17 มี.ค. เวลา 05:14 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ล่าเรื่องร้อน รู้ให้ลึก EP.11 เสียงหลอนแห่งภูผี

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน สถานการณ์โลกในขณะนี้อย่างเช่นสงครามยูเครนหรือแม้กระทั่งสงครามอิหร่าน กำลังทำให้ทั่วโลกต้องหันมาจับตามองถึงความสำคัญของการพัฒนากองทัพเพื่อการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งชาติมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่ากองทัพไทยเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่จะต้องปฏิบัติตาม
แม้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้จะยังไม่อยู่ในระดับความขัดแย้งที่ได้รับความน่าสนใจจากทั่วโลกเหมือนสงครามอิหร่าน แต่ก็มีเสียงเครื่องบินขับไล่ F-16 ดังสนั่นไปทั่วน่านฟ้าอีสานใต้จากการฝึกผสม Cope Tiger 2026 ร่วมกันระหว่างกองทัพอากาศไทย กองทัพอากาศสหรัฐฯ และกองทัพอากาศสิงคโปร์ อันที่จริงแล้วเครื่องบินขับไล่ F-16 นั้นก็เป็นเครื่องบินรบที่เขมรกลัวมากหลังจากการปะทะรอบแรกในเดือนกรกฎาคมปีค.ศ.2025 เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันครับ
ก่อนที่จะไปถึงเหตุผลที่ว่าทำไมกัมพูชาถึงกลัวเอฟ-16 ในสมรภูมิชายแดนทุกพื้นที่รวมถึงที่นี่ ก่อนอื่นมาดูสิ่งที่ทำให้ทหารไทยขนหัวลุกจากประสบการณ์จริง ณ ที่แห่งหนึ่งในอธิปไตยไทยที่เรียกว่า ภูผี ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ตามรอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชาในเขตจังหวัดศรีสะเกษ
ที่นี่ไม่ได้มีชื่อนี้มาแต่ดั้งเดิม หากแต่ชื่อนี้ถูกขนานนามขึ้นภายหลังโศกนาฏกรรมในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคสงครามเขมรแดงที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากการอพยพและการสู้รบ ไปจนถึงการเสียชีวิตของทหารและชาวบ้านจากโรคไข้ป่าหรือมาลาเรีย และกับระเบิดที่ฝังรากลึกอยู่ใต้ผืนดินนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นที่มาของภูผีร้อยศพ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวลี้ลับที่ทหารแนวหน้าต้องเผชิญ
สำหรับทหารพรานและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ภูผี มีความเชื่อและกฎข้อบังคับที่สืบทอดกันมาเพื่อความอยู่รอดจากสิ่งลี้ลับ กฎของการลาดตระเวน มีคำเตือนว่าห้ามไปลาดตระเวนด้วยจำนวนคนต่ำกว่า 7 คน เมื่อถึงเวลาค่ำคืนต้องหยุดพัก ณ จุดที่กำหนด และต้องนับจำนวนคนให้ครบก่อนฟ้าสาง เมื่อความมืดปกคลุมห้ามทักและห้ามขานรับเสียงใดๆ ก็ตามที่ได้ยินโดยไม่ทราบที่มารวมถึงห้ามพูดย้ำหรือนับจำนวนคนในตอนกลางคืน เพราะมีความเชื่อว่าอาจทำให้เพื่อนร่วมทีมหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในตอนเช้า
ทหารในพื้นที่มักพบเจอเหตุการณ์แปลกๆ เช่น เสียงผู้หญิงกรีดร้ง เสียงผู้ชายร้องด้วยความเจ็บปวด หรือเสียงเด็กร้องไห้กลางป่าในตอนกลางคืน บางครั้งได้ยินเสียงตะโกนด่าหรือเสียงเรียกที่ขยับเข้าใกล้มาเรื่อยๆ แต่เมื่อไปตรวจสอบกลับไม่พบตัวตน สิ่งเหล่านี้กลายเป็นบททดสอบจากสิ่งลี้ลับที่ทหารไทยทั้งทหารพรานและทหารหลักต้องใช้ความนิ่งและความอดทนอย่างสูงเพื่อไม่ให้หลงกลต่อเสียงเหล่านั้น
ในขณะที่ทหารไทยเผชิญกับอาถรรพ์บนภาคพื้นดิน ทหารกัมพูชากลับต้องเผชิญกับเสียงหลอนจากเวหา ซึ่งสร้างความหวาดกลัวในรูปแบบของอาวุธสงครามที่เหนือกว่าและร้ายแรงประหนึ่งวิญญาณมาเอาชีวิต ว่ากันว่าในสมรภูมิภูผีช่วงเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ทหารกัมพูชาพยายามบุกโจมตีฐานของไทยทั้งกลางวันและกลางคืน โดยใช้ไฟฉายติดหน้าผากส่องสว่างเป็นสายยาวลงมาจากภูผี ซึ่งกลายเป็นการเปิดเผยพิกัดอย่างชัดเจน
เมื่อฝ่ายไทยขอการสนับสนุนทางอากาศ เพียงไม่กี่นาทีต่อมาไข่ยักษ์จากเครื่องบินรบรุ่นสว.ของกองทัพอากาศไทยก็ถูกทิ้งลงใส่แนวรบของกัมพูชา ส่งผลให้ทหารกัมพูชากลายเป็นผู้เสียชีวิตนับพันนายในชั่วพริบตา พร้อมกับทิ้งเสียงไอพ่นไว้ในสมรภูมินี้ เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดกลัวอย่างรุนแรงจนมีรายงานประเมินตัวเลขความสูญเสียสูงถึง 6,000 นาย
สิ่งที่เป็นต้นกำเนิดเสียงหลอนที่น่าเกรงขามที่สุดคือ F-16 Fighting Falcon หรือ "ไวเปอร์" (Viper) ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของกองทัพอากาศไทยที่ใช้ความสามารถในการรบเวลากลางคืนและสร้างเสียงไอพ่นสุดหลอนฝังเข้าไปในหัว จนทหารกัมพูชาต้องหาที่หนีอุตลุต
สำหรับความเป็นมาของเครื่องบินขับไล่ General Dynamics F-16 Fighting Falcon หรือที่นักบินผู้ควบคุมเครื่องบินแบบนี้เรียกกันว่า "ไวเปอร์" มีจุดเริ่มต้นจากการปฏิวัติแนวคิดในการรบทางอากาศ ในช่วงทศวรรษที่ 1960 กองทัพอากาศสหรัฐฯ เผชิญกับความล้มเหลวในสงครามเวียดนาม เนื่องจากเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดในยุคนั้น เช่น F-4 Phantom II ถูกออกแบบมาให้เป็นขุนศึกแบกของหนักที่บินเร็วไม่เน้นความคล่องตัวและไม่มีปืนใหญ่ประจำเครื่อง เพราะเชื่อว่าการรบทางอากาศระยะประชิดหรือ Dogfight ได้ตายไปแล้ว
แต่เมื่อต้องเผชิญกับเครื่องบินขับไล่ตระกูล MiG ของกองทัพอากาศเวียดนามซึ่งจัดหามาจากโซเวียตที่มีความคล่องตัวกว่าในการสู้รบทางอากาศระยะประชิด ส่งผลให้เครื่องบินรบที่มีราคาแพงของกองทัพอากาศสหรัฐฯ กลับถูกยิงตกจำนวนมาก
เหตุการณ์นี้ทำให้กลุ่มนายทหารและวิศวกรที่เรียกตนเองว่า "ไฟเตอร์มาเฟีย" (Fighter Mafia) นำโดยนาวาอากาศเอก จอห์น บอยด์ (John Boyd) ลุกขึ้นมาท้าทายแนวคิดเดิมกับผู้ใหญ่ในกองทัพอากาศ ท่านได้เสนอทฤษฎีพลังงานและการเคลื่อนที่ โดยท่านแย้งว่าความเหนือกว่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ความเร็วสูงสุด แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนสถานะพลังงานได้อย่างฉับพลัน เช่น การเร่งความเร็วและการเลี้ยววงแคบโดยไม่เสียความเร็ว
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 สหรัฐฯ จึงเริ่มโครงการเครื่องบินขับไล่น้ำหนักเบา หรือ Lightweight Fighter (LWF) เพื่อสร้างอากาศยานทางทหารที่เน้นความคล่องตัวสูงและต้นทุนต่ำ โดยมีมีการแข่งขันระหว่างเครื่องบินต้นแบบ 2 รุ่นคือ YF-16 จากบริษัท General Dynamics และ YF-17 จากบริษัท Northrop
ในที่สุด YF-16 ได้รับชัยชนะ เนื่องจากมีสมรรถนะการเร่งความเร็ว อัตราการไต่ และอัตราการเลี้ยวที่เหนือกว่า รวมถึงการใช้เครื่องยนต์ชนิดเดียวกับ F-15 ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา F-16 นั้นถูกออกแบบมาเพื่อรีดสมรรถนะทางฟิสิกส์จนถึงขีดสุดของมนุษย์จะทนได้ โดยมีนวัตกรรมสำคัญไม่ว่าจะเป็น ระบบ Fly-by-Wire หรือระบบควบคุมการบินด้วยพลังงานไฟฟ้าแทนสายเคเบิลแบบเดิมในเครื่องบินรบรุ่นก่อน ช่วยให้เครื่องบิน F-16 มีความคล่องตัวมหาศาล
ความไม่เสถียรทางอากาศของเครื่องบินขับไล่ F-16 ถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบสนองต่อการสั่งการได้รวดเร็วที่สุดในการทำท่าการบินรบทางอากาศ โดยมีคอมพิวเตอร์ช่วยประคองไม่ให้เครื่องตก ซึ่งผิดกับเครื่องบินรบที่มีใช้ในยุคสงครามเย็นที่ไม่มีระบบเช่นนี้
ด้วยแนวคิดนี้ทำให้กองทัพอากาศพันธมิตรหันมาสนใจ F-16 มากขึ้น มีห้องนักบินแบบใช้ฝาครอบชิ้นเดียวทำให้นักบินมองเห็นได้รอบตัว 360 องศา ประดุจนั่งอยู่บนหอคอยลอยฟ้า สำหรับการรับแรง G F-16 จะมีการเอียงเบาะนั่งไปด้านหลัง 30 องศาเพื่อให้นักบินทนต่อแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางได้สูงถึง 9 เท่าของแรงโน้มถ่วงหรือ 9G
อีกหนึ่งระบบที่ทำให้เจ้าเหยี่ยวพิฆาตเป็นอากาศยานที่กองทัพอากาศไทยให้ความสนใจในช่วงจัดหาใหม่ๆ กล่าวคือมันเป็นเครื่องที่บินง่าย เพราะมีระบบ “Head Up Display" หรือเรียกย่อๆ ว่า “ฮัด = HUD” ข้อมูลที่จำเป็นและที่ต้องการจะวิ่งเข้าไปปรากฏในจอตรงหน้า ทำให้นักบินรู้สถานภาพของตนได้รวดเร็ว ผิดกับเครื่องบินรุ่นเก่าที่บางอย่างไม่มีให้นักบินไทย เมื่อ HUD โชว์ผลมันจึงสะดวกสบายสำหรับนักบินบ้านเรา
อีกทั้งยังมีจอใหญ่ตรงหน้าบริเวณส่วนล่างของหน้าปัดแผงเครื่องวัด ก็เป็นส่วนแสดงที่สำคัญในการใช้เรดาร์ตรวจ และควบคุมการยิงเรดาร์เป็นแบบ APG-66 ซึ่งทันสมัยที่สุดที่มีใช้ในเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่ทั้งหลายของโลกตะวันตก
เมื่อใช้เรดาร์ตรวจจับและควบคุมการยิงได้ผล นักบินไทยก็ต้องมารู้จักการใช้อาวุธประจำกายเจ้าเหยี่ยวพิฆาตนี้ มันมีปืนใหญ่อากาศขนาด 20 ม.ม. แบบ M61A1 หลายลำกล้องอยู่ 1 กระบอกติดตั้งอยู่ด้านซ้ายของลำตัว นอกจากนั้นแล้วที่ใต้ปีกทั้งสองข้าง รวมทั้งใต้ลำตัวด้วยจะมีจุดที่ติดอาวุธได้ 7 ตำแหน่ง
ซึ่งจะสามารถบรรทุกต่างๆได้แล้วแต่ภารกิจที่นักบินบินเช่น อาจบรรทุกระเบิดได้น้ำหนักรวมประมาณ 15,000 ปอนด์ เพื่อไปโจมตีเป้าหมายที่ภาคพื้นดิน แต่ถ้าจะทำการบินสกัดกั้นหรือทำการรบทางอากาศก็จะติดตั้งอาวุธจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศแบบ AIM-9L "Sidewinder” หรือ AIM-120 AMRAAM ได้ 6 นัด
อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นมิติใหม่ของนักบินไทยกับเอฟ-16 ก็คือความรู้สึกขณะบังคับ เหยี่ยวพิฆาตให้เลี้ยว การบังคับแบบนี้ใช้การดึงคันบังคับมาข้างหลัง ดึงมากก็เลี้ยวเร็วดึงน้อยก็เลี้ยวช้า ในสมัยก่อนจะได้ขับเอฟ-16 นักบินที่เคยบินเครื่องแบบเก่ามาก่อน เวลาใช้มือดึงคันบังคับมาข้างหลัง เมื่อเกิดแรงจีมากขึ้นๆ จะรู้สึกหนักมือหนักแรงที่ดึงคันบังคับ
แต่กับเอฟ-16 นี้ไม่เป็นอย่างนั้น
เมื่อดึงให้เกิดแรงจีมากขึ้นๆ แรงมือที่ใช้กับคันบังคับไม่ค่อยตึงเท่าใด อีกทั้งยิ่งความคล่องตัวสูง แรงจีสูงจึงเป็นสิ่งที่นักบินไทยเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องบินเจ้าเหยี่ยวเหล็กตัวนี้
ในกองทัพอากาศไทยได้มีการจัดตั้งโครงการพีซ นเรศวร (PEACE NARESUAN) เพื่อเป็นการจัดหา F-16 ซึ่งจะมามำหน้าที่เป็นอากาศยานสำคัญในการรักษาอำนาจทางอากาศในดินแดนสุวรรณภูมิ เรื่องมีอยู่ว่าช่วงต้นทศวรรษ 1980 กองทัพอากาศไทยต้องการเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงเพื่อคานอำนาจกับเครื่องบินขับไล่ MiG-23 ที่วางกำลังในเวียดนาม และเห็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่กองทัพอากาศอิสราเอลนำ F-16 ไปโจมตีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ออซอิรัก ในประเทศอิรัก
แม้ตอนแรกสหรัฐฯ จะเสนอขายเหยี่ยวพิฆาตรุ่นลดสมรรถนะ แต่พลอากาศเอกประพันธ์ ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศไทยยืนกรานขอซื้อรุ่น F-16A/B Block 15 OCU ซึ่งเป็นรุ่นที่ทันสมัยในขณะนั้น และได้รับการอนุมัติในปีค.ศ.1985
เมื่อโครงการพีซ นเรศวร 1 และ 2 ผ่านฉลุย กองทัพอากาศไทยก็ได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ F-16A เข้าประจำการที่ฝูงบิน 103 กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา ในปี 1988 และ 1991 ตามมาด้วยโครงการพีซ นเรศวร 3 ในปีค.ศ.1995 เพิ่มขีดความสามารถในการโจมตีเวลากลางคืนด้วย F-16A และ F-16B ล็อตใหม่ พร้อมกับมีการติดตั้งกระเปาะชี้เป้าและระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ โดยได้เข้าประจำการที่กองบิน 4 ตาคลี
ปิดท้ายด้วยพีซ นเรศวร 4 ในปีค.ศ.1999 ได้มีการจัดหา F-16 ADF ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่มือสองจากกองกำลังรักษาดินแดนทางอากาศสหรัฐฯ ทำให้ไทยมีขีดความสามารถในการรบระยะไกลเกินสายตา (Beyond Visual Range : BVR) เป็นครั้งแรกด้วยมิสไซล์อากาศสู่อากาศพิสัยปานกลาง AIM-120 AMRAAM
ในปลายยุค 2000 กองทัพอากาศไทยได้ดำเนินโครงการ Mid-Life Upgrade (MLU) ให้กับเครื่องบินขับไล่ F-16 ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีเพื่อเปลี่ยนเครื่องบินขับไล่ยุคสงครามเย็นให้มีสมรรถนะเทียบเท่าเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5
โดยติดตั้งระบบ Link 16 ,เรดาร์ AN/APG-68 , ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ AMRAAM , ระบบควบคุมการบินในห้องนักบินเหมือน Block 50/52 , ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ ,ระบบ IFF สำหรับพิสูจน์ฝ่าย ,กระเปาะชี้เป้า Sniper ATP และหมวกนักบิน JHMCS ที่สามารถเล็งเป้าได้เพียงแค่การหันมอง โดยการอัพเกรดนี้จะทำให้บินต่อไปได้อีก 20-30 ปี
ในสมรภูมิสมัยใหม่ F-16 กองทัพอากาศไทยไม่ได้่บอย่างโดดเดี่ยว แต่ยังทำหน้าที่สำคัญในการร่วมรบ นั่นคือการใช้งานระบบ Data Link อย่าง Link 16 ซึ่งระบบนี้ทำให้นักบินสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเรือรบ รถถัง หรือแม้แต่เครื่องบินในกองทัพอากาศไทยได้แบบเรียลไทม์ เปรียบได้กับการส่งข้อความเข้าไปในไลน์กลุ่มหรือในแชตกลุ่ม ทำให้ผู้ส่งและผู้รับเข้าใจตรงกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงสามารถปิดเกมสงครามได้เร็ว
และแล้วสมรรถนะของ F-16MLU ฝูงบิน 403 ก็ได้ถูกนำมาใช้จริงในเหตุการณ์ปะทะบริเวณภูผีในรอบเดือนกรกฎาคมและเดือนธันวาคมร่วมกับ F-16A จากฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช การโจมตีทางอากาศครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกและสูญเสียให้กับกองทัพกัมพูชาอย่างมหาศาล
ในขณะที่ทหารกัมพูชาใช้ยุทธวิธีแบบเดิม เช่น การใช้ไฟฉายติดหน้าผากเดินเป็นสายยาวในคืนมืด ซึ่งเป็นการเปิดเผยพิกัดอย่างชัดเจน ฝ่ายไทยได้ส่ง F-16 เข้าสนับสนุนและทิ้งไข่ยักษ์เข้าใส่พิกัดอย่างแม่นยำ การโจมตีทางอากาศที่รวดเร็วและแม่นยำนี้ ส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชาสูญเสียกำลังพลจำนวนมากไม่ต่ำกว่าหลักพัน
แม้กองทัพกัมพูชาจะพัฒนาฐานที่มั่นเลียนแบบเวียดกงเพื่อพรางตัว แต่ก็ไม่สามารถต้านทานอาวุธนำวิถีและการล็อกพิกัดจากเวหาของ F-16MLU และ F-16A ที่สามารถทำลายบังเกอร์ได้อย่างง่ายดาย
จริงที่ว่าผีกัมพูชาที่ภูผีอาจทำได้เพียงหลอกหลอนทหารไทย แต่ F-16 ไวเปอร์ที่บินตรงมาจากโคราชทั้ง 2 ฝูงคือ มัจจุราชที่เปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นสุสานในชั่วพริบตา ในการปะทะที่ภูผีทหารกัมพูชาไม่มีแม้แต่ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานหรือจรวดแซมบนเขาลูกนี้ จึงง่ายดายต่อการตกเป็นเป้าของ F-16 ทั้งรุ่น OCU และ MLU ซึ่งได้ใช้ระเบิดทันสมัย แม้กระทั่งรถถัง T-55 ที่มาประจำการที่ภูผีก็ไม่รอดเช่นกัน
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีการบินยุคสงครามเย็นนี้มีความน่าเกรงขามเหนือกว่าเรื่องลี้ลับคือ มองไม่เห็นเครื่องแต่ข้าศึกบนพื้นถูกสังหารได้ในชั่วพริบตา เพราะ F-16 สามารถระบุเป้าหมายทางการทหารทั้งหมดได้จากความสูง 40,000 ฟุตได้แม้ในคืนที่มืดสนิท แม้ฝ่ายกัมพูชาจะพยายามปรับปรุงฐานที่มั่นโดยการขุดรูหรือทำฐานใต้ดินเลียนแบบทหารเวียดกงในยุคสงครามเย็น แต่กองทัพอากาศไทยก็มีระเบิดทำลายบังเกอร์ที่สามารถทำลายที่มั่นเหล่านั้นได้อย่างไม่ยากเย็น
อีกทั้งด้วยการใช้ระบบ Data Link แบบ Link 16 และเรดาร์ประสิทธิภาพสูงทำให้ F-16 กองทัพอากาศไทยสามารถล็อกพิกัดและสังหารศัตรูร่วมกับกองทัพบกไทยได้ ไม่เพียงเท่านี้เมื่อทหารกัมพูชาได้ยินเสียงเครื่องยนต์ แต่ไม่เห็นเครื่อง พวกเขาจะต้องทิ้งอาวุธหนี เพราะไม่มีทางใดเลยที่จะสอย F-16 ให้ได้ดั่งใจพวกเขา
อนาคตของไวเปอร์หรือ F-16 จากที่ได้สร้างตำนานเป็นเสียงหลอนจากเวหาในสมรภูมิภูผีหรือตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จะไม่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา แต่จะวิวัฒนาการไปสู่การเป็นเพชฌฆาตยุคดิจิทัลที่ทรงอิทธิพลยิ่งขึ้น
แม้เครื่องบินรุ่นนี้จะถือกำเนิดมานานกว่าครึ่งศตวรรษ แต่ไวเปอร์ถูกขนานนามว่าเป็นอากาศยานที่ปฏิเสธจะเลือนหายไปตามกาลเวลา นักวิเคราะห์ทางการทหารประเมินว่าด้วยโครงสร้างทางกายภาพที่ยอดเยี่ยมและการปรับปรุงระบบสมองกลอย่างต่อเนื่อง จะทำให้มันยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์น่านฟ้าได้อย่างน่าเกรงขามไปจนถึงปีค.ศ.2050
ในขณะที่ไทยใช้ Block 15 กองทัพอากาศไทยก็กำลังจะประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่จากบริษัท SAAB สวีเดนอย่าง Gripen E/F ซึ่งถือเป็นคู่แข่งของ F-16 Block 70/72 ผู้ผิดหวังในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบใหม่ของกองทัพอากาศไทยเพราะ Gripen ชนะด้วยข้อเสนอที่มีมากมายและมีราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งจากสหรัฐฯอย่าง F-16 Block 70
สำหรับ F-16 Block 70 นี้หากกองทัพอากาศไทยเลือกเข้าประจำการจะมีการติดตั้งเรดาร์ APG-83 AESA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 อย่าง F-35 ทำให้นักบินสามารถตรวจจับเป้าหมายได้ไกลและแม่นยำกว่าเดิมหลายเท่า สามารถติดตามเครื่องบินศัตรูพร้อมกับสแกนเป้าหมายบนพื้นดินได้ในเวลาเดียวกัน แถมยังมีระบบ Viper Shield จะสร้างฟองสบู่แห่งการอยู่รอดโดยการยิงลำแสงรบกวนสัญญาณของศัตรูและสร้างเป้าลวงดิจิทัล ทำให้ไวเปอร์สามารถฝ่าแนวป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบันได้อย่างปลอดภัย
F-16 บล็อก 70 ที่กองทัพอากาศไทยอาจได้ใช้หากไม่ไปจัดซื้อ Gripen E/F จะมีทีเด็ดเหมือน F-16MLU ที่ใช้ ณ กองบิน 4 ตาคลีคือ Link 16 การแชร์ข้อมูลแบบ Real-time นี้จะถูกแชร์ให้กับทหารที่ประจำการบนพื้นดิน บนเรือรบ หรือเครื่องบินแบบอื่นในทันที ซึ่งจะทำให้กองทัพไทยมีความได้เปรียบมากยิ่งขึ้น
ในสงครามสมัยใหม่กองทัพอากาศไทยสามารถที่จะจัดซื้อ F-35 ได้ แต่ความไม่พร้อมของสนามบินกองบิน 1 โคราช และความไม่แน่นนอนทางการเมืองของไทย สหรัฐฯ จึงเสนอให้จัดหา F-16 บล็อก 70 ซึ่งเป็นผู้ลั่นไกสังหารเป้าหมายระยะไกลด้วยระเบิดนำวิถีที่ปล่อยจากสูงหลายหมื่นฟุตหรือแม้แต่ขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกล อาวุธเหล่านี้สามารถปล่อยได้ โดยที่ F-16 ไม่ต้องบินเข้าไปทิ้งระเบิดแบบเมื่อก่อน ควบคู่ไปกับการจัดหา F-15EX
เมื่อกองทัพอากาศไทยเลือก Gripen ฝูงใหม่ซึ่งจะมาสานต่อ F-16 รุ่นแรกที่เคยออกรบไปก่อนหน้านี้ การมีเครื่องบินขับไล่ Gripen ไม่ใช่การปิดตำนานเหยี่ยวพิฆาตในกองทัพอากาศไทยที่บินมาเป็นเวลาเกือบ 4 ทศวรรษ แต่ยังเป็นการการันตีว่าเครื่องบินรบต่างค่ายสามารถรบร่วมกันได้
ดังจะเห็นได้จากการนำ F-16 และ Gripen มารบร่วมกันในการปะทะที่ผ่านมา สำหรับกองทัพอากาศไทยการใช้ F-16 ออกรบที่ภูผีถือเป็นกำลังหลักในการปกป้องอธิปไตยและจะเป็นกำลังรบหลักหากมีการปะทะรอบ 3 เกิดขึ้น
ปัจจุบันนี้สิ่งที่ส่อแววว่าจะมีการปะทะนั้นจะเห็นได้จากในสถานการณ์ที่มีความเคลื่อนไหวทางทหารของกัมพูชาอย่างต่อเนื่องบริเวณชายแดนอีสานใต้ ซึ่งปัจจุบันมีการตรวจพบจากทหารในพื้นที่ว่ากัมพูชาได้เสริมกำลังพลและอาวุธหนักเข้าสู่พื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะบริเวณภูผี จังหวัดศรีสะเกษ อย่างมีนัยยะสำคัญ
กล่าวคือมีการเสริมรถถัง รถหุ้มเกราะและอาวุธหนักคาดว่าเป็นเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องแบบ BM-21 เข้ามาซุกซ่อนในพื้นที่โดยใช้ผ้าใบคลุมไว้ พร้อมทั้งมีการตรวจพบการตั้งฐานปืนค.ขนาด 122 มม. จำนวน 6 กระบอกบริเวณตีนเขาภูผีฝั่งตะวันออก ซึ่งสามารถยิงสนับสนุนได้ไกลถึงผามออีแดงและปราสาทโดนตรวล
นายกรกต เกตุแก้ว อดีตทหารพรานค่ายปักธงชัยวิเคราะห์ว่าในขณะนี้ทหารกัมพูชาอาจใช้กลยุทธ์แบบเห็บหรือการรบแบบกองโจร โดยการขุดอุโมงค์และหลุมหลบภัยใต้ดินเลียนแบบเวียดกง เพื่อใช้ซุ่มโจมตีและก่อกวนให้ทหารไทยเกิดความเครียด
ด้วยประสิทธิภาพของ F-16 ถูกพิสูจน์แล้วในเหตุการณ์ปะทะที่ภูผี ซึ่งเกิดขึ้นทั้งช่วงเดือนกรกฎาคมและเดือนธันวาคมปีค.ศ.2025 ทำให้ฝ่ายกัมพูชาต้องพ่ายแพ่อย่างย่อยยับ
การโจมตีของ F-16 แม้จะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในพื้นที่ปะทะจำนวนมาก เกิน 6,000 นายหรืออาจมากกว่านั้นเลยด้วยซ้ำ แต่กัมพูชาก็ยังดื้อด้านที่จะเข้ามาอาศัยอยู่บนภูผีเพื่อรอวันปะทะกับทหารไทย ทั้งนี้และทั้งนั้นด้วยประสิทธิภาพและศักยภาพของ F-16 ที่มีประจำการก็พร้อมที่จะโจมตีเป้าหมายเพื่อผลักดันทหารกัมพูชาออกไปจากภูเขาแห่งนี้ให้จงได้
ข้อมูลจำเพาะ F-16MLU กองทัพอากาศไทย
ประเภท : เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่นั่งเดี่ยว (Multirole fighter)
ภารกิจ : ปฏิบัติภารกิจขับไล่สกัดกั้นทุกกาลอากาศ โจมตี และลาดตระเวนทางอากาศ
มิติ
ปีกกาง : 9.8 เมตร
ความยาว : 4.8 เมตร
น้ำหนัก
น้ำหนักตัวเปล่า : 7,070 กิโลกรัม (15,586 ปอนด์)
น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด : 16,057 กิโลกรัม (35,400 ปอนด์)
บรรทุกอาวุธ : 5,443 กิโลกรัม (12,000 ปอนด์) ตำบลติดอาวุธภายนอกลำตัว 9 แห่ง
ระบบเรดาร์ : AN/APG-68
อุปกรณ์เดินอากาศ/โจมตี
กระเปาะสไนเปอร์ รูบิส และ แอตลิส II (ทอ.ไทย)
เครื่องยนต์ :
เทอร์โบแฟน เอฟ100พีดับเบิลยู220 ขนาดแรงขับ 29,000 ปอนด์ พร้อมสันดาปท้าย จำนวน 1 เครื่อง
สมรรถนะทางการบิน
ความเร็วสูงสุด : 2 มัค (2,124 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
เพดานบิน : 15,000 เมตร (50,000ft.)
บินไกลสุด
ไม่เติมเชื้อเพลิงในอากาศ : 1,500 กิโลเมตร (810 ไมล์ทะเล)
รัศมีรบ : 630 กิโลเมตร (340 ไมล์)
เมื่อบรรทุกอาวุธสูงสุด
ระบบอาวุธ
ปืนใหญ่อากาศ : เอ็ม 61 เอ 1 ขนาด 20 มิลลิเมตร 6 ลำกล้อง 1 กระบอก กระสุน 500 นัด
ระบบอาวุธอากาศ-สู่-อากาศ :
จรวดนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ พิสัยใกล้ เอไอเอ็ม-9 ไซด์ไวน์เดอร์
จรวดนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศพิสัยปานกลาง
เอไอเอ็ม-120 แอมแรม
ระเบิดซีบียู, อาวุธปล่อยนำวิถีเอจีเอ็ม-65
มาเวอริค ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ขนาดต่าง ๆ และระเบิดไม่นำวิถี
สถานะ : ปัจจุบันกองทัพอากาศไทยมีเอฟ-16 ประจำการจำนวน 18 ลำที่ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี
ในการฝึกผสมทางอากาศ Cope Tiger 2026 กองทัพอากาศไทยได้นำ F-16 ที่เคยไปบึ้มทหารกัมพูชาที่ภูผีขึ้นฝึกบินทั้ง 2 ฝูง ส่วนที่ภูผีในขณะนี้การมาถึงของทหารกัมพูชาเป็นเรื่องที่ทหารไทยไม่สามารถนิ่งนอนใจได้
หากการฝึกนี้จบลง F-16 ของกองทัพอากาศไทยจะหวนสู่สมรภูมิได้หรือไม่ แล้วจะได้รบเมื่อใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับข่าวการเสริมกำลังที่ปรากฎออกมาในขณะนี้จนไปถึงช่วงเลยเดือนเมษายน อย่างไรก็ดีทุกๆ 1 สัปดาห์ ทุกๆเดือนนับตั้งแต่เข้าประจำการ F-16 ไม่มีวันหยุดบิน เพราะนี่คือหน้าที่ที่สำคัญในการขึ้นไปปกป้องแผ่นดิน หากกองทัพอากาศไม่มี F-16 ก็เปรียบได้กับกับอาหารไม่มีรสชาติ ดังนั้นตราบใดที่ความขัดแย้งยังไม่จบ เราจะยังได้ยินชื่อ F-16 เรื่อยไปจนกว่าจะถึงวันปลดประจำการ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
RTAF News
Sompong Nondhasa
Krit Surisukh
KH.SIM
H..C.HO
Airlinesweek
CATNAP.Job.Jpeg
P'ommy Pitisin
Whutchanunt Phutchanrinya
Anurake NIKON NPS
Thai Weapon Channel
รายการทุบโต๊ข่าว
เรียบเรียงโดย : นักรบดาวแดง
โฆษณา