8 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์

รอยนูนปริศนา ทำไม “มนุษย์” ถึงเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลกที่มี “คาง”?

ลองสังเกตคนข้างๆ ที่นั่งอยู่บนรถเมล์ มองเงาสะท้อนของตนเองในกระจก หรือลองพินิจดูภาพถ่ายของมนุษย์คนใดก็ตามที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ คุณจะพบกับลักษณะเด่นอย่างหนึ่งที่เราทุกคนมีเหมือนกันแต่ส่วนใหญ่กลับเป็นสิ่งที่เราแทบไม่เคยฉุกคิดถึง
นั่นคือปุ่มกระดูกที่อยู่บริเวณส่วนล่างของใบหน้า หรือที่เราเรียกกันว่า "คาง
มันเป็นลักษณะที่ดูธรรมดาเสียจนเราไม่เคยตั้งคำถามกับมัน แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดบนโลกที่มีคางเช่นเดียวกับเรา ไม่ว่าจะเป็นลิงชิมแปนซีซึ่งเป็นญาติสนิทที่สุด หรือแม้แต่บรรพบุรุษดึกดำบรรพ์ของเราอย่างนีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) หรือโฮโมอีเร็กตัส (Homo erectus) ก็ตาม มีเพียงมนุษย์สมัยใหม่เท่านั้นที่เป็นเจ้าของลักษณะทางกายภาพนี้ และแม้ว่าจะผ่านการศึกษาทางวิทยาศาสตร์มานานหลายร้อยปี เหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงมีคางก็ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครให้คำตอบที่แน่ชัดได้
ในศตวรรษที่ 18 เมื่อ “คาร์ล ลินเนียส (Carl Linnaeus)” นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีเดนผู้บุกเบิกการจัดหมวดหมู่สิ่งมีชีวิต ได้ตั้งชื่อให้กับสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด เขาจะระบุรายการลักษณะทางกายภาพที่ใช้จำแนกสัตว์เหล่านั้นอย่างชัดเจน
แต่เมื่อถึงคราวของมนุษย์ (Homo sapiens) ลินเนียสกลับเลือกใช้คำภาษาละตินที่หมายถึง “จงรู้จักตนเอง (Know thyself)“ ซึ่งคำกล่าวนี้กลายเป็นโจทย์ที่ยากเย็นกว่าที่ใครจะคาดคิด
ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พยายามไขปริศนาว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นการล่าสัตว์ การสร้างเครื่องมือ หรือแม้แต่ขนาดของสมองที่ใหญ่โต ทว่าข้อสันนิษฐานเหล่านี้ล้วนถูกหักล้างในเวลาต่อมาเมื่อเราพบว่าสัตว์ชนิดอื่นก็มีการล่าสัตว์ ใช้เครื่องมือ และมีสมองที่แปรผันตามขนาดตัวเช่นกัน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยมีใครพิสูจน์ได้ว่าเป็นลักษณะร่วมกับสัตว์อื่น นั่นก็คือ "คาง"
นักวิทยาศาสตร์เรียกปุ่มกระดูกบริเวณคางว่า "Mental eminence" หรือ "Protuberance" ซึ่งมีโครงสร้างทางกายภาพที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ลักษณะของมันถูกนิยามว่าเป็นรูปตัวทีกลับหัว โดยมีสันกระดูกพาดลงมาตรงกลางคางและเชื่อมต่อกับฐานขากรรไกรในแนวราบ พร้อมด้วยรอยบุ๋มเล็กๆ ที่ปรากฏอยู่ทั้งสองข้า
แม้การที่นักวิทยาศาสตร์ต้องกำหนดนิยามทางเทคนิคให้กับสิ่งที่ดูเหมือนเรื่องธรรมดาจะฟังดูน่าขบขัน แต่ความแม่นยำนี้มีความสำคัญมาก เพราะมันคือชิ้นส่วนของ "สถาปัตยกรรมบนใบหน้า" ที่พบได้เฉพาะมนุษย์เท่านั้น
เมื่อเปรียบเทียบกับขากรรไกรของลิงชิมแปนซี เราจะพบความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยขากรรไกรของลิงจะลาดเอียงไปด้านหลังตั้งแต่ฟันลงไปจนถึงลำคอ ซึ่งเรียกว่า “Receding symphysis” อันเป็นลักษณะปกติของสัตว์ส่วนใหญ่ แต่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่มีส่วนยื่นออกมาของกระดูกขากรรไกรเช่นนี้
จากการขุดค้นพบฟอสซิลของบรรพบุรุษมนุษย์ตลอดศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา รูปแบบที่เห็นได้ชัดคือ บรรพบุรุษของเราไม่มีคาง ทั้งนีแอนเดอร์ทัลที่มีขากรรไกรลาดเอียงเข้าหาลำคอเหมือนลิงชิมแปนซี หรือแม้แต่ ออสตราโลพิเทคัส และ โฮโมอีเร็กตัส ก็ไม่มีคางเช่นกัน
ฟอสซิลที่สำคัญคือ "โอโม 1 (Omo 1)“ ซึ่งถูกค้นพบในเอธิโอเปียเมื่อปีค.ศ.1967 (พ.ศ.2510) ถือเป็นหนึ่งใน Homo sapiens ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา มีอายุประมาณ 230,000 ปี ซึ่งแม้โครงกระดูกจะไม่สมบูรณ์ แต่ส่วนขากรรไกรล่างกลับแสดงให้เห็นถึงคางที่เด่นชัด นั่นหมายความว่ามนุษย์มีลักษณะนี้มาตั้งแต่วันแรกที่วิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน นักมานุษยวิทยาจึงใช้คางเป็นตัวบ่งชี้สำคัญในการระบุว่าฟอสซิลนั้นเป็น Homo sapiens หรือไม่
เมื่อคางคือเอกลักษณ์ที่อยู่กับเรามาตลอด นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามคาดเดาถึงหน้าที่ของมัน
• การใช้งาน: เคยมีทฤษฎีว่าคางช่วยในการยึดจับสิ่งของ เช่น หนังสัตว์ ไว้กับหน้าอก
• การตกแต่ง: อาจเป็นผลมาจากการคัดเลือกทางเพศ (Sexual selection) ที่บรรพบุรุษคางใหญ่ได้รับความสนใจจากคู่ครองมากกว่า
• เกราะป้องกัน: การศึกษาจากข้อมูลของนักมวยโอลิมปิกนำไปสู่สมมติฐานว่า คางอาจเป็นเกราะกระดูกที่ช่วยลดความรุนแรงจากการถูกชก
• การพูด: ในปีค.ศ.1913 (พ.ศ.2456) มีแนวคิดว่าคางเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อสำหรับการพูด แต่เมื่อตรวจสอบก็พบว่ากล้ามเนื้อลิ้นไม่ได้ยึดเกาะกับกระดูกส่วนนี้ ทฤษฎีนี้จึงตกไป
• การหายใจ: ทฤษฎี "Airway impingement" ในช่วงปีค.ศ.1950 (พ.ศ.2493) เสนอว่า คางวิวัฒนาการมาเพื่อรองรับการเปลี่ยนมาเดินสองขา ซึ่งส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ
• การบดเคี้ยว: ทฤษฎีที่น่าเชื่อถือที่สุดในยุค 90 (พ.ศ.2533-2542) คือ คางทำหน้าที่รองรับแรงบิดจากการเคี้ยวในขากรรไกรที่สั้นและกว้างของมนุษย์ ซึ่งไม่เหมือนกับสัตว์อื่นที่มีขากรรไกรยาวและลาดเอียง
หรือคางจะไม่มีหน้าที่อะไรเลย?
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในยุคหลังที่ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ทดสอบแรงบิด พบว่าขากรรไกรที่มีคางไม่ได้ทนทานต่อแรงบดเคี้ยวได้ดีไปกว่าขากรรไกรที่ไม่มีคางเลย นั่นทำให้ทฤษฎีเรื่องการเคี้ยวต้องสั่นคลอน และนำไปสู่แนวคิดที่ว่า คางอาจเป็นเพียง "สแปนเดรล (Spandrel)“ หรือคุณลักษณะที่เกิดขึ้นเป็นผลพลอยได้จากวิวัฒนาการส่วนอื่นโดยไม่ได้ถูกคัดเลือกมาให้ทำหน้าที่ใดๆ โดยเฉพาะ
แม้จะไม่มีการทดลองใดสามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าคางไม่มีหน้าที่ แต่ทุกข้อสันนิษฐานที่เคยมีมาก็ยังไม่สามารถผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์
ถึงวันนี้ เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าทำไมเราถึงมีคาง แต่มันอาจเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วที่คางยังคงเป็นปริศนาเช่นนี้ เพราะมันได้กลายเป็น "ลายเซ็น" ทางกายภาพที่บ่งบอกความเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์
แม้มันจะเป็นเพียงอุบัติเหตุของวิวัฒนาการหรือผลพลอยได้จากการเปลี่ยนรูปของใบหน้า แต่มันก็ช่วยให้เราจำแนกตนเองจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และช่วยให้เราได้เดินตามคำที่ว่า "จงรู้จักตนเอง" ได้อย่างชัดเจนที่สุด
ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่เราพยายามออกไปสำรวจ บางทีปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอาจไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่ประทับอยู่บนใบหน้าของพวกเราทุกคน เป็นร่องรอยแห่งวิวัฒนาการที่เตือนให้รู้ว่า แม้ในสิ่งที่ดูไร้ความหมายที่สุด มนุษย์ก็ยังคงเป็นสายพันธุ์เดียวที่พยายามค้นหาความหมายจากมันเสมอ
โฆษณา