13 มี.ค. เวลา 08:03 • ข่าวรอบโลก

ช่องแคบฮอร์มุซ คือ เส้นเลือดด้านพลังงานโลก

อย่าลืม ช่องแคบไต้หวัน คือ เส้นเลือดด้านเทคโนโลยีรวมถึงทางการทหาร
รูเบน เอฟ จอห์นสัน นักวิเคราะห์ทางทหารและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของมูลนิธิคาซิมีร์ ปูลาฟสกีแห่งโปแลนด์ ชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าหวาดหวั่นซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา
หากช่องแคบฮอร์มุซเปรียบเหมือนเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลก ช่องแคบไต้หวันก็เปรียบเสมือนระบบประสาทส่วนกลางด้านเทคโนโลยีของโลกใช่หรือไม่? เขากล่าว
1
เครดิตภาพ: UNITED24
จอห์นสันอ้างถึงการคำนวณของนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ที่จำลองหากเกิดความขัดแย้งเหนือไต้หวัน โดยรายงานว่าหากช่องแคบไต้หวันถูกปิด ความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่ระดับ 10 ล้านล้านดอลลาร์
ไต้หวันเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ผลิตไมโครชิปสมัยใหม่มากกว่า 90% ซึ่งหากปราศจากไมโครชิปแล้ว ระบบทางทหาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี AI ก็รันต่อได้ยาก ทำให้เกาะแห่งนี้เป็นศูนย์กลางระบบที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจโลก
ส่วนช่องแคบไต้หวันนั้นเป็นหนึ่งในเส้นทางการค้าหลักของโลก การขนส่งสินค้าทั่วโลกจำนวนมากผ่านช่องแคบนี้ รวมถึงกองเรือคอนเทนเนอร์จำนวนมากของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย การปิดล้อมใดๆ จะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก
เครดิตภาพ: Dyami Security Intelligence
จอห์นสันเน้นย้ำว่า จีนไม่จำเป็นต้องเข้าไปยึดครองไต้หวันโดยตรง การทำให้ตลาดโลกเป็นอัมพาตนั้น จีนเพียงแค่ต้องใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล หรือเพียงแค่ข่มขู่การขนส่งสินค้าในน่านน้ำรอบเกาะก็เพียงพอแล้ว และเนื่องจากสหรัฐฯ พึ่งพาเทคโนโลยีของไต้หวันอย่างมาก ต้นทุนที่สหรัฐฯ จะต้องแบกรับจึงมีมากมหาศาล
การประเมินสถานการณ์นี้ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า การคาดการณ์ที่ต่างกันออกมาบอกว่า “จีนจะเข้ายึดครองไต้หวันปีนั้นปีนี้” นั้นไม่ได้อธิบายถึงทางเลือกทั้งหมดที่ปักกิ่งมีอยู่ ในความเป็นจริงจีนไม่จำเป็นต้องนำเกาะเล็กๆ นี้กลับมาเป็นของตน และในประเด็นนี้ผู้เขียนวิเคราะห์ต้นเรื่องถูกต้องอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ยังเป็นความจริงที่ว่าการค้าส่วนใหญ่ระหว่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต้องผ่านช่องแคบไต้หวัน กล่าวอีกนัยหนึ่งไต้หวันไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเชื่อมต่อสำหรับระบบอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ทั้งหมดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
เครดิตภาพ: Homeland Security Today
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ต้นเรื่องไม่ได้อธิบายถึงความเสี่ยงทั้งหมดสำหรับชาติตะวันตก ต่างจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งผู้เขียนแนะนำให้ “ลืม” ไปในหัวข้อบทความ
วิกฤตการณ์รอบไต้หวันจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบพันธมิตรทั้งหมดที่สหรัฐสร้างขึ้น ไม่ใช่แค่พันธมิตรระดับภูมิภาคเท่านั้น ไม่เพียงแต่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่กล่าวถึงข้างต้นเท่านั้นที่พึ่งพาไต้หวัน แต่ยังรวมถึงสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ เนเธอร์แลนด์และเยอรมนี และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย กล่าวอีกนัยหนึ่งการปิดล้อมไต้หวันโดยกองทัพจีนในเชิงสมมติฐาน เป็นวิธีการโจมตีระบบนิเวศของอเมริกาโดยรวมโดยไม่ต้องทำสงครามโดยตรงกับสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ ในขณะที่วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซสามารถหาทางชดเชยได้บางส่วน อย่างตอนนี้อเมริกาก็เปิดผ่อนปรนคว่ำบาตรให้สามารถสั่งน้ำมันจากรัสเซียได้ แต่วิกฤตการณ์ของไต้หวันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
น้ำมันสามารถปรับเปลี่ยนทิศทางการจัดส่งหรือทดแทนได้ด้วยแหล่งพลังงานอื่นๆ ในระดับหนึ่ง แต่การผลิตชิปไม่สามารถทดแทนได้ภายในหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งปี ดังนั้นในขณะที่สถานการณ์รอบช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากการบุกอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้สร้างความตกใจให้กับเศรษฐกิจตะวันตก วิกฤตการณ์รอบไต้หวันกลับคุกคามที่จะทำให้เศรษฐกิจตะวันตกเป็นอัมพาตด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตามก็มีคนให้ความเห็นว่า บทวิเคราะห์นี้อาจไม่จริงก็ได้ หากจีนเริ่มปิดล้อมไต้หวันจริงจะยิ่งทำให้สถานการณ์พลิกผัน และเป็นการเชื้อเชิญปัญหาเข้าบ้าน จีนไม่น่าจะทำแบบนั้น
มันเป็นแนวคิดเหมือนในตอนนี้คือ การนำเอาแบบอย่างจากกลยุทธ์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลมาใช้ นั่นคือการโจมตีแบบชิงลงมือก่อนกับอิหร่านโดยไม่ทันตั้งตัว ซึ่งมุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนสำคัญโดยตรง
  • บทวิเคราะห์อ้างอิง:
โฆษณา