15 มี.ค. เวลา 13:08 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

สมมติว่าผสมผสานมนุษย์3สายพันธุ์ในจีนกับโฮโมเซเปียนส์ยุคแรก เกิดปุ่มคาง ใบหน้าแบน กะโหลกบาง ทรงกลม

แนะนำตัวละครอิงหลักฐานโบราณคดี
1. มนุษย์ฮัวหลงตง 300,000 ปีก่อน จุดเด่น เริ่มมีปุ่มคาง พัฒนาต่อเนื่องเป็นคางของมนุษย์ในปัจจุบัน
2. มนุษย์เจเบล อิรุด 300,000 ปีก่อน สมองใหญ่กว่า มนุษย์ปัจจุบัน
3. มนุษย์จินหนิวซาน 280,000 ปีก่อน เริ่มมีกระโหลกที่บางกว่ามนุษย์ปัจจุบัน และปริมาตรสมองเฉลี่ยใกล้เคียงกับมนุษย์ปัจจุบัน
4. มนุษย์ต้าหลี่ 260,000 ปีก่อน ใบหน้าสั้นและแบน
โหนกแก้มมีความบอบบางและลดรูปลงกว่า Homo erectus เพดานปากโค้งมนและความหนากรามเริ่มลดลง
#Naruepon Peng-on Translate and compile
5. มนุษย์โอโมวัน 230,000 ปีก่อน
มีปุ่มคางที่เด่นชัด กะโหลก "ทรงกลม"
ปริมาตรสมองมีขนาดใหญ่ประมาณ 1,400 cc
แต่กระโหลกยังหนากว่า มนุษย์ปัจจุบัน
6. ไมโทคอนเดรียลอีฟ (Mitochondrial Eve) "ตัวตนทางสถิติและพันธุกรรม" DNA ของคนทั้งโลกจะมารวมกันที่ "อีฟ"
สายเลือดทางฝั่งแม่ของคนอื่นๆ ขาดช่วงไป (ไม่มีลูกสาวสืบทอด, DNA ไมโทคอนเดรียจะถ่ายทอดจาก แม่สู่ลูก) จนเหลือเพียงสายของเธอที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน
คาดว่าเธอมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 150,000 ถึง 200,000 ปีก่อน
#Naruepon Peng-on Translate and compile
7. วาย-โครโมโซมอล อดัม (Y-chromosomal Adam) "ตัวตนทางสถิติและพันธุกรรม" คือผู้ชายที่เป็นบรรพบุรุษร่วมกันคนล่าสุดในทางสายพ่อ (Patrilineal MRCA) ของมนุษย์เพศชายทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน โครโมโซม Y จะถูกถ่ายทอดจาก พ่อสู่ลูกชาย เท่านั้น โดยไม่มีการผสมกับโครโมโซมจากแม่
#Naruepon Peng-on Translate and compile
สมมติฐาน ทฤษฎี "การเดินทางผสมข้ามสายพันธุ์" ช่วงเวลา 2.04 - 1.6 ล้านปีก่อน
โดยการเปรียบเทียบปริมาตรสมองตามลำดับเวลา จากแอฟริกาใต้ที่มีปริมาตรสมองขนาดเล็ก พัฒนาไปสู่จอร์เจียที่มีปริมาตรสมองปานกลาง และพัฒนาปริมาตรสมองสูงสุดในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน
#Naruepon Peng-on Translate and compile
หลักฐานเครื่องมือหินยุคแรกของโลก ณ โกนา (Gona) ประเทศเอธิโอเปีย และเครื่องมือหินของ "มนุษย์อู๋ซาน" ประเทศจีน : 2.6 - 2.48 ล้านปีก่อน
การพบเครื่องมือหินแบบโอลโดวาน (Oldowan) เครื่องมือสับ สะเก็ดหิน และหินทุบ สันนิษฐานว่าเป็นกลุ่ม Australopithecus garhi ออสตราโลพิเทคัส การ์ฮี ยังไม่ใช่มนุษย์ Homo แต่มีอายุระบุได้ว่าอยู่ในช่วง 2.5 - 2.6 ล้านปีก่อน ใกล้เคียงกับ เครื่องมือหินของ "มนุษย์อู๋ซาน" (Wushan Man) เทศบาลนครฉงชิ่ง (Chongqing)
เป็นส่วนหนึ่งของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ประเทศจีน มีอายุประมาณ 2.48 ล้านปี
#Naruepon Peng-on Translate and compile
การเปรียบเทียบ
ระหว่าง
อู๋ซาน (จีน): ฟอสซิลกรามเริ่มเล็กลงและคล้ายมนุษย์มากขึ้น (Homo-like) + เครื่องมือหิน (2.04 - 2.5 ล้านปี) อาจเป็นมนุษย์ Homo ยุคแรกในประเทศจีน โดยมีฟันที่วิวัฒนาการล้ำหน้า (เล็กลง) กว่ากลุ่มในแอฟริกาในช่วงเวลาเดียวกัน
เปรียบเทียบกับโกนา (แอฟริกา) มีลักษณะของ Australopithecus garhi) มี ฟันกรามขนาดใหญ่มาก (Megadont) + (เครื่องมือหิน 2.6 -2.5 ล้านปีก่อน) ยังไม่ใช่มนุษย์ Homo อาจเป็น Australopithecus ที่เริ่มใช้เครื่องมือหิน
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ดังนั้น ข้อสันนิษฐาน
Early Homo (มนุษย์ยุคแรก)
รูปทรงที่ใกล้เคียงมนุษย์ปัจจุบัน
พบเครื่องมือหินสกัดร่วมกับฟอสซิล
บ่งชี้ว่าอาจมี มนุษย์ Homo ยุคแรก อาศัยในจีนแล้ว ซึ่งมีฟันที่วิวัฒนาการไปไกลกว่า กลุ่มในแอฟริกาในช่วงเวลาเดียวกัน
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
Australopithecus garhi (ยังไม่ใช่ Homo) ในแอฟริกา มีฟันกรามขนาดใหญ่มาก (Megadont) มีความดั้งเดิมคล้ายลิงไม่มีหาง (Ape-like) มากกว่า
พบเครื่องมือหินแบบโอลโดวาน (Oldowan) หนาแน่น
บรรพบุรุษที่ยังไม่ใช่มนุษย์
แต่เริ่มมีทักษะในการสร้างและใช้เครื่องมือหินแล้ว
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
ท้าทายทฤษฎี "Out of Africa"
"มนุษย์อู๋ซาน" (Wushan Man) อายุประมาณ 2.48 ล้านปี (อ้างอิงจากการหาอายุด้วยวิธี Paleomagnetism และ ESR) หรือมนุษย์ยุคแรก (Homo erectus wushanensis)
เป็นยุคก้ำกึ่งระหว่างฟันของมนุษย์กับฟันของ"ลิงยักษ์กิกะโนพิเทคัส" (Gigantopithecus) ซึ่งลิงไม่มีหาง ในประเทศจีน เมื่อ 2.48 ล้านปี (อ้างอิงจากการหาอายุด้วยวิธี Paleomagnetism และ ESR)
ข้อโต้แย้งเรื่องฟัน เมื่อ 2.48 ล้านปีก่อน ณ ถ้ำหลงกู่โป เทศบาลนครฉงชิ่ง (Chongqing)
เป็นส่วนหนึ่งของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ประเทศจีน
มีการวิเคราะห์รากฟันที่ยาวและแยกออกจากกัน รวมถึงรูปทรงของปุ่มฟัน (Cusp)
มีลักษณะใกล้เคียงกับ ลิงไม่มีหางโบราณ
ในสกุล Lufengpithecus ลักษณะใกล้เคียงกับ ลิงไม่มีหางโบราณ ในสกุล Lufengpithecus มากกว่ามนุษย์
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ณ ถ้ำหลงกู่โป เทศบาลนครฉงชิ่ง (Chongqing) เป็นส่วนหนึ่งของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ประเทศจีน เมื่อ 2.48 ล้านปีก่อน มีการค้นพบฟันของ ลิงยักษ์กิกะโนพิเทคัส (Gigantopithecus blacki) ร่วมด้วยจำนวนมากฟอสซิลที่ตอนแรกเชื่อว่าเป็นมนุษย์ อาจเป็นเพียงฟันของลิงโบราณที่มีขนาดเล็กเครื่องมือหินในชั้นดินเดียวกันซึ่งช่วยสนับสนุนว่ามี "มนุษย์" อยู่จริงมนุษย์อู๋ซานยุคแรก (Homo erectus wushanensis) เมื่อ 2.48 ล้านปีก่อน
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ท้าทายทฤษฎี "Out of Africa"
ปกติเชื่อกันว่ามนุษย์อพยพออกจากแอฟริกาเมื่อราว 2 ล้านปีก่อน
แต่ถ้ามนุษย์อู๋ซานมีจริงเมื่อ 2.48 ล้านปีที่แล้ว หมายความว่ามนุษย์ยุคแรก (Early Homo) อาจมีมนุษย์บางส่วนวิวัฒนาการในเอเชียควบคู่กันไป
และหลักฐานในถ้ำหลงกู่โปใน เขตฉงชิ่ง ประเทศจีน
การพบ เครื่องมือหินกะเทาะ (Stone tools) ในชั้นดินเดียวกัน ทักษะการประดิษฐ์สิ่งของเพื่อการล่าและดำรงชีวิตตั้งแต่ช่วงรอยต่อยุคไพลโอซีน-ไพลสโตซีน
หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าอาจมีมนุษย์อู๋ซานฉงชิ่ง (Chongqing) ณ ถ้ำหลงกู่โปใน เขตฉงชิ่ง ประเทศจีน
เมื่อ 2.48 ล้านปีก่อน เนื่องจากการค้นพบเครื่องมือหินที่ถ้ำหลงกู่โป แต่ในชั้นดินที่มีอายุ 2.48 ล้านปีก่อน เทคโนโลยีโอลโดวัน (Oldowan-like)"
เรียกว่า วัฒนธรรมกรวดหิน" (Pebble-tool industry)
หินกะเทาะด้านเดียว (Choppers)
หินทุบ (Hammerstones)
เศษหินคม (Flakes) ใช้เป็นอาวุธล่าสัตว์ และแปรรูปซากสัตว์
#Naruepon Peng-on Translate and compile
มนุษย์อู๋ซานเมื่อ 2.48 ล้านปีก่อน อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกับ กิกะโนพิเทคัส (Gigantopithecus) หรือลิงที่มีความสูงกว่า 3 เมตร พบฟันจำนวนมากในชั้นดินเดียวกันกิกะโนพิเทคัส (Gigantopithecus blacki): ลิงยักษ์ที่มีความสูงเกือบ 3 เมตร, ช้างงอนยาว ไซโนมาสโตดอน (Sinomastodon), ม้าสายพันธุ์ยูนนานยุคแรกเริ่ม(Equus yunnanensis), แรดตัวเล็ก (Ailuropoda microta) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ แพนด้ายักษ์, เสือเขี้ยวดาบ (Megantereon), หมูป่าและกวาง
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ข้อสมมติฐาน
"มนุษย์อู๋ซาน" ใช้เครื่องมือหินในยุค 2.48 ล้านปีก่อน เพื่อ ป้องกันตัว หรือ ล่าสัตว์ ท่ามกลางสัตว์ยักษ์อย่าง กิกะโนพิเทคัส หรือ เสือเขี้ยวดาบ เนื่องจากพบการอาศัยในถ้ำเดียวกับสัตว์ดุร้ายอย่าง เสือเขี้ยวดาบ (Megantereon) ดังนั้น มนุษย์อู๋ซานจึงคิดค้นเครื่องมือหินกะเทาะ (Choppers) ที่มีลักษณะหนักและคม อาจถูกใช้เป็น อาวุธระยะประชิด
เพื่อขับไล่หรือป้องกันตัวจากการจู่โจมได้
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด (Survival Adaptation)
การเปลี่ยนผ่านจากผู้ถูกล่าเป็นผู้ป้องกันตัว การคิดค้น เครื่องมือหินกะเทาะ (Choppers) ที่มีน้ำหนักและขอบคม
หินที่มีความแข็งและคมสามารถสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับสัตว์อย่าง เสือเขี้ยวดาบ ได้ดีกว่ามือเปล่า
นอกจากนี้ นวัตกรรมเพื่อการข่มขู่ (Deterrence)
ใช้เพื่อ การข่มขู่ (Display) ลิงยักษ์ไร้หาง กิกะโนพิเทคัส ที่สูงได้ถึง 2 เมตร ซึ่งอยู่ในยุคเดียวกัน บริเวณถ้ำเดียวกัน
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
ประเทศจีน:
แหล่งซีโหวตูอยู่ในยุค Paleolithic (ยุคหินเก่า) กว่า 2.4 ล้านปีก่อน
พบซาก กระดูกสัตว์ที่มีรอยไหม้ และเศษหินที่ถูกสกัดเป็นเครื่องมือปนอยู่กับชั้นดินที่มีรอยขี้เถ้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นลักษณะเฉพาะของการถูกความร้อนสูง เมื่อกว่า 2.4 ล้านปีก่อน ไม่ใช่การเปลี่ยนสีจากแร่ธาตุในดิน
พบซาก กระดูกสัตว์ที่มีรอยไหม้ และเศษหินที่ถูกสกัดเป็นเครื่องมือปนอยู่กับชั้นดินที่มีรอยขี้เถ้า เมื่อกว่า 2.4 ล้านปีก่อน
#Naruepon Peng-on Translate and compile
สมมติฐานการอพยพของมนุษย์อู๋ซาน เมื่อ 2.48 ล้านปีที่แล้ว
จากหลักฐานเครื่องมือหิน ทั้งในจีนและแอฟริกา ระหว่าง 2.6 - 2.48 ล้านปีก่อน อาจมีสิ่งมีชีวิตที่ "กึ่งลิงกึ่งคน" (Hominid) อาศัยอยู่พร้อมกัน
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
ต่อมาในประเทศจีน เกิดการวิวัฒนาการ เกิดมนุษย์จากแหล่งซีโหวตูในยุค Paleolithic (ยุคหินเก่า) ประมาณ 2.43 ล้านปีก่อน
พบ กระดูกสัตว์ที่มีรอยไหม้ (มีสีดำ เทา หรือเขียวอมฟ้า) และเศษหินที่สกัดเป็นเครื่องมือปนอยู่กับชั้นดินที่มีรอยขี้เถ้า
มนุษย์ทั้งสองสายพันธุ์จากประเทศจีนอาจจะอพยพไปทวีปแอฟริกา ในช่วง 2.5 -2.04 ล้านปีที่แล้ว และพัฒนาเป็น มนุษย์ Homo erectus (มนุษย์ยุคแรกที่ตัวตรง) และ Homo habilis เมื่อ 2.04 ล้านปีก่อน ในทวีปแอฟริกา
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
หลักฐานการ ควบคุมความร้อน ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกในมณฑลชานซี ประเทศจีนประเทศจีน 2.43 ล้านปีก่อน (เก่ากว่าหลักฐานในแอฟริกาหลายแสนปี) และเครื่องมือหินในมณฑลชานซี ประเทศจีน : เมื่อ 2.43 ล้านปีก่อน
ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำเหลือง
การควบคุมความร้อนและเทคโนโลยีเครื่องมือหินในยุคหินเก่าตอนต้น (Early Paleolithic) เมื่อ 2.43 ล้านปีก่อน
ประกอบด้วย เครื่องมือสับ (Choppers), เครื่องมือขูด (Scrapers) และเครื่องมือปลายแหลม (Pointed tools) รวมแล้วมากกว่า 1,500 ชิ้น
#Naruepon Peng-on Translate and compile
การขุดพบซากกระดูกสัตว์ เขาสัตว์ และฟันสัตว์ที่มีรอยไหม้เกรียม เมื่อ 2.43 ล้านปีก่อนในประเทศจีน
เป็นความร้อนที่เกิดจากมนุษย์ ไม่ใช่ความร้อนตามธรรมชาติ ช่วยให้การเตรียมอาหารให้เคี้ยวง่ายขึ้น ส่งผลวิวัฒนาการให้กรามและฟันไม่ต้องรับภาระหนักจนค่อยๆ ลดขนาดลงตามหลักวิวัฒนาการ
#Naruepon Peng-on Translate and compile
หลักฐานใช้ความร้อนของมนุษย์ในจีนย้อนกลับไป 2.43 ล้านปีก่อน ซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับมนุษย์ปักกิ่งที่โจวโข่วเตี้ยน ที่เริ่มใช้ความร้อน เมื่อประมาณ 7 - 5 แสนปีก่อน
#Naruepon Peng-on Translate and compile
สมมติฐานการ อพยพย้อนกลับ (Reverse Migration) จากตะวันออกสู่ตะวันตก ช่องว่างทางเวลา (Time Gap) ระหว่างจีนและแอฟริกาเป็นจุดเชื่อมโยง การอพยพย้อนกลับ
มนุษย์ผู้ใช้เครื่องมือหินที่ซางเฉินและซีโหวตู (2.48 -2.43 ล้านปี) ถูกสร้างโดยโฮมินิดส์[Ape-man กึ่งลิงกึ่งคน] และโฮโม [มนุษย์]สายพันธุ์เอเชียจากประเทศจีนได้อพยพย้อนกลับไปทางตะวันตกจนถึงแอฟริกา และปรากฏตัวเป็น Homo erectus ที่ดริมอเลนเมื่อ 2.04 ล้านปีก่อน
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
ข้อสันนิษฐาน
ต้นทาง (เอเชีย/จีน): เริ่มต้นจากโฮมินิดส์กลุ่ม "กึ่งลิงกึ่งคน" (Ape-man) เช่น มนุษย์อู๋ซาน (2.48 ล้านปี)
ผู้สร้างเครื่องมือหินที่ซีโหวตู (2.43 ล้านปี) ซึ่งมีหลักฐานการใช้ความร้อน และเครื่องมือหินที่ก้าวหน้าเกินยุคสมัย
การอพยพ: โฮมินิดส์และโฮโมสายพันธุ์เอเชียเหล่านี้อพยพผ่านยูเรเซียย้อนกลับไปทางทิศตะวันตกในช่วงระหว่าง 2.4 - 2.1 ล้านปีก่อน
พบหลักฐานเครื่องมือหินที่ซางเฉิน ในประเทศจีน ประมาณ 2.12 ล้านปีก่อน
ข้อสันนิษฐาน
ปลายทาง (แอฟริกา):กลุ่มผู้อพยพที่มีวิวัฒนาการทางสติปัญญาและการใช้เครื่องมือติดตัวมา ได้พัฒนาต่อยอดจนปรากฏเป็น Homo erectus ที่สมบูรณ์แบบ (ตัวตรง สมองใหญ่)
พบฟอสซิล Homo erectus ในถ้ำดริมอเลนเมื่อ 2.04 ล้านปีก่อน
"เอเชียคือเตาหลอมวิวัฒนาการ" กลับไปขับเคลื่อนการเกิดมนุษย์ตัวตรงในแอฟริกา
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
ข้อสันนิษฐาน
เส้นทางภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการอพยพย้อนกลับจากจีนสู่แอฟริกาในช่วงประมาณ 2.5 ล้านปีก่อน (ยุคไพลสโตซีนตอนต้น)
เส้นทางตอนเหนือ (Northern Route) ผ่านเอเชียกลาง
เริ่มจากลุ่มแม่น้ำฮวงโห (ใกล้แหล่งซางเฉิน) มุ่งหน้าไปทางตะวันตกผ่านระเบียงเหอซี (Hexi Corridor) เข้าสู่เอเชียกลาง
บริเวณทุ่งหญ้าสะวันนาหรือป่าโปร่ง เชื่อมต่อมายัง ดิมันนิซี (Dmanisi) ในจอร์เจีย ก่อนเข้าสู่ตะวันออกกลาง
ข้อสันนิษฐาน
ระเบียงเลแวนต์ (Levantine Corridor) - สะพานเชื่อมทวีป
ไซนายและคาบสมุทรอาหรับ
เส้นทางบกเชื่อมเอเชียตะวันตกกับแอฟริกาตะวันออก
ข้อสันนิษฐาน
เส้นทางตอนใต้ (Southern Route) เลียบชายฝั่ง
โฮมินิดส์/โฮโมอาจเคลื่อนที่เลียบชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียจากเอเชียใต้ผ่านปากีสถานและอิหร่าน เข้าสู่คาบสมุทรอาหรับ
ข้อสันนิษฐาน
จุดเข้าสู่แอฟริกา: หุบเขาเขยื้อน (East African Rift)
พื้นที่รอยต่อบริเวณเอธิโอเปียและเอริเทรีย (ใกล้แหล่ง Gona) เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่พบหลักฐานโฮมินิดส์จำนวนมาก
มีทะเลสาบและสัตว์ป่า เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานและพัฒนาเป็นสายพันธุ์ Homo
#Naruepon Peng-on Translate and compile
หลักฐานเครื่องมือหิน ที่ ซางเฉิน (Shangchen) อายุประมาณ 2.12 ล้านปี มีอายุเก่าแก่กว่าหลักฐานสำคัญในแอฟริกาและยุโรป/เอเชียตะวันตก
หลักฐานเครื่องมือหินในจีน ซางเฉิน (Shangchen) บนที่ราบสูงส่านซี (Loess Plateau) ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 2.12 ล้านปี
เครื่องมือหินที่นี่มีอายุเก่าแก่กว่าฟอสซิลที่ ถ้ำดริมอเลน (Drimolen) ในแอฟริกาใต้ 2.04 ล้านปีก่อน
และฟอสซิลที่ดิมันนิซี (Dmanisi) ในจอร์เจีย อายุประมาณ 1.85 - 1.77 ล้านปี
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ฟอสซิลที่ ถ้ำดริมอเลน (Drimolen) ในแอฟริกาใต้ กะโหลกส่วนบน (Cranium) รหัส DNH 134 ซึ่งเป็นฟอสซิลของ โฮโมอิเล็กตัส Homo erectus เก่าแก่ที่สุดในโลก อายุ ประมาณ 2.04 ถึง 1.95 ล้านปีก่อน
#Naruepon Peng-on Translate and compile
หลักฐานเครื่องมือหิน ประเทศแทนซาเนีย ในแอฟริกา
เครื่องมือหินโอลโดวอน (Oldowan) - แอฟริกาช่องเขาโอลดูไว ประเทศแทนซาเนียเครื่องมือหินที่เก่าแก่ที่สุดในโอลดูไวมีอายุประมาณ 1.9 - 2 ล้านปี สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือของ Homo habilis หรือ Australopithecus บางกลุ่ม กะเทาะหินแบบหยาบๆ (Simple flaking) เพื่อให้เกิดคมเพียงด้านเดียวหรือสองด้าน
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ประเทศจีน :
Early Homo
มนุษย์ยุคแรกในประเทศจีน เมื่อ 2.12 ล้านปีก่อน
มนุษย์แห่งซ่างเฉิน [สมมติชื่อ ยังไม่มีการตั้งชื่อมนุษย์เป็นทางการ] แหล่งโบราณคดี: ซ่างเฉิน ลุ่มแม่น้ำเหลือง มณฑลส่านซี (Shangchen) ประเทศจีน สันนิษฐานว่ามี อายุ 2.12 ล้านปี แต่ไม่พบชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะหรือกระดูกของมนุษย์
พอเพียงเครื่องมือหิน (Stone tools) กว่า 90 ชิ้น เช่น หินกะเทาะ และหินทุบ ซึ่งแสดงร่องรอยการใช้งานโดยมนุษย์
แอฟริกาใต้ :
Homo erectus
มนุษย์ดริโมเลน (Drimolen) แอฟริกาใต้ : มีอายุประมาณ 2.04 ล้านปี มีปริมาตรสมองประมาณ 484 - 593 ลูกบาศก์เซนติเมตร
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ประเทศจอร์เจีย : ตั้งอยู่บนจุดตัดระหว่างยุโรปตะวันออกและเอเชียตะวันตก
ค้นพบฟอสซิลดมานิซี (Dmanisi, ประเทศจอร์เจีย) อายุ 1.85 - 1.77 ล้านปี มีปริมาตรสมอง 546 - 775 ลูกบาศก์เซนติเมตร
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ประเทศจีน :
มนุษย์หยุนเซี่ยน (Yunxian Man) มีอายุเก่าแก่ถึง 1.7 ล้านปี มีปริมาตรสมอง: มีประมาณ 1,143 ลูกบาศก์เซนติเมตร
ซึ่งมากกว่า มนุษย์หยวนโหม่ว (Yuanmou Man) มณฑลยูนนาน ประเทศจีน
ในช่วงเวลาเดียวกัน ที่มีปริมาตรสมอง 800 - 950 ลูกบาศก์เซนติเมตร :
ฟอสซิลมนุษย์หยุนเซี่ยน (Yunxian Man) มีอายุเก่าแก่ถึง 1.7 ล้านปี มีปริมาตรสมอง: มีประมาณ 1,143 ลูกบาศก์เซนติเมตร
ที่มณฑลหูเป่ย มีกะโหลกบางส่วนมีความคล้ายคลึงกับกลุ่มประชากรที่พบในแอฟริกาและยุโรป ช่วง Middle Pleistocene เช่น กะโหลกคาบเว (Kabwe) และ กะโหลกโบโด (Bodo)
ที่มา Wu Xinzhi
"วิวัฒนาการต่อเนื่องร่วมกับการไหลเวียนของยีน" (Continuity with Hybridization)
เปรียบเทียบปริมาตรสมอง
และลำดับเวลาดังนี้ :-
1. มนุษย์ดริโมเลน (Drimolen) แอฟริกาใต้ :
มีอายุประมาณ 2.04 ล้านปี
มีปริมาตรสมองประมาณ 484 - 593 ลูกบาศก์เซนติเมตร,
2. มนุษย์ดมานิซี (Dmanisi, ประเทศจอร์เจีย) อายุ 1.85 - 1.77 ล้านปี มีปริมาตรสมอง 546 - 775 ลูกบาศก์เซนติเมตร
3. มนุษย์หยวนโหม่ว (Yuanmou Man) มณฑลยูนนาน ประเทศจีน มีปริมาตรสมอง 800 - 950 ลูกบาศก์เซนติเมตร
มีอายุประมาณ 1.7 -1.6 ล้านปี
4. มนุษย์หลานเถียน Lantian Man, มณฑลส่านซี ประเทศจีน ค้นพบฟอสซิลกะโหลก (Gongwangling) อายุประมาณ 1.63 ล้านปี ปริมาตรสมองประมาณ 780 cc
หลักฐานการค้นพบ : มนุษย์หยวนโหม่ว (Yuanmou Man) มณฑลยูนนาน ประเทศจีน มีปริมาตรสมอง 800 - 950 ลูกบาศก์เซนติเมตร
มีอายุประมาณ 1.7 -1.6 ล้านปี
สันนิษฐานว่าเป็นสายพันธุ์ โฮโม อีเร็กตัส (Homo erectus yuanmouensis)
เนื่องจากพบฟันหน้าคู่บน 2 ซี่
แต่ไม่ใช่กะโหลกที่สมบูรณ์ เนื่องจากมีการใช้เครื่องมือหินในการสับและขูดเศษถ่านไม้ และร่องรอยเถ้าถ่าน
เอกสารอ้างอิง
1 .
“元谋人”遗址保护规划通过省级专家评审.中国新闻网. [ 9-12-2558 ]
2 .
东方人类故乡-楚雄彝族自治州人民政府.楚雄彝族自治州人民政府. 2021-02-26 . [ 23-09-2022 ]
ฟันของ "หยวนหมูแมน" ประมาณอายุ 1.7 ล้าน - 1.6 ล้านปีก่อน คือฟันหน้ากลางบนซ้ายและขวาของชายหนุ่มคนเดียวกัน ความยาวของฟันอยู่ที่ 11.4 มิลลิเมตรและ 11.5 มิลลิเมตร "มนุษย์หยวนมู่" น่าจะเป็นสายพันธุ์ย่อยใหม่ของโฮโมอิเร็กตัส และเสนอให้ตั้งชื่อว่า "Homo erectus yuanmouensis, sub sp. nov." ตามชื่ออำเภอหยวนมู่ ที่มาภาพ Baidu Encyclopedia: 周口店遗址 (Zhoukoudian Site)
หากพิจารณา ปริมาตรสมองและลำดับเวลา
ในช่วง 2.04 - 1.6 ล้านปีก่อน ข้อสันนิษฐานแรก
"การไหลไป (Outward Flow)"
มนุษย์โบราณ อาจอพยพจากแอฟริกาใต้มา มณฑลส่านซี และมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ในช่วงก่อน 1.7 - 1.63 ล้านปีก่อน ทำให้เกิดการพัฒนาปริมาตรสมองที่ใหญ่กว่า เช่น มนุษย์หลานเถียน (Lantian Man, ส่านซี) ฟอสซิลกะโหลก (Gongwangling) อายุประมาณ 1.63 ล้านปี ปริมาตรสมองประมาณ 780 cc
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
ข้อสันนิษฐานต่อมา "การไหลย้อนกลับ" มนุษย์หยุนเซี่ยน (Yunxian Man) มีประมาณ 1,143 ลูกบาศก์เซนติเมตร" จากมณฑลหูเป่ย ประเทศจีน เมื่อ ประมาณ 1 ล้านปีก่อน อาจอพยพขึ้นเหนือไปปักกิ่ง เกิดสายพันธุ์มนุษย์ปักกิ่ง ในช่วง 7 แสนปีก่อน ต่อมาได้อพยพไปบริเวณหุบเขาแม่น้ำอาวัช (Awash River Valley) ประเทศเอธิโอเปีย เมื่อประมาณ 600,000 ปีก่อน พัฒนาให้มีปริมาตรสมอง เพิ่มขึ้น 1,250 cc
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
ข้อสันนิษฐานเส้นทางไหลไป
(Outward Flow)
เริ่มอพยพออกจากแอฟริกา (Out of Africa I) โดยใช้เส้นทางเลแวนต์มุ่งหน้าสู่เอเชีย
หลักฐานการมาถึงจีน (1.7 - 1.6 ล้านปีก่อน)
มนุษย์หยวนโมว (Yuanmou Man, ยูนนาน): หลักฐานฟันหน้า 2 ซี่ และเครื่องมือหิน
อายุ ประมาณ 1.7 ล้านปี
มนุษย์หลานเถียน (Lantian Man, ส่านซี) ฟอสซิลกะโหลก (Gongwangling) อายุประมาณ 1.63 ล้านปี ปริมาตรสมองประมาณ 780 cc
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
ดังนั้น ในช่วงลำดับเวลาของการย้อนกลับ
และวิวัฒนาการของปริมาตรสมองและใบหน้า ในช่วง 700,000 - 600,000 ปีก่อน
[การแพร่กระจายและย้อนกลับ (Reverse Migration)]
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
สันนิษฐานว่าอาจมีการอพยพจากปักกิ่ง โดยมนุษย์ปักกิ่ง เมื่อ 7 แสนปีก้อน เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด กล่าวคือ มนุษย์ปักกิ่งมีปริมาตรสมองที่ใหญ่กว่า คือ 1,000 - 1,125 cc และมีใบหน้าแบนกว่า "หยวนหมูแมน" เมื่อ 1.7 ล้านปีก่อน ไปยังดินแดนเอธิโอเปีย แอฟริกาเหนือ
บริเวณหุบเขาแม่น้ำอาวัช (Awash River Valley) และพัฒนาปริมาตรสมองเพิ่มขึ้นเป็น 1,250 cc เรียกว่า โฮโม โบโดเอนซิส (Homo bodoensis) ประมาณ 600,000 ปี
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
ดังนั้น เมื่อมนุษย์ปักกิ่งมีปริมาตรสมองที่ใหญ่กว่า คือ 1,000 - 1,125 cc และมีใบหน้าแบนกว่า "หยวนหมูแมน" มาถึงบริเวณหุบเขาอาวัช ในเอธิโอเปีย (ประมาณ 600,000 ปีก่อน)
และพัฒนาเป็นโฮโม โบโดเอนซิส (Homo bodoensis) ได้มีวิวัฒนาการจนมีปริมาตรสมองเพิ่มขึ้นเป็น 1,250 cc
เป็นขนาดที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ปัจจุบันมากขึ้น
และถูกจัดให้เป็นบรรพบุรุษสายตรงของ Homo sapiens ในแอฟริกา
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
มนุษย์ปักกิ่ง ถ้ำโจวโข่วเตี้ยน ปักกิ่ง สันนิษฐานว่าอยู่ในช่วง 700,000 - 300,000 ปี และมีปริมาตรสมองประมาณ 1,000 - 1,125 cc และมีใบหน้าแบนกว่ามนุษย์หยวนโหม่ว (Yuanmou Man)
ปัจจุบัน กะโหลกของมนุษย์ปักกิ่ง "สาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย" ตั้งแต่ค.ศ. 1941 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างความพยายามส่งไปยังสหรัฐอเมริกา
ความโชคดี กรกฎาคม ค.ศ. 2023 ค้นพบฟอสซิล ชิ้นส่วนกะโหลกส่วนข้าง (Parietal bone) ชิ้นใหม่ที่ถ้ำโจวโข่วเตี้ยน ปักกิ่ง
ที่มา Baidu Encyclopedia: 周口店遗址 (Zhoukoudian Site)
แหล่งโบราณคดีโจวโข่วเตียนตั้งอยู่บนเนินเขาหลงกู่ ในเมืองโจวโข่วเตียน เขตฟางซานเทศบาลนครปักกิ่งมีอายุประมาณ 300,000 ถึง 700,000 ปี ที่มาภาพ Baidu Encyclopedia: 周口店遗址 (Zhoukoudian Site)
ฟอสซิลต้นแบบของ โฮโม โบโดเอนซิส (Homo bodoensis) หุบเขาแม่น้ำอาวัช (Awash River Valley) ประเทศ เอธิโอเปีย เป็น กะโหลกโบโด (Bodo cranium) มีอายุประมาณ 600,000 ปี
มีปริมาตรสมอง 1,250 cc
กะโหลกโบโด (Bodo cranium) ประเทศ เอธิโอเปียซึ่งเป็นฟอสซิลต้นแบบของ Homo bodoensis ประมาณ 600,000 ปีก่อน ที่มาภาพ : วิกิมีเดีย
ดังนั้น ข้อสันนิษฐานว่า โฮโม อีเร็กตัส (Homo erectus) ว่าไม่ได้อยู่ประจำที่ แต่มีการเคลื่อนย้ายและแลกเปลี่ยนพันธุกรรมระหว่างทวีปจนเกิดเป็นสปีชีส์ใหม่อย่าง Homo bodoensis
#Naruepon Peng-on Author Translate and compile
หลักฐานทางโบราณคดีและงานวิจัยในเอเชีย
การแลกเปลี่ยนประชากรระหว่างทวีปในช่วงยุคไพลสโตซีนตอนกลาง (Middle Pleistocene)
ความก้าวหน้าทางสัณฐานวิทยาของฟอสซิลในจีน
มนุษย์โบราณในภูมิภาคนี้มี "ความทันสมัย" ของกะโหลกและสมองที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการส่งต่อพันธุกรรมย้อนกลับไปสู่กลุ่มประชากรในแอฟริกา
#Naruepon Peng-on Translate and compile
early Homo sapiens มนุษย์เจลเบลอิรุด ฟอสซิลอายุประมาณ 300,000 ปีก่อน
Homo sapiens (มนุษย์ปัจจุบัน)
มีปริมาตรสมองประมาณ 1,350 - 1,400 cc
สมมติฐานว่ากลุ่มมนุษย์ฮัวหลงตง HLD 6 จากประเทศจีน มีอายุประมาณ 300,000 ปี ซึ่งมียีนเด่น
"ปุ่มคางแบบเริ่มต้น" (Incipient chin) ใบหน้าเขาสั้นและแบน (flat face) ฟันของ HLD 6 มีขนาดเล็กกว่ามนุษย์Homo erectus
รวมถึงโหนกแก้มที่ดูบอบบาง
มาผสมผสานกับโฮโมเซเปียนส์ยุคแรก เจเบล อิรุด โหนกแก้มบอบบาง ใบหน้าสั้นและแบนประเทศโมร็อกโก มีอายุประมาณ 300,000 ปี [อายุระหว่าง 286,000 - 315,000]
จะมีลักษณะผสมผสาน (mosaic) ตามการจำลองเชิงทฤษฎีในแง่ของวิวัฒนาการ อย่างไร ?
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
สมมติฐาน ลักษณะทางกายภาพที่คาดว่าจะเกิดขึ้น: โหนกแก้มมีความแข็งแรงและกว้างแบบ HLD 6 แต่มีส่วนกลางใบหน้าที่เรียบเนียนขึ้นแบบ Jebel Irhoud
คิ้ว (Brow Ridge)จะหนาและต่อเนื่องกัน แต่มีความโค้งมนขึ้น ไม่ได้แบนราบเท่ามนุษย์โบราณ
มีฟันขนาดใหญ่ แต่เริ่มเห็นร่องรอยของคางที่ชัดเจน (Mental protuberance) เป็นลักษณะเด่นของ HLD 6 ที่เริ่มมีปุ่มคาง Mental trigone (รูปสามเหลี่ยมที่คาง)
กะโหลก: ยังคงความยาวและเตี้ย (Long and low)
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
สมมติฐาน หากนำกลุ่มมนุษย์ฮัวหลงตง HLD 6 จากประเทศจีน มีอายุประมาณ 300,000 ปี มาผสมผสานกับโฮโมเซเปียนส์ยุคแรก เจเบล อิรุด ประเทศโมร็อกโก มีอายุประมาณ 300,000 ปี มาผสมผสานกับโฮโมเซเปียนส์ยุคแรก เจเบล อิรุด ประเทศโมร็อกโก มีอายุประมาณ 300,000 ปี ภาพจำลองโดย #Naruepon Peng-on,2026 ผู้สร้างสรรค์ผลงาน
ข้อสมมติฐาน ทฤษฎีวิวัฒนาการมนุษย์ใหม่
ความเหมือนที่แตกต่างของลักษณะ Mosaic (ผสมผสาน) ระหว่างสองกลุ่มนี้คือ:
ใบหน้า (Face): ทั้ง เจเบล อิรุด และ HLD 6 ต่างมีใบหน้าที่ "ดูทันสมัย" (Modern-looking face) กระดูกหน้าแบนลงและเล็กลง ไม่ยื่นออกมามากเหมือนมนุษย์โบราณยุคก่อนหน้า
กะโหลกศีรษะ (Braincase): ทั้งคู่ยังคงลักษณะ "โบราณ" (Archaic) คือกะโหลกยาวและแบน (Low and long) ไม่กลมมนเป็นรูปโดมเหมือนมนุษย์ปัจจุบัน (Homo sapiens)
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
สมมติฐาน การผสมข้ามสายพันธุ์ฮัวหลงตง HLD 6 จากประเทศจีนยีนเด่น "ปุ่มคางแบบเริ่มต้น" (Incipient chin) ใบหน้าเขาสั้นและแบน (flat face) ฟันของ HLD 6 มีขนาดเล็กกว่ามนุษย์Homo erectus รวมถึงโหนกแก้มที่ดูบอบบางมาผสมผสานกับโฮโมเซเปียนส์ยุคแรก เจเบล อิรุด โหนกแก้มบอบบาง ใบหน้าสั้นและแบนประเทศโมร็อกโก มีอายุประมาณ 300,000 ปี #Naruepon Peng-on Author ผู้สร้างภาพจำลอง
ข้อสรุปจากสมมติฐาน ที่สำคัญจากช่วงเวลา 300,000 ปีนี้:
สายพันธุ์มนุษย์ฮัวหลงตง HLD 6 ประมาณ 275,000 ถึง 331,000 ปีที่แล้ว
ในประเทศจีน :
แม้ว่ามนุษย์ฮัวหลงตง HLD 6 กำลังท้าทายว่าในประเทศจีนก็มีกลุ่มที่ "เกือบจะเป็น Homo Sapiens ที่มีคาง" เพราะมีปุ่มคาง เมื่อประมาณ 300,000 ปีก่อน
ในขณะเดียวกันสายพันธุ์ที่ยังคงอยู่ร่วมสมัย คือ โฮโมเซเปียนส์ยุคแรก เจเบล อิรุดจากประเทศโมร็อกโก เมื่อ 300,000 ปีก่อน กลับพบว่ายังไม่มีปุ่มคางแต่อย่างใด
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
ฟอสซิล HLD 6 (มนุษย์ฮัวหลงตง ทางเอเซียตะวันออกและภาคใต้ของจีน) : อายุประมาณ 300,000 ปี พัฒนาปุ่มคางก่อนจะพัฒนาเป็นมีปุ่มคางที่ชัดเจน (Prominent chin) ในมนุษย์โอโม วัน เมื่อ 230,000 ปีก่อน และพัฒนาเป็นคางในมนุษย์ปัจจุบัน
#Naruepon Peng-on Translate and compile
ฟอสซิลมนุษย์
จินหนิวซาน ภาคเหนือของจีน : อายุประมาณ 260,000 ปี - 280,000 ปี
ความบางของกะโหลก 4.5 -5 มิลลิเมตร และ มีปริมาตรสมอง 1,330 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยของมนุษย์ปัจจุบันพอดี : จินหนิวซานมีผนังกะโหลกที่บางลง ซึ่งเป็นลักษณะของ โฮโมเซเปียนส์ยุคปัจจุบัน มีความหนาเฉลี่ยประมาณ 5 - 7 มิลลิเมตร
แสดงว่ามนุษย์สองพันธุ์ในประเทศจีน
ได้พัฒนาปุ่มคางและกระโหลกที่บางลง
#Naruepon Peng-on Translate and compile
แต่โฮโมเซเปียนส์เจเบล อิรุด
ยุคแรกจากประเทศโมร็อกโกปริมาตรสมองเฉลี่ยประมาณ 1,300 - 1,400 ลูกบาศก์เซนติเมตร (cc)
แต่กลับไม่มีลักษณะปุ่มคาง และมีลักษณะกะโหลกหนา
โฮโมเซเปียนส์ Omo I (โอโม วัน) ฟอสซิลมนุษย์ที่พบในเอธิโอเปีย (Omo Kibish) อายุประมาณ 233,000 ปี มีปุ่มคาง (Chin) : Omo I มีปุ่มคางที่เด่นชัด (Mental trigone) อาจพัฒนามาจากมนุษย์ฮัวหลงตง HLD 6 ประเทศจีน เมื่อประมาณ 300,000 ปีก่อน
รูปทรงกะโหลกOmo I (โอโม วัน) : กะโหลกมีลักษณะ "ทรงกลม" (Globular) พัฒนาไปสู่มนุษย์ยุคปัจจุบัน,
ปริมาตรสมอง Omo I (โอโม วัน) : มีขนาดใหญ่ประมาณ 1,400 cc ใกล้เคียงกับปริมาตรสมองของจินหนิวซา ประเทศจีน และเจเบล อิรุด ประเทศโมร็อกโก
ดังนั้น โฮโมเซเปียนส์ Omo I ลุ่มแม่น้ำโอโม (Omo River) ประเทศเอธิโอเปีย เมื่อประมาณ 233,000 ปี ถูกจัดให้เป็น "Anatomically Modern Homo sapiens" (AMHS) หรือมนุษย์ที่มีสรีระแบบสมัยใหม่สมบูรณ์แล้ว
ฟอสซิล HLD 6 ถูกระบุว่ามีอายุประมาณ 300,000 ปี ดังนั้น จึงสมมติฐานว่า มนุษย์ฮัวหลงตง HLD 6 มีอายุประมาณ 331,000 ถึง 275,000 ปีก่อน
การวิวัฒนาการต่อเนื่อง
ทฤษฎี "สายเลือดเดียวกัน" (The Continuity Theory) มนุษย์ ฮัวหลงตง HLD 6 เมื่อ 300,000 ปีก่อน คือ "บรรพบุรุษ" หรือ "ญาติสนิท" หรือ ร่างเปลี่ยนผ่าน (Transitional Form) ที่ส่งต่อลักษณะทางพันธุกรรมมาสู่กลุ่มจินหนิวซาน ประเทศจีน เมื่อประมาณ 280,000 ปีก่อน
และมนุษย์ต้าหลี่ (Dali) 260,000 ปีก่อน ในเวลาต่อมา
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
มนุษย์ต้าหลี่ ประเทศจีน เมื่อ 260,000 ปีก่อน
มีความคล้ายคลึงกับ จินหนิวซาน (Jinniushan) เมื่อ 280,000 ปีก่อน และ ฮัวหลงตง (HLD 6) เมื่อ 300,000 ปีก่อน มนุษย์ต้าหลี่
"มีใบหน้าที่ทันสมัย" แต่ "กะโหลกที่โบราณ"
มนุษย์ต้าหลี่ ใบหน้าสั้นและแบน: ไม่ยื่นออกมามากเหมือนมนุษย์โบราณยุคก่อน โหนกแก้มมีความบอบบางและลดรูปลงกว่า Homo erectus,
การวางตัวของโหนกแก้ม (Zygomatic bone) เริ่มขยับมาทางด้านหน้า
เพดานปากโค้งมนและความหนากรามเริ่มลดลงมีการปรับตัวเข้าสู่รูปแบบของ Homo sapiens
มนุษย์ต้าหลี่ เมื่อ 260,000 ปีก่อนใบหน้าสั้นและแบน:ไม่ยื่นออกมามากโหนกแก้มมีความบอบบางเพดานปากและกรามเข้าสู่รูปแบบของ Homo sapiens ภาพ AI เขียนโดย #Naruepon Peng-on
ลักษณะ เพดานปาก (Palate) ของ มนุษย์ต้าหลี่ (Dali Man) 260,000 ปีก่อน มี ใบหน้าที่แบน และ เพดานปากที่มีความลึกและโค้งมน ซึ่งเป็นลักษณะที่ "ทันสมัย" และเกิดก่อน Omo I เมื่อ 230,000 ปีก่อน ลุ่มแม่น้ำโอโม (Omo River) ประเทศเอธิโอเปียมีเพดานปากที่สั้นและโค้งมนในระดับที่สมบูรณ์ของ Homo sapiens เมื่อ 230,000 ปีก่อน
แต่ไม่พบลักษณะดังกล่าวในมนุษย์โฮโมเปี้ยนส์รุ่นแรก Jebel Irhoud 300,000 ปี ในประเทศโมรอกโก
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
ดังนั้น จึงตั้งข้อสันนิษฐานว่า มนุษย์ต้าหลี่ (260,000 ปีก่อน) อาจเป็นส่วนหนึ่งของประชากรที่มีการติดต่อกับกลุ่มคนในแอฟริกาตะวันออก Omo I (233,000 ปี) ทำให้ลักษณะเพดานปากและรูปหน้าที่ทันสมัยใน Omo I (โอโม วัน) ลุ่มแม่น้ำโอโม (Omo River) ประเทศเอธิโอเปีย เมื่อ 230,000 ปีก่อน
#Naruepon Peng-on,2026
ผู้สร้างสรรค์ผลงาน
นอกจากนี้
ความสัมพันธ์กับ "คาง":(Chin) เพื่อรักษาพื้นที่ของฟันและขากรรไกร พบทั้ง "ปุ่มคาง" ใน มนุษย์ฮัวหลงตง HLD 6 ประเทศจีน เมื่อ 300,000 ปีก่อน และ "คางสมบูรณ์" ใน Omo I ในแอฟริกาตะวันออก เมื่อ 230,000 ปีก่อน
และมนุษย์จินหนิวซานเมื่อปรัมาณ 280,000 ปีก่อน มีปริมาตรสมอง เฉลี่ย 1,330 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยของมนุษย์ปัจจุบันพอดี และมนุษย์จินหนิวซานมีความบางของกะโหลก 4.5 -5 มิลลิเมตร
ซึ่งบางกว่าโฮโมเซเปียนส์ยุคปัจจุบัน มีความหนาเฉลี่ยประมาณ 5 - 7 มิลลิเมตร แต่ กะโหลกของ Omo I ยังถือว่า "ค่อนข้างหนา" 8-10 มม. แบบมนุษย์โบราณ
ส่วนH. erectus มีความหนากะโหลกเฉลี่ยอยู่ที่ 10-15 มิลลิเมตร
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
จุดเริ่มของ "โครงสร้างหน้าสมัยใหม่" ในเอเชีย
มนุษย์ฮัวหลงตง (HLD 6) - 300,000 ปีก่อน: เริ่มปรากฏ "ปุ่มคาง" (Mental Trigone) และมีใบหน้าที่ค่อนข้างแบน (Modern-looking face) แม้กะโหลกจะยังดูโบราณ
มนุษย์จินหนิวซาน ประมาณ 280,000 ปีก่อน มีความบางของกะโหลก 4.5 -5 มิลลิเมตร และปริมาตรสมอง1,330 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยของมนุษย์ปัจจุบันพอดี
มนุษย์ต้าหลี่ (Dali Man) - 260,000 ปีก่อน: มี "เพดานปาก" (Palate) ที่โค้งมนและสั้นลง
เป็นโครงสร้างรองรับใบหน้าที่แบนและทันสมัย (Facial Retraction) เป็น "พิมพ์เขียว" สำคัญของมนุษย์สมัยใหม่
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
การปรากฏตัวที่สมบูรณ์แบบในแอฟริกาตะวันออก
มนุษย์โฮโมเซเปี้ยนส์รุ่นที่สอง Omo Kibish (Omo I) - 233,000 ปีก่อน: เป็นจุดที่ลักษณะเด่นทั้งหมดมารวมกัน
ทั้ง กะโหลกทรงกลม, เพดานปากโค้งมน และคางที่สมบูรณ์ แต่กะโหลกของ Omo I ยังถือว่า "ค่อนข้างหนา" 8-10 มม.
ข้อสันนิษฐาน: การที่ Omo I มีลักษณะเหล่านี้ครบถ้วนหลังจาก HLD 6 และ Dali Man ปรากฏขึ้นในเอเชียเพียงไม่กี่หมื่นปี
สนับสนุนแนวคิดเรื่อง การแลกเปลี่ยนยีน (Gene Flow) หรือการเคลื่อนย้ายของประชากรระหว่างทวีปผ่านเส้นทางที่เชื่อมต่อกัน
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
บทสรุปของความสัมพันธ์ "คาง-ฟัน-หน้า"
เอเชียตะวันออก (จีน) อาจเป็นแหล่งบ่มเพาะลักษณะเด่นบางประการ (เช่น ปุ่มคางและเพดานปาก) ที่ต่อมาได้ผสมผสานกับสายพันธุ์ใน แอฟริกา จนกลายเป็นมนุษย์สมัยใหม่ที่สมบูรณ์แบบอย่าง Omo I
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
สรุป แผนผังวิวัฒนาการ จาก HLD 6และเจเบล อิรุด ->จินหนิวซาน Dali -> Narmada -> Omo I เขียนโดย #Naruepon Peng-on Author
จากภาพ #Naruepon Peng-on Author
แผนผังวิวัฒนาการ: การหลอมรวมลักษณะเด่นข้ามทวีป
Jebel Irhoud (โมร็อกโก): เริ่มมี "ใบหน้าสมัยใหม่" (Modern face) แต่กะโหลกยังยาวรีและ "ไม่มีคาง"
HLD 6 (จีน): ปรากฏ "ปุ่มคาง" (Mental trigone) และใบหน้าเริ่มแบนลง ชี้ให้เห็นว่าลักษณะคางอาจเริ่มก่อตัวในเอเชียตะวันออก
HLD 6 (จีน): ปรากฏ "ปุ่มคาง" (Mental trigone) และใบหน้าเริ่มแบนลง ชี้ให้เห็นว่าลักษณะคางอาจเริ่มก่อตัวในเอเชียตะวันออก
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
ยุคการพัฒนาโครงสร้างใบหน้า (280,000 - 260,000 ปีก่อน)
จินหนิวซาน (Jinniushan) & ต้าหลี่ (Dali): มีลักษณะ "เพดานปากสั้น" และใบหน้าแบนลง (Facial Retraction) ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวสำคัญที่ทำให้ขากรรไกรหดตัว
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
สถานีเชื่อมต่อและตัวกลาง (250,000 ปีก่อน)
Narmada Man (อินเดีย) & Levant (ตะวันออกกลาง)
เกิดการแลกเปลี่ยนยีนระหว่าง "หน้าแบน/เพดานปากเอเชีย" และ "พันธุกรรมจากแอฟริกา"
ความสมบูรณ์แบบของมนุษย์สมัยใหม่ (233,000 ปีก่อน) มีกะโหลกที่กลมมนมากขึ้น หน้าผากตั้งตรง และคางที่เด่นชัด
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
หากพิจารณาช่วงเวลา 300,000 - 200,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง HLD 6/ต้าหลี่ (จีน) กับ Omo I (เอธิโอเปีย)
มนุษย์กลุ่มที่เป็น "ตัวกลาง" (Intermediate/Transition groups) ในเชิงภูมิศาสตร์และลักษณะทางกายภาพ
มนุษย์เลแวนต์ (The Levant Groups) - คาบสมุทรอาหรับและตะวันออกกลาง หรือ "สะพานบก" (Land Bridge)
ถ้ำมิสลิยา (Misliya Cave) และ ถ้ำกวาเซห์ (Qafzeh) อิสราเอล: พบเครื่องมือหินแบบ Levallois (เทคนิคเดียวกับที่พบในแอฟริกาและเอเชีย) อายุประมาณ 180,000 ปี
มนุษย์เนแมนเดอร์ทัลยุคแรก (Early Neanderthals) - ตะวันตกของเอเชีย เอเชียกลางและตะวันออกกลาง
ในช่วง 250,000 ปีก่อน การศึกษายีนพบว่าเนแอนเดอร์ทัลมีการรับยีนจาก Homo sapiens ยุคต้นๆ (ที่อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่ม Omo I) เข้าไปตั้งแต่นานมาแล้ว
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
มนุษย์นาร์มาดา (Narmada Man) - อินเดีย ลุ่มแม่น้ำนาร์มาดา ประเทศอินเดีย
ประมาณ 250,000 - 200,000 ปีก่อน (ร่วมสมัยกับต้าหลี่และ Omo I) มีกะโหลกที่หนาแบบ Homo erectus แต่มี ความจุสมองที่ใหญ่ขึ้น (1,155 - 1,421 cc) ซึ่งใกล้เคียงกับ Omo I มาก
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
มนุษย์เนเชอร์ (Nesher Ramla Homo) - ตะวันออกกลาง ในอิสราเอล อายุประมาณ 140,000 - 120,000 ปีก่อน เป็นมนุษย์โบราณที่มีลักษณะผสมระหว่างเนแอนเดอร์ทัลและมนุษย์สมัยใหม่
ผู้เขียนเชื่อว่า อินเดีย (Narmada) และ ตะวันออกกลาง (Levant) เป็น "ประชากรแหล่งกักเก็บ" (Source population) ที่คอยแลกเปลี่ยนยีนกับทั้งยุโรป เอเชีย และแอฟริกา หรือ"เบ้าหลอม" ทางพันธุกรรม เพราะตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดตัดของสามทวีป
มนุษย์นาร์มาดา (Narmada Man) - จุดแวะพักกึ่งกลาง
"Archaic Homo sapiens" กะโหลกที่เริ่มสูงขึ้นและสมองใหญ่ (ใกล้เคียง Omo I) แต่ยังคงมีสันคิ้วหนาแบบมนุษย์โบราณ
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
อินเดียเป็นทางผ่านธรรมชาติระหว่าง จีน (Dali/จินหนิวซาน และ HLD 6) กับ แอฟริกาตะวันออก (Omo) ลักษณะ "เพดานปาก" ที่ทันสมัย และปุ่มคางจากเอเชียตะวันออกเคลื่อนตัวมาบรรจบกับยีน จากแอฟริกา เกิดคางที่ทันสมัย
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
เลแวนต์ (Levant) — ประตูมิติสามทวีป จุดนัดพบ: พื้นที่แถบซีเรีย-อิสราเอลคือ "สะพานบก" แห่งเดียวที่มนุษย์สามารถเดินเท้าข้ามทวีปได้ตลอดเวลา
การผสมผสาน (Admixture): หลักฐานฟันและขากรรไกรในแถบนี้ (เช่น กลุ่ม Nesher Ramla) แสดงลักษณะ "ลูกผสม" ที่ชัดเจนมาก คือมีฟันและกะโหลกส่วนหลังแบบโบราณ (แบบเอเชีย) แต่มีโครงสร้างใบหน้าส่วนล่างที่เริ่มทันสมัย (แบบแอฟริกา)
ผลลัพธ์: การพบปะกันในจุดนี้อาจเป็นปัจจัยเร่งให้เกิด "คางที่สมบูรณ์" เพื่อรองรับเพดานปากที่สั้นลง จนปรากฏชัดใน มนุษย์ Omo I ในแอฟริกาตะวันออก เกิดการแลกเปลี่ยนยีนที่ทำให้ลักษณะ "เพดานปากเอเชีย" และ "คางแอฟริกา" มาบรรจบกันในบรรพบุรุษของ Omo I
สาเหตุที่ Omo I (233,000 ปีก่อน) ดู "ล้ำหน้า" กว่ามนุษย์ยุคเดียวกัน
เพราะการรวมตัวของปัจจัยสำคัญ 3 ด้านที่มาบรรจบกันใน แอฟริกาตะวันออก
1. เบ้าหลอมทางพันธุกรรม (Genetic Melting Pot)
การรับยีนจากภายนอก: ตามข้อสันนิษฐานของคุณ ลักษณะ "เพดานปากสั้น/หน้าแบน" จากกลุ่มเอเชีย ต้าหลี่/HLD 6 อาจเคลื่อนย้ายผ่านอินเดียและคาบสมุทรอาหรับเข้ามาผสม
และการผสมกับกลุ่มในแอฟริกา: ยีนเหล่านี้มาพบกับประชากรท้องถิ่นที่มีลักษณะกะโหลกเริ่มกลมมน ทำให้ Omo I
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
วิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดของ "คาง" (Chin Evolution)
ในขณะที่มนุษย์กลุ่มอื่นยังมีใบหน้ายื่นยาว (Prognathism):Omo I มีใบหน้าที่หดสั้นลงมาก (Facial Retraction) ส่งผลให้ขากรรไกรต้องสร้าง "คาง" ขึ้นมาเพื่อเสริมความแข็งแรงของโครงสร้าง
สภาพแวดล้อมและอาหาร (Dietary Adaptation) แม่น้ำ Omo มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ
ขากรรไกรและฟันลดขนาดลง การเปลี่ยนมาบริโภคอาหารที่อ่อนนุ่มลง ทำให้ใบหน้าดูทันสมัยและมีพื้นที่ให้ "คาง" ปรากฏเด่นชัดขึ้น
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
สมองส่วนหน้า (Frontal Lobe Expansion) กะโหลกของ Omo I มีหน้าผากที่ตั้งตรงกว่ามนุษย์ยุคเดียวกัน
Omo I คือจุดที่ "ยีนหน้าแบนจากเอเชีย" มาเจอกับ "ยีนกะโหลกกลมจากแอฟริกา"
ปัจจัย "พรมเขียว" (Green Corridor)
ในช่วง 200,000–300,000 ปีก่อน เกิดปรากฏการณ์ Green Arabia (คาบสมุทรอาหรับที่เป็นทุ่งหญ้า) "ถนนสีเขียว" เชื่อมต่อจากเลแวนต์ไปยังแอฟริกาตะวันออก: ทำให้ประชากรจาก HLD 6/จินหนิวซาน/ต้าหลี่ ที่เคลื่อนตัวผ่านอินเดีย สามารถเดินทางเข้าสู่แอฟริกาได้ง่ายขึ้น
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
อายุและการเปรียบเทียบ
อายุ: ประมาณ 260,000 - 300,000 ปีซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับมนุษย์ฮัวหลงตง HLD 6 และ เจเบล อิรุด (Jebel Irhoud) มนุษย์จินหนิวซาน และมนุษย์ต้าหลี่
มนุษย์ต้าหลี่ เมื่อ 260,000 ปีก่อน กับ "Homo longi" (มนุษย์มังกร) หรืออาจเชื่อมโยงกับ มนุษย์เดนิโซวัน (Denisovans)
หลักฐานบางอย่าง
มนุษย์ต้าหลี่มีลักษณะสันคิ้วที่โค้งเหนือเบ้าตา (คล้ายมนุษย์โบราณในยุโรปและแอฟริกา)
มนุษย์ HLD 6 เริ่มแสดงลักษณะกรามและฟันที่เรียบง่ายกว่า
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
มนุษย์ต้าหลี่สนับสนุนทฤษฎี "วิวัฒนาการต่อเนื่องร่วมกับการผสมข้ามพันธุ์" (Continuity with Hybridization)
มนุษย์ในเอเชียตะวันออกไม่ได้ถูกแทนที่โดยมนุษย์เริ่มแรกจากแอฟริกาแบบเบ็ดเสร็จ แต่มีการสืบทอดสายเลือดและลักษณะทางกายภาพจากมนุษย์โบราณฮัวหลงตง HLD 6 ในเอเซียตะวันออก
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
มนุษย์มังกร (Homo longi): พบที่เมืองฮาร์บิน (Harbin) อายุประมาณ 146,000 ปี ขนาดสมองใหญ่มาก (~1,420 ซีซี) เทียบเท่าหรือใหญ่กว่ามนุษย์ปัจจุบัน กว้างและใหญ่ แต่แบนและสั้น (หน้าไม่ยื่น) มีโหนกแก้มสูง
สันคิ้วหนาและเป็นสันตรงยาวต่อเนื่อง (Massive brow ridge)
กรามใหญ่และแข็งแรงมาก ไม่มีคาง
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
การวิวัฒนาการต่อเนื่อง
มนุษย์มังกร (Dragon Man หรือ Homo longi) และ มนุษย์เดนิโซวัน (Denisovans) ในประเทศจีน
เดือนมิถุนายน 2025 นักวิจัยสามารถสกัด DNA ไมโตคอนเดรีย (mtDNA) จากคราบหินปูนบนฟันของกะโหลกมนุษย์มังกร (Harbin skull)
รหัสพันธุกรรมยืนยันชัดเจนว่ามนุษย์มังกรคือ มนุษย์เดนิโซวัน
ส่วนหลักฐานของเดนิโซวันมีเพียงเศษเสี้ยว (ฟัน, กระดูกนิ้ว, กราม)
ฟันขนาดใหญ่: ทั้งมนุษย์มังกรและฟันเดนิโซวันที่พบในถ้ำที่ทิเบต ประเทศจีน (Xiahe mandible)
มีลักษณะ ฟันกรามขนาดใหญ่และไม่มีรากฟันซี่ที่สาม เหมือนกัน
ความแข็งแรง (Robusticity)
ทั้งมนุษย์มังกร (Dragon Man หรือ Homo longi) และ มนุษย์เดนิโซวัน (Denisovans)
มีโครงสร้างร่างกายที่กำยำมาก เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศหนาวเย็นในเอเชียเหนือและที่ราบสูงทิเบต
มนุษย์มังกร (Dragon Man หรือ Homo longi) และ มนุษย์เดนิโซวัน (Denisovans)
ความจุสมอง: เนื่องจาก มนุษย์มังกรมีสมองใหญ่ประมาณ 1,420 ซีซีจึงคาดการณ์ว่าขนาดสมองของเดนิโซวัน ก็น่าจะมี ปริมาตรสมอง ประมาณ 1,420 ซีซี เช่นกัน
มนุษย์มังกร (Dragon Man หรือ Homo longi) และ มนุษย์เดนิโซวัน (Denisovans) การตรวจพบ DNA ของกลุ่มมนุษย์มังกร/เดนิโซวัน ยังคงหลงเหลืออยู่ในมนุษย์ปัจจุบันกลุ่ม ชาวทิเบต: มียีน EPAS1 ที่ช่วยให้ใช้ชีวิตในที่สูง (ออกซิเจนต่ำ) ได้ดี
ชาวเอเชียตะวันออกและชาวเกาะแปซิฟิก: มีสัดส่วน DNA ของเดนิโซวันสูงกว่าภูมิภาคอื่น
ฟิลิปปินส์: กลุ่มชาติพันธุ์ Ayta Magbukon ในฟิลิปปินส์ มีเชื้อสายเดนิโซวันสูงถึง 5%
ประชากรในปาปัวนิวกินีและหมู่เกาะทางตะวันออกของอินโดนีเซีย (เช่น ติมอร์-เลสเต)
มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3-4%
ประชากรในเอเชียกลางมียีนเดนิโซวันในสัดส่วนที่ ต่ำกว่า 1%
ชาวจีนฮั่นทางตอนเหนือและใต้
ชาวญี่ปุ่น ชาวเกาหลี
ชาวมองโกเลียชาวแมนจูในมณฑลเหลียวหนิงและพื้นที่ใกล้เคียง มีสัดส่วนของยีนเดนิโซวันอยู่ที่ประมาณ 0.1% ถึง 0.2%
ชาวยุโรปส่วนใหญ่มียีนเดนิโซวาน "น้อยมากจนเกือบเป็นศูนย์" (ประมาณ 0.01% หรือน้อยกว่า)
แต่ยุโรป
มียีนมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthals) ประมาณ 2%
ชาวจีนมียีน นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) อยู่ประมาณ 2% ถึง 3% สูงกว่าชาวยุโรป ที่มีประมาณ 2% และชาวจีนมียีนเดนิโซวัน (0.1% - 0.2%)
ขณะที่ชาวเอเชีย: เฉลี่ย มียีนนีแอนเดอร์ทัล (~2%) + เดนิโซวัน (0.1% - 0.2%)
ชาวตะวันออกกลางมียีนของ มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthals) ประมาณ 1-2%
และแทบไม่มีดีเอ็นเอของเดนิโซวัน หรือยีนเดนิโซวันต่ำกว่า 0.01% หรือแทบจะเป็น 0% ในการตรวจทางพันธุกรรมมาตรฐาน
สรุปเปรียบเทียบสัดส่วนยีนเดนิโซวัน:
ชาวอาหรับ/ยุโรป: ~0% (น้อยกว่า 0.01%)
ชาวจีน/ญี่ปุ่น: ~0.1% - 0.2%
ชาวปาปัว/อะบอริจิน: ~4% - 6%
แหล่งที่อยู่สุดท้าย ที่พบฟอสซิลของทั้งนีแอนเดอร์ทัล (Neanderthals) คาบสมุทรไอบีเรีย (สเปนและยิบรอลตาร์) ถ้ำกอร์แฮม (Gorham's Cave), ยิบรอลตาร์: พบหลักฐานเครื่องมือหินและร่องรอยการอยู่อาศัย
โดยอายุคาดการณ์ประมาณ 28,000 - 24,000 ปีก่อน
และเดนิโซวัน (Denisovans)
พบฟอสซิลกรามที่มีอายุประมาณ 160,000 ปี
การตรวจดีเอ็นเอจากตะกอนดินในถ้ำพบร่องรอยของพวกเขาจนถึงประมาณ 100,000 - 60,000 ปีก่อน
ดีเอ็นเอในชาวปาปัวและชาวฟิลิปปินส์ อาจมีชีวิตรอดอยู่แถบเกาะต่างๆ จนถึงประมาณ 30,000 - 15,000 ปีก่อน
การเข้ามาอยู่ร่วมกันและการแทนที่ด้วยประชากร จินหนิวซาน ในจีน
จินหนิวซานแสดงลักษณะที่ "ล้ำหน้า" กว่า HLD 6 ในบางจุด: ความจุสมอง: จินหนิวซานมีสมองขนาดใหญ่ถึง 1,390 ซีซี ซึ่งใกล้เคียงกับมนุษย์ปัจจุบันมาก (HLD 6 อยู่ที่ประมาณ 1,150 ซีซี)
ข้อสันนิษฐานว่าการผสมผสานระหว่าง ฮัวหลงตง (HLD 6)มาผสมข้ามพันธุ์กับ มนุษย์ยุคเริ่มแรกจากเจเบล อิรุด Jebel Irhoud ผลลัพท์ ที่เป็นได้ :-
การเกิดประชากรลูกผสม (Hybrid) ที่มีลักษณะกะโหลกยาวและใบหน้าเรียบ (จากเจเบล อิรุด)
ร่วมกับลักษณะโครงสร้างใบหน้าที่กว้างและแบนกว่า (จาก HLD 6)
ลักษณะทางกายภาพ (Morphology):
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
ลูกผสมระหว่าง ฮัวหลงตง (HLD 6)มาผสมข้ามพันธุ์กับ มนุษย์ยุคเริ่มแรกจากเจเบล อิรุด Jebel Irhoud จะมีกะโหลกศีรษะที่มีความยาวและต่ำ (long and low cranium) คล้ายเจเบล อิรุด แต่จะมีโหนกแก้มและโครงสร้างใบหน้าส่วนล่างที่หนาหรือกว้างขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นลักษณะที่พบใน HLD 6
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
การผสมผสานระหว่างสายเลือดแอฟริกาเหนือโบราณ (เจเบล อิรุด) และเอเชียตะวันออกโบราณ (HLD 6) อาจนำไปสู่ลักษณะทางกายภาพที่ไม่เหมือนสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งโดยเฉพาะ (mosaic features)
หากนำกลุ่มประชากรที่ผสมผสานระหว่าง ฮัวหลงตง (HLD 6) และ จินหนิวซาน (ที่มีใบหน้าทันสมัยแต่กะโหลกบึกบึนและสมองใหญ่) มาผสมข้ามพันธุ์กับ มนุษย์ยุคเริ่มแรกจากเจเบล อิรุด (Jebel Irhoud) ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นมนุษย์ลูกผสมที่มีลักษณะแบบ "โมเสก" (Mosaic)
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
1. โครงสร้างใบหน้า: "ความทันสมัยที่ลงตัว"
ใบหน้า: จะมีความแบนและสั้นลง
มีวิวัฒนาการไปสู่ใบหน้าที่ไม่ยื่น (Orthognathic)
คาง (The Chin) การรวมกันระหว่าง "แนวกรามตั้งตรง" ของเจเบล อิรุด กับ "ส่วนโค้งคางที่ชัดเจน" ของสายพันธุ์ผสมเอเชีย
จะทำให้เกิด "คางที่เด่นชัด (True Chin)" ได้รวดเร็ว
แต่อาจจะยังมีความบึกบึนของกระดูกกรามล่าง
2. รูปทรงกะโหลกและสมอง: "ใหญ่แต่ยังไม่กลม"
ปริมาตรสมอง: จะมีความจุสูงมาก (เฉลี่ย 1,350-1,450 ซีซี) เทียบเท่าหรืออาจมากกว่ามนุษย์ปัจจุบันในบางราย
ทรงกะโหลก: จะเป็นลูกผสมระหว่างกะโหลกทรงยาว (Globularization ระยะแรก) ของเจเบล อิรุด กับทรงต่ำกว้างของฝั่งเอเชีย ผลที่ได้คือกะโหลกที่ดูเต็มขึ้น แต่หน้าผากยังคงมีความลาดเอียง (Receding forehead) มากกว่าคนปัจจุบัน
3. ลักษณะเด่นอื่นๆ:
โหนกคิ้ว (Brow Ridges): ยังคงมีอยู่ชัดเจนเพื่อรองรับแรงเคี้ยวจากกรามที่แข็งแรง แต่จะดูแยกเป็นสองซีก (Double-arched) ตามแบบเจเบล อิรุด มากกว่าจะเป็นแผ่นหนาติดกัน
ร่างกาย: จะมีความ "ถึกทน" (Robust) สูงมาก มีโครงกระดูกที่หนาและกล้ามเนื้อทรงพลังจากยีนของจินหนิวซาน
มนุษย์ผสมสามสายพันธุ์คนนี้
จะคล้ายคนปัจจุบันมากขึ้นหากมองจากด้านหน้า
แต่ถ้ามองจากด้านข้างจะเห็นกะโหลกที่ยาวและโหนกคิ้วที่ดุดันแบบมนุษย์โบราณ
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
เปรียบเทียบกับ Omo I จากแหล่ง Omo Kibish มีอายุอย่างน้อย 233,000 ปี
ที่มีลักษณะผสมผสาน (Mosaic) มีใบหน้าเล็กลงและเริ่มปรากฏ "คาง" (Chin)
แต่กะโหลกศีรษะส่วนหลังยังคงมีรูปทรงยาว (Elongated)
หากกลุ่ม "ลูกผสม 3 สายพันธุ์" (เจเบล อิรุด + ฮัวหลงตง + จินหนิวซาน) มาผสมกับ Omo I
ผลลัพธ์ที่ได้คือการกำเนิด "มนุษย์ที่ทันสมัยและสมบูรณ์แบบที่สุด (The Ultimate Sapiens)"
ลักษณะเด่นที่จะปรากฏออกมามีดังนี้:
1. ใบหน้า: "หน้าสมัยใหม่ที่สมดุล"
(Perfectly Modern Face)
คาง (The True Chin): จะเป็นมนุษย์กลุ่มแรกๆ ที่มี "คางยื่นชัดเจน" พร้อมรอยเว้าใต้คาง (Mandibular incurvation) ที่สมบูรณ์แบบ
เพราะได้ยีนกรามตั้งตรงจากเจเบล อิรุด ผสมกับแนวกระดูกคางจาก Omo I และฮัวหลงตง
รูปหน้า: ใบหน้าจะ "สั้นและแบน" (Orthognathic) ไม่ยื่นออกมาด้านหน้าเหมือนมนุษย์โบราณ
โหนกแก้มจะดูอิ่มแต่ไม่หนาเทอะทะ ดั้งจมูกจะเริ่มโด่งชัดขึ้นจากอิทธิพลของ Omo I
2. กะโหลกและสมอง: "กะโหลกกลมและสมองขนาดมหึมา"
รูปทรงกะโหลก: จะเกิดสภาวะ Globularization (กะโหลกทรงกลมมน) อย่างชัดเจน
หน้าผากจะตั้งตรงและสูงขึ้นมาก (จาก Omo I) ลดความลาดเอียงแบบโบราณลง
ปริมาตรสมอง: จะมีความจุสูงมากเป็นพิเศษ (อาจแตะ 1,450 - 1,500 ซีซี) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยมนุษย์ปัจจุบันเล็กน้อย
การพัฒนาสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ที่ซับซ้อนขึ้นมากจากยีนจินหนิวซานและ Omo I รวมกัน
3. ร่างกาย: "นักกีฬาจอมพลัง" (The Athletic Build)
เป็นการผสมระหว่างความ "เพรียวบางและขายาว" (จาก Omo I) กับความ "หนาและกล้ามเนื้อทรงพลัง (จากจินหนิวซาน)
ความทนทาน: จะเป็นมนุษย์ที่มีระบบเผาผลาญยืดหยุ่นสูง สามารถระบายความร้อนได้ดีในทุ่งสะวันนา และทนต่อความหนาวเย็นได้ดีจากโครงสร้างกระดูกที่แข็งแรง
มนุษย์ผสมสายพันธุ์ตะวันออก และแอฟริกา (กลุ่ม HLD 6 / Dali / Jinniushan / Jebel Irhoud ระหว่าง 300,000 - 260,000 ปีก่อน) เปรียบเทียบกับ Omo I (จากแหล่ง Omo Kibish, เอธิโอเปีย) อายุประมาณ 233,000 ปี ภาพสมมติ AI เขียนโดย #Naruepon Peng-on
ลูกผสมสี่กลุ่มนี้
จะมีหน้าตาที่ "หล่อสวยตามมาตรฐานคนปัจจุบัน"
แต่มีร่างกายที่บึกบึนแบบนักกีฬาระดับโลก และมีศักยภาพทางสมองที่พร้อมจะสร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องมือหินที่ซับซ้อน (Middle Stone Age technology)
ฟอสซิล โฮโมเซเปี้ยนส์ (Homo sapiens) ในแอฟริกา
Jebel Irhoud (โมร็อกโก) ประมาณ 315,000 ปี
มนุษย์ต้าหลี่ (Dali Man) ประเทศจีน อายุ 260,000 ปีก่อน กะโหลกและสมอง: มีขนาดสมองประมาณ 1,120 cc
กับ
มนุษย์มนุษย์โฮโมเซเปี้ยน Omo Kibish (เอธิโอเปีย) 233,000 - 195,000 ปี ฟอสซิลที่ "คางยื่น" (Prominent Chin) ออกมาอย่างชัดเจน มีลักษณะกลมมนขึ้น คล้ายลูกบอล
เมื่อเปรียบเทียบกับมนุษย์ฮัวหลงตง HLD 6 เมื่อประมาณ 300,000 ปีก่อนซึ่งมีลักษณะก้ำกึ่ง (Mosaic Feature): HLD 6 มีส่วนโค้งของขากรรไกรที่เกือบจะตั้งตรงและมีร่องรอยของ "ปุ่มคาง" (Mental trigone) เล็กน้อย
ลำดับเวลา (Timeline)
HLD 6 เกิดก่อน Omo I
แต่ HLD 6 ยังไม่มี คางยื่น (Inverted T-shape) ที่สมบูรณ์แบบ เหมือน Omo I
ความย้อนแย้งระหว่าง Jebel Irhoud และ HLD 6
เมื่อกว่า 300,000 ปีก่อน Jebel Irhoud (315,000 ปี): แม้จะถูกจัดเป็น Homo sapiens ยุคแรกสุด (Early H. sapiens) มี ใบหน้า ที่แบนและทันสมัย
แต่ กะโหลก ยังยาวรี และที่สำคัญคือ "ไม่มีคาง" (ขากรรไกรล่างลาดเทไปข้างหลังแบบมนุษย์โบราณ)
ในขณะเดียวกัน มนุษย์ HLD 6 (300,000 ปี): อยู่ในจีน (เอเชีย) แต่กลับมี "ปุ่มคาง" (Mental trigone) ที่เด่นชัด
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
ข้อสันนิษฐาน
วิวัฒนาการแบบโมเสก (Mosaic Evolution):
ลักษณะต่างๆ ของมนุษย์สมัยใหม่ (กะโหลกกลม, ใบหน้าแบน, มีคาง)
เกิดขึ้นในประชากรกลุ่มต่างๆ ทั้งในแอฟริกาและเอเชีย แล้วค่อยๆ ผสมผสาน
ผ่านการอพยพและแลกเปลี่ยนยีน
HLD 6 อาจเป็นบรรพบุรุษสายตรงของ "คาง" ประชากรมนุษย์โบราณในเอเชียตะวันออก ก่อนจะปรากฏชัดเจนสมบูรณ์ใน Omo I ณ แอฟริกา ในเวลาต่อมา
#[Naruepon Peng-on,2026] "ผู้สร้างสรรค์ผลงาน"
ฟอสซิลนี้สนับสนุนทฤษฎี "Multiregional Hypothesis" ว่ามนุษย์ในเอเชียวิวัฒนาการขึ้นมาเองในพื้นที่ ไม่ได้มาจากแอฟริกาทั้งหมด
Omo Kibish (Omo I) - เอธิโอเปีย (ประมาณ 233,000 - 195,000 ปีก่อน)
สถานะ: เป็น Homo sapiens (มนุษย์สมัยใหม่) ที่เก่าแก่ที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก
กะโหลกและสมอง: มีขนาดสมองประมาณ 1,400 cc (ใกล้เคียงมนุษย์ปัจจุบัน) กะโหลกเริ่มมีลักษณะ ทรงกลม (Globular) หน้าผากตั้งตรง และที่สำคัญที่สุดคือ มีคาง (Chin)
เปรียบเทียบมนุษย์โฮโมเซเปี้ยนส์แอฟริกากับมนุษย์เดนิโซวาใน ประเทศจีน
Herto Man (Homo sapiens idaltu) หมู่บ้าน Herto ในภูมิภาค Afar ประเทศ เอธิโอเปีย ขนาดสมอง: ประมาณ 1,450 ลูกบาศก์เซนติเมตร (cc)
อายุ: ประมาณ 160,000 ปี ยุคเดียวกันกับมนุษย์เดนิโซวาน ทิเบต ประเทศจีน หลักฐานจาก ถ้ำไป่สือหยา (Baishiya Karst Cave) บนที่ราบสูงทิเบต ประมาณ 160,000 ปีก่อน มียีน EPAS1 ที่ช่วยให้ร่างกายใช้ออกซิเจนในที่สูงขนาดสมอง: คาดว่ามีขนาดใหญ่ (ประมาณ 1,500 - 1,800 cc อ้างอิงจากกะโหลก Xuchang ที่คาดว่าเป็นเดนิโซวาน)
มนุษย์โฮโมเก่าแก่อันดับสองในแอฟริกา คือ Homo erectus หรือHomo ergaster (โฮโม อิเร็กตัส)
ประมาณ 2 ล้านปีก่อน
ฟอสซิลของ โฮโม นาเลดี (Homo naledi) ที่ถูกค้นพบในระบบถ้ำ Rising Star ประเทศแอฟริกาใต้ มีสมองขนาดเล็ก ประมาณ 460–610 ลบ.ซม. ไม่ใช่บรรพบุรุษโดยตรงในยุคแรกเริ่ม แต่เป็นสายพันธุ์มนุษย์โบราณที่ อาศัยอยู่ร่วมยุคสมัยเดียวกับมนุษย์ยุคแรก ประมาณ 236,000 ถึง 335,000 ปี
#Naruepon Peng-on Translate and compile
อ้างอิงบทความวิชาการเกี่ยวกับ HLD 6 (หรือที่รู้จักในชื่อ Hualongdong 6 มณฑลอานฮุย ประเทศจีน
Wu, X. J., Pei, S. W., Cai, Y. J., Tong, H. W., Li, Q., Dong, Z., ... & Liu, W. (2019). Morphological description and evolutionary significance of Middle Pleistocene Homo Chongqing Hualongdong 6 (HLD 6) cranium. Journal of Human Evolution, 130, 31-54. doi.org
Wu, X. J., Wang, C. J., Zhang, Y. Q., & Liu, W. (2023). Morphological foundation for the Late Middle Pleistocene immature hominin mandible of Hualongdong, China. Journal of Human Evolution, 182, 103411. doi.org
Xing, S., Liu, W., & Wu, X. (2021). Late Middle Pleistocene hominin teeth from Hualongdong, Anhui Province, China. Journal of Human Evolution, 154, 102977. doi.org
อ้างอิงบทความวิชาการ (Journal) เกี่ยวกับ Jinniushan Man
Rosenberg, K. R., Zunli, Z., & Ruff, C. B. (2006). Body size, body proportions, and encephalization in a Middle Pleistocene archaic human from northern China. Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS), 103(10), 3552-3556. doi.org
Wu, X., & Bae, C. J. (2022). Hominin evolution and diversity: a comparison of earlier-Middle and later-Middle Pleistocene hominins in China. Philosophical Transactions of the Royal Society B: Biological Sciences, 377(1849), 20200361. doi.org
Bae, C. J. (2017). Late Middle Pleistocene hominin diversity in East Asia: A view from the Jinniushan and Harbin specimens. Current Anthropology, 58(S17), S469-S481. doi.org
อ้างอิงบทความวิชาการเกี่ยวกับ "มนุษย์ต้าหลี่" (Dali Man)
Wu, X. (1981). A well-preserved cranium of an archaic type of early Homo sapiens from Dali, China. Scientia Sinica, 24(4), 530–541.
Wu, X., & Athreya, S. (2013). A comparative phylogenetic analysis of Jinniushan, Dali and Maba: An assessment of Middle Pleistocene hominin diversity in East Asia. Anthropological Science, 121(3), 139–153. doi.org
Xiao, J., Yin, G., Cheng, H., & Shen, G. J. (2002). Timings of the Dali hominin and the Dali terrace system. Chinese Science Bulletin, 47(19), 1653–1657. doi.org
Athreya, S., & Wu, X. (2017). A multivariate assessment of the Dali hominin cranium from Shaanxi Province, China. American Journal of Physical Anthropology, 163(2), 263–279. doi.org
อ้างอิงบทความ : Narmada Man และความเชื่อมโยงกับภูมิภาค Levant
: Sonakia, A. (1984). "The skull-cap of early man and associated mammalian fauna from Narmada valley alluvium, Hoshangabad area, Madhya Pradesh (India)." Records of the Geological Survey of India, 113(6), 159–172. GSI
อ่านบทความเพิ่มเติม...
สมมติฐาน วาย-โครโมโซมอล อดัม อาจเป็นมนุษย์ฮัวหลงตง มนุษย์จินหนิวซาน และมนุษย์ต้าหลี่
โฆษณา