16 มี.ค. เวลา 16:21 • หนังสือ

หนังสือ "ก่อนอวิชชา"

โดย ศุภวรรณ กรีน
แรกเริ่มที่สุดในธรรมชาติ มีแต่ "ธาตุรู้อมตะ" (Primordial Consciousness) จะเรียกว่าซอร์ส (Source) ก็ได้ ซอร์สเป็นคำที่ใช้กว้างขวางมากในหมู่ชาวตะวันตกขณะนี้ ธาตุรู้นี้รับรู้สภาวะว่าง สูญญัง สภาวะเหมือนกับที่เรานั่งจนเข้าสู่องค์ฌานที่สี่ อยู่กับวิมุติสุข เอกัคคตา หรืออยู่กับนิพพาน ธาตุรู้อมตะดั้งเดิมนี้เป็นธาตุรู้ที่มีปัญญา เรียก Intelligent Infinity เป็นสภาวะอนันตกาลที่มีปัญญา คือ รู้จักตัวเองว่าเป็นธาตุรู้อมตะ และคิดเองได้
ถึงจุดหนึ่ง เมื่อไหร่ไม่อาจทราบได้ ธาตุรู้อมตะเกิดความอิ่มตัว อยากทำอย่างอื่นบ้าง จึงบอกกับตัวเองว่า จะเริ่มเคลื่อนตัวเองเพื่อหาประสบการณ์อย่างอื่นบ้าง ... เมื่อธาตุรู้อมตะตัดสินใจแล้วว่าจะเริ่มเคลื่อน นี่คือเหตุการณ์ 3 อย่างที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างจักรวาล (The Creation of the Universe)
ธาตุรู้อมตะบอกว่า เราจะให้ "อิสระ" กับตนเองที่จะหาประสบการณ์ คือมี Free Will หรือ เจตนาอิสระ เริ่มเคลื่อน (fractal) โดยการดีดตัวเองออกมา เกิดโฟตอนตัวแรก ในลักษณะการสั่นสะเทือนของคลื่นพลังงานเท่านั้น การเคลื่อนครั้งแรกสุดนี้ ต่อมาเรียกว่าความรัก (Love) ไม่ได้หมายถึงความรักระหว่างคน แต่หมายถึงการเคลื่อนครั้งแรกของธาตุรู้อมตะเท่านั้น หมายถึงจุดเริ่มต้นของการสร้าง (creation)
ธาตุรู้อมตะเคลื่อนอีก (fractal) เป็นครั้งที่สอง เกิดโฟตอนตัวที่สองขึ้นมา โฟตอนตัวที่สองนี้ก็วิ่งเข้าไปจับกับโฟตอนตัวแรกทันที เกิดแสงแรกที่เรียกว่า Light เหมือนแสงที่แลบออกมาจากไฟแช็คแสงแรกนี้เป็นปรากฏการณ์แรกสุดในจักรวาลที่เป็น "รูปธรรม"
Love & Light = Mercaba
1. ธาตุรู้อมตะที่กำลังเคลื่อนนี้ คือ ที่มาของพลังงาน หรือ พลังงานคือ ธาตุรู้ที่กำลังเคลื่อน อ่านภาษาอังกฤษอาจจะเข้าใจได้ชัดเจนมากกว่า Energy is consciousness in Motion
2. เหตุการณ์ทั้ง 3 อย่างดังกล่าว เป็นที่มาของคำว่า Love & Light ที่ชี้ไปถึงจุดเริ่มต้นของการสร้างจักรวาล The Creation of the Universe
3. นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า โฟตอนตัวแรกที่เป็นผลจากการสั่นสะเทือนของธาตุรู้อมตะนี้ เป็นภาพเรขาคณิตรูปสามเหลี่ยมพีระมิด มี 4 ด้าน เรียก tetahedron
4. โฟตอนตัวที่ 2 ที่เด้งออกมาก็เป็นภาพสามเหลี่ยมพีระมิดเช่นกัน นี่คือจุดเริ่มต้นของวิชาเรขาคณิตด้วย คือ ถ่ายทอดภาพที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ
5. เมื่อโฟตอนตัวที่สองเด้งออกมาจากธาตุรู้ มันก็วิ่งเข้าไปจับกับโฟตอนตัวแรกทันที เกิดภาพที่เรียก เมอร์คาบา (Mercaba) ดังในรูป คือสามเหลี่ยมพีระมิด 2 ตัวจับเข้าหากัน
6. Love & Light จึงเป็นโฟตอนสองตัวแรกที่เริ่มสร้าง จักรวาล เปรียบเหมือนเป็นอดัมกับอีฟ
7. Love & Light ซึ่งเป็นสามเหลี่ยมพีระมิดจะวิ่งเข้าหากันเสมอ และเกาะตัวกันเป็นรูปเมอร์คาบา (Mercaba)
8. เมอร์คาบาที่มาจาก Love & Light จึงเป็นภาพสามเหลี่ยมเรขาคณิตอันศักดิ์สิทธิ์ (sacred geometry) เพราะเป็นโฟตอนสองตัวแรกที่เริ่มสร้างจักรวาล ทุกสิ่งอย่างในจักรวาล และที่อยู่เบื้องหน้าของเราขณะนี้ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากโฟตอนสองตัวแรกนี้
9. "แสงแรก" ที่เป็นผลจากโฟตอนสองตัวแรกจับตัวเข้าหากัน ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เป็น "รูปธรรม" (materialisation) แรกสุดของจักรวาลเช่นกัน ธาตุรู้อมตะ หรือ Source ไม่ใช่รูปธรรม โฟตอนตัวแรกที่เด้งออกมาจากซอร์ส ก็ไม่ใช่รูปธรรมเห็นด้วยตาไม่ได้ เป็นเพียงคลื่นที่สั่นสะเทือนเท่านั้น ต่อเมื่อโฟตอนตัวที่สองเด้งออกมา แล้ววิ่งไปเกาะกับโฟตอนตัวแรก นั่นจึงเกิดปรากฏการณ์แรกสุดในจักรวาลที่เป็นรูปธรรม คือ แสงแรก เหมือนไฟที่แลบออกมาเมื่อเราดีดไฟแช็ก
... เนื่องจากข้อมูลที่พูดมานี้ เป็นข้อมูลเบื้องต้นของทุกสิ่งทุกอย่างที่สำคัญมาก เป็นจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่ง ที่พูดซ้ำไปมาเพื่อย้ำความเข้าใจ ขอให้อ่านซ้ำจนเข้าใจเท่าที่จะทำได้ ไม่ต้องพยายามจินตนาการว่า ซอร์สเป็นอะไรอย่างไร อย่าลืมว่าสมองของเราเปรียบเหมือนมดที่กำลังเดินผ่านลานบิน เราจะไปเข้าใจกลไกที่เครื่องจัมโบ้เจ็ตลงจอดย่อมไม่ได้ จึงขอให้เข้าใจตามตัวหนังสือนี้ไปก่อน เพราะจะเป็นเรื่องที่ถูกอ้างอิงกลับมาเสมอ ...
หลังจากเหตุการณ์โฟตอนสองตัวแรกที่เด้งออกมาจากซอร์สแล้ว การแตกตัวของโฟตอน (fractal) ออกจากธาตุรู้อมตะ ก็ได้เกิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงบัดนี้ มันเกิดเมื่อไหร่นั้นก็ไม่จำเป็นต้องรู้ รู้แต่ว่าปรากฏการณ์นี้ได้เกิดต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง หมายความว่า จักรวาลขยายตัวออกไปเรื่อยๆ อาจจะมีจักรวาลอีกมากมายนอกเหนือจากจักรวาลของเรา อาจจะมีจักรวาลอื่นที่กำลังเดินคู่ขนานไปกับจักรวาลของเรา ความรู้ส่วนนี้เป็นอจินไตย
... ภาพที่เห็นเหมือนก้นหอยนี้ คือ ภาพที่แสดงถึงจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่ง หรือซอร์สที่แตกตัวออกมาเป็นโฟตอนอย่างไม่หยุดยั้ง ... ต้องอย่าลืมด้วยว่า โฟตอนทั้งหลายล้วนเป็นส่วนหนึ่งของธาตุรู้อมตะดั้งเดิม ฉะนั้นโฟตอนเหล่านี้จึงมีความสามารถในการรับรู้ มีธาตุรู้ในตัวมันเอง หรือมีจิตวิญญาณ จึงมีความสามารถในการ "คิด" อย่างสร้างสรรค์ เขาเรียก Intelligent Energy แปลว่าพลังงานที่มีปัญญา แต่อย่าเพิ่งไปคิดมากว่า ความคิดของโฟตอนเป็นอย่างไร เหมือนกับที่เราคิดหรือไม่ นี่เป็นเรื่องอจินไตยที่เราไม่สามารถคิดออก
เพียงให้รู้ว่า ทุกครั้งที่โฟตอนสองตัวจับกันเป็นเมอร์คาบา ย่อมเกิดแสง ฉะนั้นเมอร์คาบาแต่ละชุด ก็คือ Light Being คือ จิตวิญญาณ มีธาตุรู้ (วิญญาณขันธ์) ที่เป็นแสง ในช่วงรุ่งอรุณของการแตกตัวของโฟตอนที่รวมกันเป็นเมอร์คาบานั้น เมอร์คาบาหลายๆชุดก็มาเกาะรวมตัวกัน เป็นกลุ่มจิตวิญญาณ เรียก Soul Group ย่อมเกิดแสงสว่างมากขึ้น จึงเรียกว่า ชาวแสง (Light Being) แทนที่จะเป็นแสงของหิ่งห้อยตัวเดียวซึ่งให้แสงริบหรี่
เมื่อ Light Being หลายๆตัวมาอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ย่อมมีแสงมากขึ้น กลุ่มจิตวิญญาณหรือ Soul Group จึงเป็นธรรมชาติของชาวแสงทั้งหลายที่ต้องอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม พระพุทธเจ้าเรียกชาวแสงเหล่านี้ว่า อรูปพรหม ก็คือ การรวมตัวกันของเมอร์คาบา หรือโฟตอนมากมายนั่นเอง ซึ่งมีแต่แสงสว่างเท่านั้น ไม่มีส่วนของตัวกาย ... ใครนึกภาพไม่ออกว่าชาวแสงมีหน้าตาอย่างไร ก็ขอให้ดูพระอาทิตย์ หรือ สุริยเทพ
นั่นคือ ผลพวงของการรวมตัวของโฟตอน เมอร์คาบาที่มากมายนับไม่ถ้วนเป็น Soul Group หรือ Light Beings กลุ่มใหญ่มากจนก่อให้เกิดแสงสว่างมากมายมหาศาลเช่นนั้น สุริยเทพจึงเป็นตัวแทนของ Love & Light ที่ตรงไปตรงมามากที่สุด เป็นผลพวงของธาตุรู้อมตะ เริ่มขบวนการแตกตัวเป็นโฟตอนเพื่อหาประสบการณ์ เพราะมี "แสงแรก" นี้ ขบวนการก่อสร้างจักรวาลจึงเกิดขึ้น ด้วยพลังแห่งความรักและแสงนี้เองจึงก่อให้เกิดดวงดาว กาแล็กซี่ จนกระทั่งมีระบบสุริยะจักรวาลที่สุริยเทพดูแลทั้งหมด จนมีโลกและสิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลกนี้
หากปราศจากสุริยเทพแล้ว ย่อมไม่มีโลกและสิ่งมีชีวิตแน่นอน พระอาทิตย์จึงมีบทบาทที่สำคัญมากต่อการสร้างจักรวาลย่อยๆ ...
สรุปตรงนี้ก่อนว่า ในช่วงรุ่งอรุณของการสร้างจักรวาล มีแต่ธาตุรู้อมตะ (Primodial Consciousness) ที่มีขันธ์เดียว และ "อรูปพรหม" หรือ Love & Light ที่มีสี่ขันธ์ คือ มีแต่จิตวิญญาณ ... เท่านั้นแต่เป็นสี่ขันธ์ที่ไม่มีอะไรซับซ้อน ยังไม่มีรูปขันธ์ อรูปพรหมเหล่านี้ล้วนรู้ชัดเจนว่า ตนเองแตกตัวออกมาจากธาตุรู้อมตะดั้งเดิม โดยมีเป้าหมายเพื่อหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่ออกไป
อรูปพรหมรุ่นแรกๆเหล่านั้นจึงเริ่มแบ่งงานกันทำเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เอื้ออำนวยต่อการหาประสบการณ์ อรูปพรหมจึงรับผิดชอบในเรื่องการสร้างดวงดาว และกาแล็กซีต่างๆ ฉะนั้น จะเรียกอรูปพรหมเหล่านี้ว่าเป็นพระเจ้าสร้างโลก ก็ได้อยู่ ในมิติของอรูปพรหมมีแต่ "ปัจจุบัน" เท่านั้นไม่มีอดีตกับอนาคต ช่วงเวลาของการสร้างจักรวาลของเหล่าอรูปพรหม หากนับเป็นวันเวลาของชาวโลกแล้วละก็ ย่อมกินเวลานานนับหลายๆมหากัป (หน้า 2-9)
บทที่2
พลาโตนิก ซอลิดส์ Platonic Solids) ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเจตนารมณ์อิสระ (Free Will) ของซอร์ส โฟตอน หรือเมอร์คาบาจึงเด้งไปมา ปิ๊งป๊องๆๆ อย่างเป็นอิสระเหมือนลูกปิงปองที่เด้งไปมาเช่นนั้น จึงก่อให้เกิดการจับตัวกันของเมอร์คาบาในลักษณะต่างๆเพิ่มขึ้น
การก่อตัวขั้นพื้นฐานของโฟตอน/เมอร์คาบามี 5 อย่าง อันเป็นที่มาของภาพเรขาคณิตต่างๆ การเกาะตัวทั้ง 5 อย่างนั้นมีดังนี้คือ
เกาะตัวแบบ 4 ด้าน เรียก เททราฮีดรอน (Tetrahedron)
เกาะตัวแบบ 6 ด้าน เรียก ออกตาฮีดรอน (Octahedron)
เกาะตัวแบบ 8 ด้าน เรียก เฮกซาฮีดรอน (Hexahedron)
เกาะตัวแบบ 12 ด้าน เรียก ไอคอสซาฮีดอน (Icosahedron) เกาะตัวแบบ 20 ด้าน เรียก โดเดกกาฮีดรอน (Dodecahedron)
การเกาะตัวทั้ง 5 แบบในขั้นพื้นฐานนี้ เพลโต้เป็นผู้ค้นพบจึงตั้งชื่อว่า พลาโตนิก ซอลิดส์ (Platonic Solids) เมอร์คาบาที่เกาะตัวเข้าหากันใน 5 แบบพื้นฐานนี้ ก็ได้วิวัฒนาการไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องนับเวลานานมาก จนในที่สุดได้ก่อให้เกิดธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ไม่ว่าเมอร์คาบาจะเกาะเข้ามาหากันแบบกี่ด้านก็ตาม ทุกรูปแบบของการเกาะตัวจะสามารถบรรจุอยู่ในรูปวงกลมที่สมบูรณ์ได้เสมอ ย้ำให้รู้ว่า โฟตอนเหล่านี้แตกตัวออกมาจากสิ่งเดียวกัน คือ ธาตุรู้อมตะดั้งเดิมที่เป็นหนึ่งเดียวหรือซอร์ส (Source) (หน้า 12-13)
"เบื่อ"ระลอกที่สอง สังคมของกลุ่มอรูปพรหมในช่วงแรกเป็นสังคมที่มีธรรมะอย่างเป็นธรรมชาติ มีแต่เรื่องดีๆเป็นสังคมของ "ชาวแสง" Light Beings ที่มีคุณธรรมเป็นพื้นฐาน เพราะชาวแสงทุกท่านล้วนรู้ดีว่า เพื่อนชาวแสงของเราทุกท่านเป็น "ตัวเอง" ที่แตกตัวออกจากธาตุรู้อมตะเหมือนกันหมด เพื่อหาประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้นจึงอยู่ร่วมกันอย่างไม่แปลกแยก เกาะกลุ่มกันเป็น Soul Groups ที่มีแต่แสง ใช้ชีวิตที่เป็นอมตะ คือ ไม่ตาย อยู่เป็นแสงเช่นนั้น
นานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้ สังคมของชาวแสง หรือ อรูปพรหมเหล่านี้ก็ได้เดินมาถึงอีกช่วงหนึ่งที่เกิดความเบื่อหน่ายต่อสภาพแวดล้อมเดิมๆ ที่มีแต่แสงสว่างเท่านั้น จึงเกิดความคิดที่อยากสร้างสภาพแวดล้อมให้แตกต่างออกไปมากกว่าความเป็นแสง
อรูปพรหมทั้งหลายซึ่งมีเพียงอายตนะที่ 6 หรืออายตนะนั้น ที่รับรู้สภาวะสูญญัง (นิพพาน) อย่างเป็นธรรมชาติธรรมดา จึงช่วยกันคิดว่า เราจะ "เล่นแร่แปรธาตุ" (Alchemy) อย่างไรที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถรองรับ "ชีวิต" (Being) ที่รับรู้ได้มากขึ้น กว้างขวางขึ้น กลุ่มอรูปพรหมจึงก่อตั้ง "สภา" (Council) เพื่อระดมภูมิปัญญา (Think Tank) ที่จะสร้างสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมรองรับชีวิตที่มีความสามารถรับรู้ได้กว้างขวางมากขึ้น โดยใช้หลักการเล่นแร่แปรธาตุ คือให้โฟตอน/เมอร์คาบาเด้งปิ๊งป๊องไปมา (หน้า 14-15)
ขั้นตอนการสร้างโลกพระพุทธเจ้าได้พูดถึงและแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ... แต่ละขั้นตอนล้วนใช้เวลานานเป็นมหากัป ขอให้รู้ว่า ขั้นตอนของการสร้างดาวเคราะห์เช่นโลกของเรานี้ ไม่ใช่สร้างเพียงโลกของเรานี้ใบเดียวเท่านั้น แต่ได้สร้างดาวเคราะห์มากมายจำนวนเท่าเม็ดทรายบนโลกนี้
โลกของเราเป็นเพียงทรายหนึ่งเม็ดในท่ามกลางทะเลทรายมากมายเหล่านั้น และอรูปพรหมกลุ่มอัคตูเรียน ที่รับผิดชอบกาแลคซี่นี้อยู่ ย่อมมีการแวะเวียนไปดูโลกนั้นโลกนี้อยู่เสมอว่า การเล่นแร่แปรธาตุได้พัฒนาและวิวัฒนาการถึงจุดไหนแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า สามขั้นตอนแรกยังไม่สามารถรองรับชีวิตได้ เพราะธาตุพื้นฐานต่างๆยังปะทุอยู่ มีความร้อนมากเกินไปจนถึงขั้นตอนที่สี่ที่ธาตุพื้นฐานต่างๆอยู่ตัวแล้ว ชีวิตต่างๆจึงปักหลักได้ (หน้า 15)
กลุ่มอรูปพรหมอัคตูเรียนจึงเริ่มทดลองที่จะสร้างรูปขันธ์ขึ้นมาโดยการเล่นแร่แปรธาตุ จนในที่สุด สัตว์เซลล์เดียว เช่น โปรโตซัว อะมีบา ก็เริ่มเกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ ความรู้เรื่องการสร้างรูปขันธ์ต่อจากนี้จนมาได้ร่างของมนุษย์เช่นทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องราวการสร้างสรรค์ (Creation) ลองผิดลองถูก ผ่านขบวนการเล่นแร่แปรธาตุของเหล่าอรูปพรหมกลุ่มอัคตูเรียนที่รับผิดชอบการสร้างสรรค์ในกาแล็กซีทางช้างเผือก
เพื่อเปิดช่องทางให้เหล่าอรูปพรหมมีอายตนะรับรู้เพื่อหาประสบการณ์ได้มากขึ้น การสร้างตัวกายที่มีตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง จึงกลายเป็น "โครงการใหญ่มาก" ของเหล่าอรูปพรหม ...กว่าจะได้ตัวกายที่มีลำตัว มีหัว แขน ขา ดังเช่นที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ได้ต้องผ่านขั้นตอนการสร้างสรรค์ทดลองทำแบบต่างๆอยู่นานมาก ...
จักรวาลนี้ขยายอยู่ตลอดเวลาเพราะโฟตอนยังคงแตกตัวออกจากธาตุรู้อมตะอย่างไม่หยุดยั้งแม้บัดนี้ ฉะนั้นในจักรวาลนี้จึงมีจำนวนดวงดาวคือ เหมือนพระอาทิตย์ของเราอยู่จำนวนพันล้าน (billions) และมีจำนวนดาวเคราะห์เหมือนโลกจำนวนหมื่นล้าน (trillions) ดาวเคราะห์เหล่านี้ล้วนมีสิ่งมีชีวิตที่มีตัวกายอยู่ทั้งสิ้น ซึ่งอาจจะเหมือนมนุษย์หรืออาจจะไม่เหมือนมนุษย์ ที่เรียก มนุษย์ต่างดาว (หน้า 16)
สรุปตรงนี้ก่อนว่า เนื่องจากเหล่าอรูปพรหมทั้งหลายได้พบความเบื่อเป็นระลอกที่สอง จึงมีความประสงค์เพื่อหาประสบการณ์ที่หลากหลายผ่านตัวกายหรือรูปขันธ์ หลังจากที่แบ่งงานกันทำในสภาต่างๆและทำงานกันอย่างแข็งขันเป็นเวลานานมาก
มาถึงบัดนี้ เหล่าอรูปพรหมก็ได้สร้างดาวเคราะห์เช่นโลกมากมายและเป็นสถานที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งบัดนี้มี 5 ขันธ์แล้ว คือ มีตัวกายเพิ่มขึ้นเพื่อให้เป็นที่อยู่ของจิตวิญญาณ จนกระทั่งมีโลก ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ... มีตัวกายที่มีพร้อมด้วยอายตนะทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการหาประสบการณ์ที่หลากหลายสมความปรารถนาแล้ว (หน้า 25)
มาบัดนี้ จิตวิญญาณที่แตกตัวออกมาจากธาตุรู้อมตะดั้งเดิมมีโอกาสที่จะใช้ชีวิตอย่างเป็น "ปัจเจก" (singleton, individual) เป็นครั้งแรก เพียงนำจิตวิญญาณเข้ามาอยู่ในเปลือกหรือรูปขันธ์ที่เรียก "มนุษย์" นี้เท่านั้น จิตวิญญาณนั้นก็จะได้เป็น "ปัจเจกบุคคล" (individual person) ขึ้นมาทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่าอรูปพรหมยังไม่เคยมีมาก่อน จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีและตื่นเต้นมากๆๆๆเป็นข่าวใหญ่ในรอบอสงไขยกัปของประชากรชาวแสงกันเลยทีเดียว
ไม่เพียงเท่านั้น การมาได้ร่างของมนุษย์ที่มีตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง ย่อมเปิดโอกาสให้ธาตุรู้สามารถรับรู้หาประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในรูปของภาพ เสียง กลิ่น รส สัมผัส ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่นอกเหนือจากความเป็นแสงเท่านั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆๆๆอีกเรื่องหนึ่ง การมาหาประสบการณ์ใหม่ในโลกมนุษย์นี้ ก็คือ การมาเล่นบทบาทต่างๆในสังคมของชาวโลก เช่น มารับบทบาทของเพศชาย เพศหญิง เป็นสามี ภรรยา พ่อ แม่ ลูก
... ชาวแสงเห็นว่า การมาเล่นบทบาทเหล่านี้ย่อมเป็นเรื่องที่น่าสนุกมากกว่าการรับรู้แต่ "แสง" เท่านั้น ฉะนั้น ในสายตาของชาวแสง เหล่าอรูปพรหม โลกมนุษย์ก็เปรียบเหมือนเวทีละครที่เปิดโอกาสให้อรูปพรหมลงมาเล่นบทละครต่างๆที่ตนเองต้องการเล่น เพื่อจะได้สัมผัสกับความรู้สึกที่หลากหลายในขณะที่สวมบทบาทนั้นๆ นี่เป็นความรู้สึกของเหล่าอรูปพรหมในช่วงของการวางแผนอยู่
แต่... มีเงื่อนไขนะ เหล่าอรูปพรหมก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า หากทุกคนรู้ "ที่มาที่ไป" ของตนเองว่าเป็น "หลายหนึ่ง" ที่แตกตัวออกจาก "หนึ่งเดียว" แล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะลงมาโลกมนุษย์เล่นบทบาทอะไรบนเวที ย่อมมองทุกคนเป็น "ตัวเอง" อีก เมื่อเป็นเช่นนั้น การเล่นบทบาทของตัวละครต่างๆจะไม่สมจริง จะไม่มีใครกล้าทำร้ายจิตใจของกันและกัน เพราะรู้ว่ากำลังทำร้ายตนเองจริงไหม ... จากประสบการณ์ที่ผ่าน "ความเบื่อ" มาแล้วถึง 2 ครั้ง
เหล่าอรูปพรหมรู้ว่า หากเล่นละครอย่างรู้แน่ชัดถึงที่มาที่ไปของตนเองแล้ว ในที่สุด ก็จะกลายเป็นสังคมที่มีแต่คนดีๆเท่านั้น คงหนีไม่พ้นที่ต้องมาเจอ "ความเบื่อ" เป็นระลอกที่สามอีกแน่นอน ชาวแสงทั้งหลายจึงตกลงกันว่า ถ้าเช่นนั้น ใครที่ต้องการมาจุติบนโลกมนุษย์เพื่อเล่นบทบาทตัวละครต่างๆแล้วละก็ จะต้องยอมรับเงื่อนไขข้อหนึ่ง คือ "ลืม" ที่มาที่ไปของตนเอง ไม่ต้องรู้ว่าทุกคนคือ "หลายหนึ่ง" ที่ดั้งเดิมได้แตกตัวออกจาก "หนึ่งเดียว" ลืมข้อเท็จจริงส่วนสำคัญนี้เสีย เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้เจตนารมณ์อิสระอย่างเต็มที่...
ชาวแสงทั้งหลายยังเห็นอีกว่าการลืมที่มาที่ไปของตนเอง เท่ากับเป็นการท้าทายตนเองด้วยว่าจะหาทางกลับบ้านสู่ซอร์สได้ไหม เห็นว่า "การลืม" นี้จะกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในโลกมนุษย์ได้ดีขึ้น กระตุ้นให้ถามว่า "ฉันคือใคร" มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ใครส่งฉันมา มาแล้วต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งเป็นคำถามของคนที่เริ่มแสวงหาความรู้ทางจิตวิญญาณ เหมือนที่พวกเรากำลังทำอยู่ จนนำมาให้ได้พบผู้รู้และหาทางกลับบ้านสู่ซอร์ส หรือนิพพาน ได้ในที่สุด (หน้า 33)
อวิชชา... คือความไม่รู้ที่มาที่ไปของตนเอง จึงเป็นตัว “กระตุ้น” ให้เกิดการสร้างสภาวะที่เป็น 2 ขั้วของคู่ ที่เรียก หยิน-หยาง ขึ้นมาเพื่อให้แตกต่างไปจากสังคมที่มีแต่เรื่องดีๆจากที่เคยมีแต่ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขให้กับสรรพสิ่ง เมื่ออวิชชาเข้ามาบดบังแล้ว ในขณะที่กำลังสวมบทบาทของตัวละครต่างๆโดยไม่รู้ว่าตนเองกำลังเล่นละคร ทุกชีวิตบนโลกนี้จึง “เข้าใจผิด” คิดว่า ตัวละครที่ตนเองกำลังเล่นอยู่เป็น “ชีวิตจริง”
ความเข้าใจผิดเพราะถูกอวิชชาบดบังนี้ จึงทำให้ขันธ์5 ที่บริสุทธิ์นี้กลายเป็นอุปาทานขันธ์ คือ เป็น ขันธ์5 ที่ถูกเข้าใจผิด เพราะลืมที่มาที่ไปของตนเองก่อนมาเกิดบนโลกนี้ ทุกคนจึงเล่นบทบาทอย่างสมจริงสมจัง ... โดยคิดว่า บทบาทตัวละครเหล่านี้คือชีวิตจริงของตนเอง (หน้า 35)
อวิชชาตัวนี้จึงเหมือนเป็น “ตัวเร่ง” (catalyst) ให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างหลากหลายออกไป แทนที่จะสัมผัสเพียงความสงบเพราะอยู่กับความว่าง ... การมาสัมผัสอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นของคู่ในหมู่อรูปพรหมในรูปแบบของ 5 ขันธ์นี้ยังคงเป็นขั้นตอนของการวิวัฒนาการของจักรวาลที่จะเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องไม่มีการหยุดยั้ง
แล้วต้องอย่าลืมว่า ขันธ์5 ไม่ใช่มีเพียงบนโลกมนุษย์นี้เท่านั้น แต่มีอยู่ทั่วไปในดาวเคราะห์ต่างๆทั่วจักรวาล ... วันเวลาผ่านไป อวิชชาตัวนี้ก็เริ่มสร้างปัญหาในหมู่มนุษย์บนโลกนี้ การเข้าใจผิดว่า บทละครที่ตนเล่นเป็นชีวิตจริง การยึดติดในบทละครของตนเองจึงเกิดขึ้น มอง “หัวโขน” ว่าเป็นของจริง สร้าง “ตัวตน” ego ขึ้นมาในระดับต่างๆ ...(หน้า 36)
อวิชชาตัวนี้จึงเป็นที่มาของ “ความทุกข์” ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย เป็นส่วนความรู้ที่พระพุทธเจ้า “ตัดตอน” ออกมาเท่านั้นในฐานะที่เป็น “ใบไม้กำมือเดียว” คือ ท่านไม่ได้เข้าไปพูดเรื่องราวความรู้ “ก่อนอวิชชา” ท่านเริ่มที่ธาตุรู้อมตะ และพาเข้าสู่เรื่องอวิชชาที่สร้างห่วงโซ่นำไปสู่เรื่องทุกข์ คือพูดเพียงเรื่อง ทุกข์กับการดับทุกข์ เท่านั้น ดังที่ท่านอธิบายในหัวข้อ ปฏิจสมุปบาท ที่มีห่วงโซ่ 12 ห่วง (หน้า 37)
ดิฉันได้พูดเรื่อง "ความเบื่อ" ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกของซอร์ส Source และต่อมาของเหล่าอรูปพรหม ซึ่งยังคงเป็นจิตวิญญาณเดียวกัน เรื่องนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ชาวพุทธคิดไม่ถึงและคิดไม่ออกว่าจุดเริ่มต้นของจักรวาลมีต้นตอมาจากความเบื่อกับสิ่งจำเจ (หน้า 43)
คงไม่มีใครคิดออกว่า "ความเบื่อ" เป็นสาเหตุของการเกิดจักรวาลที่แท้จริง (หน้า 44)
ชีวิตเปรียบเหมือนตัวต่อมากมายที่กระจัดกระจาย หากหายไปสักชิ้น เราจะไม่รู้สึกอะไรในตอนเริ่มต้น ไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ แต่เมื่อเราต่อใกล้เสร็จ ชิ้นที่หายไปกลับกลายเป็นชิ้นที่สำคัญที่สุด และตัวต่อชิ้นสุดท้ายนั้นคือปัจจุบันขณะ หรือพระเจ้านั่นเอง (ผัสสะบริสุทธิ์ หรือนิพพาน) (หน้า 213)
... ในระบบทุนนิยม ไม่มีใครมีแรงเหลือที่จะคิดเรื่องลึกซึ้งได้ เพราะเวลาหมดไปกับการทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่คนสามานย์ต้องการให้เกิด ให้คนยุ่ง หมดเวลาไปกับการหากามสุข จึงไม่รู้กลไกที่อยู่ข้างบนจริงๆทำบาปโดยไม่รู้ตัว (หน้า 282- 283)
... การทำธุรกิจแบบเห็นแก่ตัวสุดๆนี้ได้พัฒนามาจนถึงจุดที่พูดกันเช่นนี้แล้วว่า "ปีนี้กำไร 10 ล้าน ปีหน้าต้องกำไร 20 ล้านนะ ขาดทุนกำไรไม่ได้นะ" นี่เป็นสภาวะ ที่สังคมส่วนรวม "บ้ากันสุดๆ" โดยไม่มีใครรู้ตัว กลับมองว่าเป็นเรื่อง "ประสบความสำเร็จ" (หน้า 284)
… ไม่มีใครตาย สิ่งที่เราเรียกว่า ตาย บนโลกมนุษย์คือการเปลี่ยนสภาพของตัวกายที่เป็นตัวปลอมเท่านั้น ตัวใจที่เป็นตัวจริงไม่เคยตาย เพียงเปลี่ยนสถานที่เท่านั้น (หน้า 376)
.... ความหมายของชีวิตคืออะไร อยากให้เรารู้ว่า สาเหตุของการมาในโลกนี้เพื่อมาหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่ออกไป คือมารับ “ผัสสะบริสุทธิ์” ทางภาพ เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่เกิดในขณะนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ แต่มนุษย์มักลืมข้อเท็จจริงส่วนนี้ มัวแต่ไปยุ่งกับการดูแลตัวกายเพื่อให้อยู่รอด … จึงลืมเป้าหมายดั้งเดิมของการเกิดมาในโลกใบนี้ (หน้า 378)
โฆษณา