16 มี.ค. เวลา 17:55 • นิยาย เรื่องสั้น

สุดท้ายที่กรุงเทพฯ ตอน2

ด้วยเหตุนี้...ผมจึงเลือกที่จะหนีบ้านนอก มาอยู่กรุงเทพฯ ด้วยตัวคนเดียว ไม่รู้จักใคร ไม่มีใครรู้จัก ไม่ต้องแคร์ปากใคร ไม่ต้องสนว่าใครจะคิดกับเรายังไง เพราะการที่อยู่กรุงเทพฯไม่มีใครสนใจใครหรอก สนใจแค่ชีวิตตัวเองก็พอ ว่าวันนี้จะเอาอะไรกิน มีกินไหม คิดแค่นี้ก็พอ...
ผมมีเงินติดตัวมาประมาณ 800 กว่าบาท นอนที่หมอชิตอาบน้ำที่หมอชิต อยู่3วัน กว่าจะเริ่มหาทิศหาทางไปข้างหน้าต่อได้....ไปสมัครเป็นรปภ. หลายบริษัทบางบริษัททำได้ไม่กี่วันก็โดนโกงค่าแรง บางบริษัททำได้ 4-5 วันก็ต้องออก สุดท้ายมาจบที่บริษัทแห่งหนึ่ง ผมได้งานอยู่แถวสุขุมวิท 3 โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านนี้อาหรับ ค่อนข้างเย๊อะ แขกมุสลิมเย๊อะมาก
การกลับเข้ากรุงเทพฯของผมครั้งนี้ ในวัย 40 กว่าๆ ไม่มีจุดหมายและปลายทางที่แน่ชัด ผมใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ แบบวันต่อวัน เดือนชนเดือน ขอแค่มีงานทำมีข้าวกิน มีที่ซุกหัวนอนแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองแถมยังมาเจอสภาวะสงคราม ที่เคยคิดเล่นๆว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 ผมจะอยู่ทันไหม แต่เท่าที่ดู ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม ถ้าพ่อใหญ่ทรัมป์ แกไม่ลดลาวาศอก ขู่จะยิงขีปนาวุธกันทุกวันเชียว
บ้านเช่าที่ผมอยู่มีแต่คนต่างด้าวพม่าคนงานก่อสร้าง ที่มาหากินในไทย กลิ่นก็จะมีเอกลักษณ์หน่อย โดยเฉพาะบรรยากาศเสียงข้างห้องเวลาที่เขาคุยกัน แต่ก็ดีไม่รู้เรื่องสักอย่างสบายใจดี ไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่มีใครคุยถึงเราแน่
ไม่เหมือนบ้านนอก เวลาที่คุณจะไปไหนมาไหนหรือชีวิตคุณไม่ประสบความสำเร็จ เหมือนที่คนอื่นเขาอยากเห็น เหมือนที่คนอื่นเขาเป็น ไม่มีใครมาพูดใส่หูว่า ดูอย่างบ้านนั้นสิ ดูอย่างลูกบ้านนี้สิไม่ต้องคิด ไม่ต้องแคร์ ไม่ต้องเก็บเอามาใส่ใจ ผมว่าแค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว...
1
ผมอยู่ในยุคที่ เมื่อก่อนก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาทตอนนี้ ปาเข้าไป 50บาท เงิน 100 นึงกินข้าวได้อีก 1 มื้อ ทองบาทละ7หมื่น ยิ่งมาเจอช่วงสงคราม ข่าวสรยุทธว่าจะปาไปแสนห้า ก็ไม่น่าจะเกินจริง
ทำงานทุกวันค่าแรงวันละ 600 ก็เหมือนจะไม่พอกินได้มาจ่ายไป ขนาดกินข้าวแค่วันละ 2 มื้อ ค่าเช่าห้องเดือนละ 2,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟเดือนนึงใช้ไม่เยอะก็ร้อยกว่าบาทนิดๆค่าเดินทางไป - กลับทำงานทุกวันก็ค่าเรือวันละ 30 บาทวันไหนเรือหมดก็นั่งรถเมล์จากสุขุมวิท 3 มาถึงเอกมัย 30 ก็ตก 20 บาทคิดเพลินๆค่าเดินทางก็ตกเดือนละ 1,000 บาท
โฆษณา