยแผลขนาดใหญ่ให้กับวงการเทคโนโลยีในบ้านเรา…
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นบนเวทีระดับโลกอย่าง Singapore FinTech Festival ในช่วงปลายปี 2024 มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ จอม กัมปนาท วิมลโนท ยืนอยู่บนเวทีพร้อมกับความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ผู้คนในแวดวงเทคโนโลยีและการลงทุนต่างรู้จักเขาในชื่อ จอม อดีตนักดนตรีอาชีพที่ผันตัวมาเป็นนักวิเคราะห์การลงทุน
เขาแต่งตัวด้วยเสื้อยืดสีดำทับด้วยเบลเซอร์สั่งตัด ดูเป็นคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง…
ในวันนั้นเขากำลังสวมบทบาทสำคัญ นั่นคือการเป็นผู้บริหารระดับสูงของกองทุน Venture Capital ที่เน้นลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง Web3 และ AI
ในเวลานั้นเขาทำงานให้กับ KXVC ซึ่งเป็นกองทุนมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้ร่มเงาของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง KBTG และ Kasikornbank
ด้วยโปรไฟล์ระดับนี้ การศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ และตำแหน่งหน้าที่การงานที่ใครๆ ก็ต้องเกรงใจ
ทำให้เขาเปรียบเสมือน “คนวงใน” ที่กุมความลับและโอกาสแห่งความมั่งคั่งเอาไว้…
ลองจินตนาการดูว่าถ้าเรามีเพื่อนที่ทำงานอยู่ในกองทุนระดับประเทศ เราก็คงหวังว่าจะได้รับคำแนะนำดีๆ หรือโอกาสการลงทุนที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึง
ในโลกของการลงทุนคริปโตระยะเริ่มต้นนั้น โอกาสไม่ได้เปิดกว้างสำหรับทุกคนเสมอไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเข้าถึง หรือที่เรียกกันว่า Access
ก่อนที่เหรียญคริปโตหรือ Token ใดๆ จะถูกนำไปลิสต์บนกระดานเทรดให้ประชาชนทั่วไปได้ซื้อขาย ผู้ก่อตั้งโปรเจกต์มักจะเปิดระดมทุนในวงปิดเสียก่อน…
กระบวนการนี้เรียกว่า Private Allocation ซึ่งให้สิทธิ์นักลงทุนเฉพาะกลุ่มสามารถซื้อเหรียญได้ในราคาที่ถูกแสนถูก ถูกกว่าราคาเปิดตัวต่อสาธารณะหลายสิบหรือหลายร้อยเท่าตัว
แต่ของดีราคาถูกก็ย่อมมีข้อแลกเปลี่ยน โปรเจกต์เหล่านี้จะมีกลไกที่เรียกว่า Vesting Schedule เพื่อล็อกเหรียญเอาไว้ไม่ให้นักลงทุนเทขายทำกำไรทันทีที่เหรียญเข้ากระดานเทรด
พวกเขาจะค่อยๆ ปลดล็อกเหรียญให้ทีละนิดตามระยะเวลาที่กำหนด อาจจะใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ซึ่งนักลงทุนก็ยินดีที่จะรอคอยเพราะผลตอบแทนที่ได้มันคุ้มค่ามหาศาล…
แม้โลกของบล็อกเชนจะเรียกร้องหาความโปร่งใสและการกระจายอำนาจ
แต่โควตาการลงทุนในระดับนี้มักจะวนเวียนอยู่แค่ในกลุ่มคนรวย กองทุนขนาดใหญ่ หรือผู้มีอิทธิพลในวงการเท่านั้น
และจอมก็ทำให้ทุกคนรอบตัวเชื่ออย่างสนิทใจว่า เขาคือหนึ่งในอภิสิทธิ์ชนที่สามารถเข้าถึงสิทธิ์การลงทุนของโปรเจกต์ระดับโลกที่ใครๆ ก็ตามหา
เขาเริ่มนำเสนอโอกาสทองเหล่านี้ให้กับเพื่อนฝูงและคนรู้จัก โดยอ้างว่านี่คือโควตาส่วนตัวของเขาในโปรเจกต์ดังๆ อย่าง Monad และ Babylon รวมถึง Linera…
ข้อเสนอของเขาดูแนบเนียนมาก เพราะบางโปรเจกต์ที่เขาเอามาอ้าง ก็เป็นบริษัทเดียวกับที่กองทุน KXVC เคยประกาศเข้าไปร่วมลงทุนจริงๆ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูสมจริงขึ้นไปอีก
ผู้คนหลงเชื่ออย่างสนิทใจว่ากำลังจะได้ร่วมขบวนรถด่วนสายความมั่งคั่ง
แม้ว่าพฤติกรรมนี้จะดูเหมือนการใช้ข้อมูลภายใน หรือ Insider Trading แต่ความโลภก็มักจะเอาชนะความกลัวได้เสมอ
เขาใช้วิธีการเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า นำเสนอโปรเจกต์ที่น่าตื่นเต้น มอบเอกสารสัญญาที่ดูเป็นมืออาชีพ แล้วก็รับเงินโอนจากนักลงทุนไปกองไว้กับตัวเอง…
ในระหว่างที่เหยื่อกำลังรอให้เหรียญชุดแรกครบกำหนดปลดล็อกตามสัญญา เขาก็จะกลับมาหาพร้อมกับโปรเจกต์ใหม่ เพื่อดูดเงินลงทุนก้อนต่อไปเรื่อยๆ
ทุกอย่างดูสวยงามและไร้ที่ติ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงเดือนตุลาคมของปีถัดมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่การลงทุนก้อนแรกๆ ถึงกำหนดปลดล็อกเหรียญ
ลองมาฟังมุมมองของผู้เสียหายคนหนึ่งชื่อ Mark เขาเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทระบบชำระเงินในกรุงเทพฯ ที่รู้จักกับจอมมาตั้งแต่ปี 2017…
Mark เล่าว่าในอดีตจอมเป็นเด็กหนุ่มที่สุภาพและนิสัยดีมาก เมื่อความสัมพันธ์พัฒนามาเป็นเวลาหลายปี ความเชื่อใจก็ถูกสร้างขึ้นจนแข็งแกร่ง
ตอนที่จอมมาเสนอดีลคริปโตให้ Mark เขาไม่ได้มาแค่คำพูดลอยๆ เขามีเอกสารนำเสนอโปรเจกต์และสัญญาที่ดูเป็นทางการทุกอย่าง
Mark ตัดสินใจลงทุนไปกับหลายโปรเจกต์ที่เขาเสนอมา รวมแล้วเป็นเงินมากกว่าหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเดินเข้าสู่กับดักที่ถูกวางไว้…
เมื่อเดือนตุลาคมมาถึง Mark ทวงถามเหรียญที่ควรจะได้ แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมามีเพียงแค่ข้ออ้างที่ถูกปั้นแต่งและเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
จอมอ้างว่าเอกสารมีความล่าช้า สภาพตลาดไม่อำนวย มีปัญหากับคู่สัญญา หนักเข้าถึงขั้นอ้างว่าตัวเขาเองก็โดนโปรเจกต์เหล่านั้นโกงมาเหมือนกัน
คำตอบที่ได้รับเริ่มไม่สมเหตุสมผล และเมื่อเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน การติดต่อทางข้อความและโทรศัพท์ทุกช่องทางก็ถูกตัดขาด จอมหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย…
ถึงตอนนั้น Mark จึงนำสัญญาที่เคยได้รับมาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง และพบความจริงอันโหดร้ายว่า สัญญาเหล่านั้นคือ “ดีลทิพย์”
มันเป็นเอกสารที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมา โดยคัดลอกและดัดแปลงเนื้อหามาจากเอกสารจริงของต้นสังกัดอย่าง KXVC เพื่อตบตาให้ดูน่าเชื่อถือ
และ Mark ก็ไม่ได้เดินลงนรกขุมนี้เพียงลำพัง มีการประเมินเบื้องต้นว่ามีผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันนี้อย่างน้อยยี่สิบสี่คน…
ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านดอลลาร์สหรัฐต่อคน บางคนโอนเงินผ่านระบบธนาคารทั่วไป บางคนก็โอนเป็นเหรียญ Stablecoin ผ่านเครือข่ายบล็อกเชน
เหยื่ออีกคนชื่อ Steven เป็นผู้บริหารบริษัทในแคลิฟอร์เนีย เขาตัดสินใจลงทุนไปราวหนึ่งแสนสามหมื่นดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนั่นคือเงินเก็บทั้งชีวิตในโลกคริปโตของเขา
Steven เล่าว่าตอนแรกทุกอย่างดูปกติมาก ไม่มีความผิดปกติใดๆ ให้เห็น จนกระทั่งจอมเริ่มขอเก็บค่าธรรมเนียมจุกจิก และอ้างว่าเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลของตัวเองไม่ได้ระหว่างเดินทาง…
หลังจาก Steven โอนเงินก้อนสุดท้ายไปช่วยเหลือ จอมก็หายตัวไปทันที ทิ้งให้ Steven ต้องเผชิญกับค่ำคืนที่นอนไม่หลับเมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกจนหมดตัว
เรื่องราวเริ่มขยายวงกว้างและเลวร้ายลงไปอีก เมื่อเหล่าผู้เสียหายเริ่มหมดความอดทนและติดต่อไปหาผู้ก่อตั้งโปรเจกต์คริปโตต่างๆ โดยตรงเพื่อถามหาความจริง
คำตอบที่ได้รับทำเอาทุกคนช็อก ทีมงาน Monad ยืนยันว่าสัญญาพวกนั้นเป็นของปลอม ส่วน Babylon ก็ตอบชัดเจนว่าไม่เคยทำธุรกรรมใดๆ กับบุคคลนี้เลย…
ผู้ก่อตั้งโปรเจกต์หนึ่งถึงกับหัวเสียและบอกว่า มันตลกร้ายมากที่การระดมทุนจริงๆ ในปัจจุบันนั้นยากแสนเข็ญ แต่ดันมีคนเอาชื่อบริษัทพวกเขาไปหลอกเอาเงินคนอื่นหน้าตาเฉย
ความจริงอีกข้อที่เพิ่งสว่างคือ สถานะการทำงานของจอม นักลงทุนจำนวนมากเชื่อมั่นว่าเขายังเป็นผู้บริหารที่ KXVC ในตอนที่ตัดสินใจโอนเงินให้
แต่ในความเป็นจริง เขาถูกเลิกจ้างและพ้นสภาพจากบริษัทไปตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2025 แล้ว ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่เขาจะเริ่มก่อเหตุหลอกลวงครั้งใหญ่กับหลายๆ คน…
มีการแกะรอยข้อมูลบนบล็อกเชนพบว่า กระเป๋าเงินดิจิทัลใบหนึ่งที่ Steven โอนเงินเข้าไป มีการทำธุรกรรมเข้าออกหมุนเวียนสูงถึง 1.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน
แม้เราจะไม่อาจฟันธงได้ว่าเงินทั้งหมดในกระเป๋านั้นมาจากการหลอกลวง แต่มันก็หยุดเคลื่อนไหวไปในเดือนตุลาคม ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่เขาปิดการติดต่อและหลบหนีไป
คำถามที่ค้างคาใจทุกคนคือ ทำไมคนที่ดูมีอนาคตไกล มีการศึกษาดี และมีชื่อเสียงในวงการ ถึงยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเพื่อมาทำเรื่องแบบนี้…
2
นักวิชาการเรียกพฤติกรรมนี้ว่าเป็นลักษณะคลาสสิกของ “อาชญากรรมคอปกขาว” อาชญากรไม่ได้ใช้กำลังบังคับขู่เข็ญ แต่ใช้ความรู้และสถานะทางสังคมเพื่อหลอกลวงเหยื่อที่เชื่อใจ
1
สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดในคดีนี้คือ การหลอกลวงด้วยวิธีการนำเสนอ Private Allocation เป็นกลโกงที่มีวันหมดอายุที่ชัดเจนมากๆ
เขาย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า ทันทีที่ระยะเวลา Vesting Schedule สิ้นสุดลง นักลงทุนจะต้องมาทวงเหรียญ
และเมื่อเขาไม่มีเหรียญให้ ความจริงทั้งหมดก็จะถูกเปิดโปงทันที…
มันเป็นแผนการที่ไม่มีทางยั่งยืนได้เลยในระยะยาว แต่เขาก็ยังเลือกที่จะทำ แลกชื่อเสียงที่สั่งสมมานับสิบปีกับเงินจำนวนมหาศาล แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
บางคนสันนิษฐานว่าเขาอาจมีปัญหาหนี้สินส่วนตัว หรือมีความกดดันทางการเงินที่รุนแรงจนต้องใช้วิธีหาเงินแบบข้ามคืน แต่ก็ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แท้จริง
บทเรียนราคาแพงจากเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ในโลกของการลงทุนที่อะไรก็ดูสวยหรูไปหมด ความน่าเชื่อถือของบุคคลอาจกลายเป็นภาพลวงตาที่อันตรายที่สุด…
ไม่ว่าโปรไฟล์ของเขาจะดูดีแค่ไหน แต่งตัวหรูหราเพียงใด หรือเคยทำงานอยู่กับสถาบันการเงินที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ก็ไม่ได้เป็นการการันตีความโปร่งใสเสมอไป
การลงทุนใน Cryptocurrency ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้แนวคิดที่ว่าเราไม่ต้องอาศัยความเชื่อใจตัวกลาง
แต่สุดท้ายคนส่วนใหญ่ก็ยังคงตกเป็นเหยื่อเพราะมอบความเชื่อใจให้ผิดคน
เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาล เราต้องแยกให้ออกระหว่างมิตรภาพกับธุรกิจ และต้องตรวจสอบทุกอย่างด้วยตัวเองให้แน่ใจที่สุด…
เพราะในวันที่ผลประโยชน์มหาศาลอยู่ตรงหน้า แม้แต่คนที่ดูเหมือนจะเป็นคนวงในที่น่าเชื่อถือที่สุด ก็อาจกลายเป็นคนที่ทำร้ายเราได้เจ็บปวดที่สุดเช่นเดียวกัน
References : [scamurai, thairath, dailynews, thaipublica, efinancethai]
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา