16 มี.ค. เวลา 06:56 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
สุวิชาโน ภวํ โหติ ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ เราก็ขวนขวายหาความรู้กันใหญ่ เอาตา เอาหู ไปหาความรู้ มีอารมณ์นึกคิดต่างๆเกิดขึ้น ที่ไปยึดไปถือในความรู้นั้นๆ บ้างก็มีความรู้มากมาย ใช้ความรู้ ไปทางไหน หาเงินทอง ลาภยศ สรรเสริญ มีทิฐิต่างๆ ให้ยึดถือ. ว่าเป็นผู้รู้ ..เรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ สามารถรับรู้ รู้จัก อารมณ์ที่ปรุงกายวาจาใจ. ได้เลย บางทีก็มีความรู้มากมาย .แต่ก็ใช้ไป .เอาไปใช้ ไม่ได้ . ก็ได้ลำพองใจ ว่าเป็นผู้รู้
คราวนี้ ก็มีผู้ที่ เรียนจบ ป ๔ ทำมาหากิน ทำไร่ทำนา อยู่ๆทำไร่อยู่ดี มีพระเดินมา บอกว่า ให้ตามมา ก็ตามพระ .เข้าไป .บวชพระ .ครองผ้ากาสาวพัสตร์ . ท่านก็แนะนำ นานๆ จะสอนคำสองคำ . มีครั้งหนึ่ง ท่านบอกว่า . เอาไอ้ตัวทิ้งทิ้งไป .ไม่งั้นสอนไม่ได้ .. เราก็ต้องมานั่งทบทวนตัวเอง อยู่หลายวัน .ในสิ่งที่ท่านพูดยอก ..อ้อ.ไอ้ตัว ที่ว่าไปอ่านตรงนั้น ตรงนี้ นี่เอง ที่เวลาท่านจะสอน ให้ฝึกหัดทำ ..
มันสอดแทรกมา ตัดหน้า ..รู้แล้ว ..ทั่งที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไร ลงมือฝึกหัด .. ท่านก็บอกว่า เอ้า ..เอาตัวนี้ไปฝึกหัด ..อย่าเห็นผู้อื่นผิด อารมณ์พอใจไม่พอใจ อย่าให้เกิดขึ้น อารมณ์ติเตียน วิตกวิจารณ์ วิตกกังวล อารมณต่างๆ อย่าให้เกิดขึ้น .ไปฝึดหัดทำดู . ว่าทำได้มั้ย ท่านก็ว่า จิตของฉันมันเฉย ไม่มีอารมณ์กรรมอะไร ..เอ.มันเป็นอย่างไรนะ
ท่านก็เล่าเรื่อง ไปดวงอาทิตย์ ไปดาวอังคารให้ฟัง พอท่านบอกว่า ไปดวงอาทิตย์ เราก็รีบถาม หลวงตา ตัวไม่ไหม้หรือ (รู้จักได้แต่นี้ รับรู้ได้แค่นี้) ท่านก็บอกว่า ไปทางจิต เค้ามาเชิญไป . เอาล่ะซิ .ใครมาเชิญ แล้วไปยังไง
ท่านเล่าว่า ไปดาวอังคาร พอนึกไป จิตฉันก็ไปถึงดาวอังคาร ธาตทั้งสี่ก็ไปประกอบเป็นกายฉันที่ดาวอังคาร ที่ก็บอกว่า พวกดาวอังคาร ก็โผล่ มาดู .เราก็ถามว่า เค้าเป็นมนุษย์แบบเรามั้ย ท่านก็ว่าเป็นเหมือนคนธรรพ์คนลับแล . แต่เค้่ไปไหนมาไหนได้ ระหว่างดวงดาว เรื่องราว ของจิต นั้น .จิตที่บุญบารมีมากๆ ท่านก็สามารถทำได้ ที่เค้าเรียกว่า สุวชาโน ภวํ โหติ .ผู้ที่รู้ดีเป็นผู้เจริญ . เอ.เจริญสร้างกรรม หรือ เจริญในธรรม
ชีวิตที่จิตมาอาศัยกาย ใช้กาย ไปหาความรู้ อะไรมากมาย จิตก็ต้องรับ .ทุกข์เนื่องด้วยอารมณ์ ที่ปรุงแต่งกาย เรื่องราวของ ธาตดินน้ำลมไฟ ที่ปรุงแต่งกาย ปั้นขึ้นมาเป็นรูป ให้จิตอาศัย . รูปนั้นก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย . มีอารมณ์ปรุงแต่ง ราคะตัณหา สะสมยึดเข้ามา เป็นกองทุกข์ ในกาย .แล้วก็ต้องอยู่กับกายนี้ ไปไหนไม่ได้ คือ ออกจ่กกายนี้ไม่ได้ .จนถึงเวลาหมดลม .
คราวนี้ เราเคยถามพระ เรื่องนิโรธสมาบัติ ท่านกายบอกว่า จิตนั้นยกขันธ์ห้า ออกไปจากกายได้ จิตก็เข้านิโรธได้ .ก็สามารถ.จิตออกไปจากกายนี้ได้ .แค่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องราวบุญกุศลบารมี ว่า ไปเรียนรู้จัก ที่ไหนได้บ้าง ชั้นไหนได้บ้าง . เราก็เป็นผู้ฟัง ก็จำที่ท่านบอก .ก็จำๆ ไปก่อน ยังทำไม่ได้เลย . แล้วที่ท่านทำได้ .ท่านก็บอกว่า ฉันไม่ได้ ฝึกหัด สะสมสร้างบุญกุศลมา แค่ชาตินี้ชาติเดียว ฉันทำมาหลายชาติแล้ว ..
โฆษณา