15 มี.ค. เวลา 07:40 • ข่าวรอบโลก

ปัจจัยที่สหรัฐฯ จะส่งกำลังทหารราบเข้าไปในตะวันออกกลาง

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในปี 2026 ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ด้วยปฏิบัติการทางอากาศและทางทะเลที่ชื่อว่า “Operation Epic Fury” ซึ่งเป็นการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางทหาร นิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และผู้นำระดับสูงของอิหร่าน รวมถึงการสังหารผู้นำสูงสุด Ali Khamenei ในช่วงแรกของการโจมตี
ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นจากความกังวลเรื่องโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และอิทธิพลทางทหารของอิหร่านในตะวันออกกลาง แต่ได้ขยายตัวเป็นการโจมตีที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม โดยมุ่งเน้นการโจมตีทางอากาศเป็นหลัก จนถึงปัจจุบัน (15 มีนาคม 2026) ยังไม่มีรายงานการส่งทหารราบ (ground troops) เข้าปฏิบัติการในดินแดนอิหร่านอย่างเป็นทางการ [6] แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงความสนใจในเรื่องนี้แบบส่วนตัว และไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้หากจำเป็น
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการส่งทหารราบ
การส่งทหารราบของสหรัฐฯ เข้าสู่ความขัดแย้งนี้มีความเป็นไปได้ในระดับปานกลางถึงสูง หากพิจารณาจากปัจจัยทางการเมือง ทหาร และเศรษฐกิจ แต่ก็เผชิญกับอุปสรรคสำคัญที่อาจทำให้มันไม่เกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นในขอบเขตจำกัด ผมจะวิเคราะห์โดยแบ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยยับยั้ง โดยอ้างอิงจากข้อมูลล่าสุดจากแหล่งต่างๆ
ปัจจัยที่สนับสนุนความเป็นไปได้
1. ความเต็มใจทางการเมืองและคำแถลงของผู้นำ: ทรัมป์ได้แสดงความสนใจอย่างจริงจังในการส่งทหารราบขนาดเล็กสำหรับภารกิจเฉพาะ เช่น การยึดวัสดุนิวเคลียร์หรือควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ โดยไม่มุ่งเน้นการบุกขนาดใหญ่ เขาเคยกล่าวในสัมภาษณ์ว่าไม่ “กลัว” การส่ง boots on the ground และมองว่ามันเป็นตัวเลือกที่ยังเปิดอยู่ หากปฏิบัติการทางอากาศไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย เช่น การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือการทำลายโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด [
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม Pete Hegseth ก็ยืนยันว่าตัวเลือกนี้ยังคงอยู่บนโต๊ะ [12] และมีการหารือกับอิสราเอลเกี่ยวกับการใช้กองกำลังพิเศษ (special operations forces) สำหรับภารกิจเฉพาะเจาะจง [13]
2. การสะสมกำลังทหาร: สหรัฐฯ ได้ส่งกำลังเสริมไปยังตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินเพิ่มเติม นาวิกโยธินราว 5,000 นาย และกองกำลังอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการภาคพื้นดินหากจำเป็น
มีรายงานว่ากองทัพสหรัฐฯ กำลังวางแผนสำหรับปฏิบัติการที่อาจยาวนานหลายสัปดาห์หรือเดือน ซึ่งอาจรวมถึงการบุกชายฝั่งหรือยึดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อควบคุมการขนส่งน้ำมัน [นอกจากนี้ หากกลุ่มกบฏภายในอิหร่าน (เช่น นักศึกษาหรือชาวเคิร์ด) ไม่สามารถล้มล้างระบอบได้ สหรัฐฯ อาจต้องเข้าแทรกแซงด้วยทหารราบเพื่อบรรลุเป้าหมาย
3. เป้าหมายที่ขยายตัว: ปฏิบัติการเริ่มต้นจากเป้าหมายจำกัด แต่ได้ขยายไปสู่การทำลายกองทัพเรือ ขีปนาวุธ และอาจรวมถึงการล้มล้างระบอบ ซึ่งอาจต้องใช้ทหารราบเพื่อยึดพื้นที่จริง เช่น โรงงานนิวเคลียร์หรือฐานทัพ ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่าหากการโจมตีทางอากาศไม่เพียงพอ การส่งกองกำลังพิเศษแบบ “pick-up operations” อาจเกิดขึ้นได้ง่าย 
ปัจจัยที่ยับยั้งความเป็นไปได้
1. ความยากลำบากทางภูมิศาสตร์และทหาร: อิหร่านมีพื้นที่ใหญ่กว่าอิรัก 4 เท่า และมีภูมิประเทศภูเขาที่ขรุขระ ทำให้การบุกภาคพื้นดิน “ยากอย่างยิ่ง” และอาจต้องใช้ทหารมากถึง 600,000-1.6 ล้านนาย ซึ่งเทียบเท่ากับสงครามเวียดนามหรือสงครามอ่าวครั้งแรก    ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ามันจะเป็น “นรก” และอาจกลายเป็นสงครามที่ยืดเยื้อ สร้างความสูญเสียมหาศาลแก่กองทัพสหรัฐฯ ซึ่งมีกำลังรบจริงเพียง 20% จากทั้งหมด 2.1 ล้านนาย  อิหร่านยังมีขีดความสามารถทางขีปนาวุธและโดรนที่แข็งแกร่ง ทำให้ความเสี่ยงต่อทหารสหรัฐฯ สูง 
2. ต้นทุนและความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์: การส่งทหารราบจะระบายทรัพยากร เช่น อาวุธและกำลังพล ซึ่งจำเป็นสำหรับความขัดแย้งอื่นๆ เช่นกับจีน และอาจทำให้สหรัฐฯ อ่อนแอลงในระยะยาว  ทรัมป์เคยแสดงความสงสัยเกี่ยวกับการส่งทหารราบ โดยบอกว่า “สิ่งสุดท้ายที่คุณต้องการคือกองกำลังภาคพื้นดิน”  นอกจากนี้ อาจต้องคืนชีพการเกณฑ์ทหาร ซึ่งจะสร้างความไม่พอใจในสังคมสหรัฐฯ  ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Ted Cruz ระบุว่าอิหร่านไม่ใช่อิรัก และไม่น่าจะมีการส่งทหารราบระยะยาว 
3.การตอบโต้และผลกระทบภูมิภาค: อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนหลายร้อยลูก ทำให้เกิดความสูญเสียแล้วกว่า 2,000 คน  การส่งทหารราบอาจกระตุ้นให้พันธมิตรของอิหร่าน (เช่น Hezbollah หรือกลุ่ม Axis of Resistance) เข้าแทรกแซงมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค ซึ่งมีทหารสหรัฐฯ ราว 30,000-40,000 นาย  ชาติอาหรับหลายแห่งปฏิเสธที่จะให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพสำหรับโจมตีอิหร่าน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตอบโต้ 
สรุปและแนวโน้ม
ความเป็นไปได้ในการส่งทหารราบของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 40-60% โดยขึ้นอยู่กับว่าปฏิบัติการทางอากาศจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ หากการโจมตีทางอากาศสามารถทำลายโครงสร้างสำคัญได้โดยไม่ต้องเข้าแทรกแซงภาคพื้นดิน มันอาจไม่เกิดขึ้น  แต่หากเป้าหมายขยายไปสู่การล้มล้างระบอบหรือยึดพื้นที่ การส่งกองกำลังพิเศษหรือทหารราบขนาดเล็กอาจเกิดขึ้นในไม่ช้า โดยเฉพาะหากอิหร่านตอบโต้อย่างรุนแรงยิ่งขึ้น  
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสูงอาจทำให้ทรัมป์เลือกหลีกเลี่ยงการบุกขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันสงครามที่ยืดเยื้อและสูญเสียทางการเมือง สถานการณ์นี้ยังคงเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และอาจขึ้นอยู่กับการเจรจาหรือเหตุการณ์ใหม่ๆ ในภูมิภาค
โฆษณา