17 มี.ค. เวลา 11:00 • ธุรกิจ

ย้อนรอย Atari อดีตที่ถูกซ่อนไว้ของ Steve Jobs ก่อนสร้างอาณาจักรแอปเปิล

เมื่อพูดถึงชื่อ Steve Jobs หลายคนคงนึกถึงภาพของชายในเสื้อคอเต่าสีดำ ผู้เป็นทั้งนักนวัตกรรมและผู้พลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปตลอดกาล
เขาคือผู้ร่วมก่อตั้ง Apple และก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารสูงสุดของ Pixar เขาเป็นผู้นำเสนอเทคโนโลยีที่เรียบหรูและใช้งานง่ายให้โลกได้รู้จัก
สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตและการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกของเราไปอย่างสิ้นเชิง เขาได้รับรางวัลเกียรติยศมากมายตลอดชีวิตการทำงานอันยิ่งใหญ่…
แต่ก่อนที่จะมีความสำเร็จอันหอมหวาน ก่อนที่จะมีอุปกรณ์เปลี่ยนโลกอย่างไอพอดหรือไอโฟน
ชายคนนี้เคยเป็นเพียงแค่นักศึกษาที่เรียนไม่จบ แต่งตัวซอมซ่อ และต้องการงานทำอย่างสิ้นหวัง
ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 1974 ท่ามกลางบรรยากาศของ Silicon Valley มีบริษัทวิดีโอเกมแห่งหนึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ชื่อว่า Atari
ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่เท่และมีบรรยากาศการทำงานที่ผ่อนคลายที่สุดในยุคนั้น และเป็นสถานที่ที่ Steve Jobs เลือกเดินเข้าไปสมัครงาน
ในวันนั้นโปรไฟล์ของเขาแทบจะไม่มีอะไรน่าสนใจ เขาเพิ่งตัดสินใจลาออกจาก Reed College ในเมือง Portland รัฐ Oregon
เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ดิ้นรนกับระบบการศึกษาและเกลียดชังการถูกตีกรอบด้วยกฎเกณฑ์ เขาเคยบ่นเรื่องนี้ให้เพื่อนสนิทอย่าง Steve Wozniak ฟังอยู่บ่อยครั้ง
แม้เพื่อนสนิทจะบอกว่านั่นคือเรื่องปกติของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้น
สุดท้ายเขาจึงเลือกเก็บกระเป๋าย้ายกลับมาอยู่ที่ California…
การปรากฏตัวของเขาที่สำนักงานใหญ่ของ Atari สร้างความประหลาดใจให้กับพนักงานทุกคน เขามีกลิ่นตัวที่รุนแรง แต่งตัวรุ่มร่าม และดูแปลกประหลาด
บุคลิกของเขาดูเย่อหยิ่งและมั่นใจในตัวเองสูงจนเกินพอดี หัวหน้าวิศวกรอย่าง Al Alcorn ถึงกับได้รับรายงานว่ามีเด็กฮิปปี้มาปักหลักอยู่ที่ล็อบบี้และยืนกรานว่าจะไม่ไปไหนจนกว่าจะได้งาน
แม้ว่า Atari จะเพิ่งก่อตั้งมาได้เพียงสองปี แต่บริษัทก็มีผลงานชิ้นโบแดงอย่างเกม “Pong” ที่ฮิตถล่มทลายและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ
พวกเขาต้องการกำลังคนเพื่อผลิตเครื่องเล่นเกมให้ทันต่อความต้องการของตลาด พร้อมกับการคิดค้นนวัตกรรมชิ้นใหม่เพื่อรักษาความเป็นผู้นำ
มองจากมุมไหน Steve Jobs ก็ไม่น่าจะเป็นคำตอบของบริษัท เขามีทักษะทางเทคนิคน้อยมากและมีการศึกษาที่ไม่สูงนัก
แต่ด้วยความที่บริษัทกำลังขาดแคลนช่างเทคนิค Al Alcorn จึงตัดสินใจลองเสี่ยงจ้างเด็กหนุ่มคนนี้เข้ามาเป็นพนักงานคนที่ 40 ของบริษัท…
ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นแทบจะในทันที เขาเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้เลย
วิศวกรที่ต้องทำงานร่วมกับเขาถึงกับต้องเดินไปฟ้องหัวหน้าว่าชายคนนี้ทั้งสกปรก ก้าวร้าว และไม่มีความรู้เรื่องอิเล็กทรอนิกส์
Steve Jobs มีความเชื่อที่แปลกประหลาด เขาคิดว่าการกินมังสวิรัติแบบเคร่งครัดที่เน้นกินแต่ผลไม้ จะช่วยให้ร่างกายไม่มีกลิ่นเหม็น
เขาจึงคิดว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องอาบน้ำเป็นประจำหรือใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ซึ่งเป็นความคิดที่ทุกคนรอบตัวเห็นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
นอกจากเรื่องความสะอาด เขายังมีนิสัยที่ชอบวิจารณ์คนอื่นอย่างตรงไปตรงมาและใช้ถ้อยคำที่รุนแรง หากเขาคิดว่าใครทำงานไม่ได้เรื่อง เขาก็จะพูดออกไปตรงหน้า
ข้อวิจารณ์ที่บอกว่าเขาไม่ใช่วิศวกรตัวจริงนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เขาไม่มีความเชี่ยวชาญด้านวงจรไฟฟ้า แต่เขามีสิ่งที่คนอื่นไม่มีคือวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบและการตลาด…
แม้จะมีปัญหามากมาย แต่ผู้บริหารระดับสูงอย่าง Nolan Bushnell กลับมองเห็นบางอย่างในตัวเด็กหนุ่มคนนี้และรู้สึกถูกชะตาเป็นพิเศษ
เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง บริษัทจึงย้ายเขาไปทำงานในกะดึก เพื่อให้เขาได้ใช้เวลาซ่อมแซมแผงวงจรเพียงลำพังโดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใคร
ในช่วงเวลานั้นเขาเริ่มเก็บหอมรอมริบและมักจะแอบพา Steve Wozniak เพื่อนอัจฉริยะของเขาเข้ามาช่วยแก้งานทางเทคนิคที่ซับซ้อนในตอนกลางคืนอยู่เสมอ
ทำงานได้ไม่นานเขาก็สร้างความประหลาดใจอีกครั้งด้วยการขอลาออกเพื่อเดินทางไปตามหาความหมายของชีวิตกับกูรูทางจิตวิญญาณที่ประเทศอินเดีย
จังหวะนั้นเอง Atari กำลังประสบปัญหาเรื่องมาตรฐานเฟรมเรตของเครื่องเล่นเกมที่ถูกส่งไปประกอบในเมือง Munich ประเทศ Germany…
หัวหน้าวิศวกรจึงยื่นข้อเสนอให้เขาแวะไปแก้ปัญหาที่นั่นก่อน แล้วบริษัทจะออกค่าตั๋วเครื่องบินให้เขาเดินทางต่อไปยังอินเดียได้เลย
เขาแก้ปัญหาทางเทคนิคได้สำเร็จ แต่ก็ทิ้งวีรกรรมเรื่องกลิ่นตัวและทัศนคติที่ก้าวร้าวไว้ให้ทีมงานในยุโรปต้องปวดหัวไม่ต่างจากที่อเมริกา
หลังจากใช้เวลาเจ็ดเดือนในอินเดีย ผ่านทั้งการยกระดับจิตวิญญาณและการป่วยหนัก ในที่สุดเขาก็กลับมาทำงานกะดึกที่บริษัทเดิมอีกครั้งในปี 1975
คราวนี้บริษัทมีโปรเจกต์ใหญ่รออยู่ ผู้ก่อตั้งต้องการสร้างเกมอาร์เคดแนวใหม่ที่ผู้เล่นสามารถตีลูกบอลอัดกำแพงอิฐให้แตกไปทีละก้อน
พวกเขาต้องการให้ Steve Jobs เป็นคนรับผิดชอบโปรเจกต์นี้ หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือพวกเขาต้องการดึงตัว Steve Wozniak เข้ามาช่วยงานต่างหาก…
ผู้บริหารรู้ดีว่าข้อจำกัดของเกมในยุคนั้นคือต้นทุนของแผงวงจร เกมทั่วไปต้องใช้ชิปมากถึงร้อยกว่าตัวซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตสูงมาก
แต่ Steve Wozniak เคยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถออกแบบวงจรที่ใช้ชิปเพียงสามสิบตัวได้
บริษัทจึงเสนอเงินโบนัสพิเศษหากพวกเขาสามารถออกแบบเกมนี้โดยใช้ชิปน้อยกว่าห้าสิบตัว
Steve Jobs นำเรื่องนี้ไปบอกเพื่อนรัก แต่เขาโกหกว่าบริษัทต้องการงานนี้ภายในสี่วัน ทั้งที่จริงแล้วเขาแค่รีบเคลียร์งานเพื่อจะไปทำไร่แอปเปิลที่ Oregon
มันเป็นกรอบเวลาที่บ้าคลั่งและแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ Steve Wozniak ก็รับคำท้าและอดหลับอดนอนสร้างผลงานชิ้นนี้ขึ้นมาจนสำเร็จ
ในที่สุดเกม “Breakout” ก็ถูกสร้างขึ้นมาได้ภายในสี่วัน และใช้ชิปน้อยกว่าห้าสิบตัวตามเงื่อนไขเพื่อแลกกับเงินโบนัสพิเศษ…
แต่ความตลกร้ายก็คือ ผลงานการออกแบบวงจรนั้นมันล้ำหน้าและซับซ้อนเกินกว่าที่วิศวกรคนอื่นในโรงงานจะเข้าใจและนำไปผลิตซ้ำได้
สุดท้ายบริษัทต้องให้คนอื่นมาออกแบบวงจรใหม่โดยใช้ชิปเพิ่มเป็นร้อยตัวเพื่อให้สามารถผลิตขายได้จริง แต่เกมนี้ก็กลายเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของบริษัท
เรื่องราวควรจะจบลงด้วยความสำเร็จของทั้งคู่ แต่มันกลับกลายเป็นรอยด่างพร้อยที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความแตกต่างทางศีลธรรมของคนทั้งสองคน
เมื่อข้อตกลงเรื่องเงินตอบแทนถูกเปิดเผย Steve Jobs บอกเพื่อนแค่ว่าบริษัทจ่ายค่าจ้างให้เจ็ดร้อยดอลลาร์ และพวกเขาจะแบ่งเงินกันคนละครึ่ง
เพื่อนผู้ซื่อสัตย์รับเงินสามร้อยห้าสิบดอลลาร์ด้วยความเต็มใจ โดยไม่เคยรู้เลยว่ามีเงินโบนัสพิเศษอีกห้าพันดอลลาร์ที่ถูกปิดบังเอาไว้…
ในยุคที่เงินห้าพันดอลลาร์มีมูลค่ามหาศาล Steve Jobs เก็บเงินก้อนนั้นไว้คนเดียวและปล่อยให้เพื่อนรักอยู่ในความมืดมิดนานหลายปี
1
ความลับไม่มีในโลก วันหนึ่ง Steve Wozniak บังเอิญไปอ่านเจอเรื่องราวของโบนัสก้อนนี้ในหนังสือ และได้รับการยืนยันจากปากของผู้ก่อตั้ง Atari ในงานปิกนิก
เมื่อถูกถามว่าเอาเงินห้าพันดอลลาร์ไปทำอะไร เขาถึงกับอึ้งและพูดไม่ออก ความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกเพื่อนรักหักหลังมันฝังลึกอยู่ในใจ
เขาเคยให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า หากเพื่อนเดินมาขอกันตรงๆ เขาก็พร้อมจะยกเงินก้อนนั้นให้ทั้งหมด เพราะคำว่าเพื่อนย่อมสำคัญกว่าเงินทอง
แม้จะถูกเปิดโปง แต่ Steve Jobs ก็มักจะปฏิเสธหรือเงียบใส่เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ แต่ท้ายที่สุดมิตรภาพของทั้งคู่ก็สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งนี้มาได้…
พวกเขาเดินหน้าต่อไปเพื่อทำตามความฝันในการเป็นผู้ประกอบการ จนนำไปสู่การสร้างคอมพิวเตอร์ “Apple I” และการก่อตั้งบริษัทของตัวเองในที่สุด
ในช่วงที่บริษัทกำลังตั้งไข่และต้องการเงินทุน พวกเขาเคยกู้หน้ากลับไปเสนอขายหุ้นหนึ่งในสามของบริษัทให้กับผู้ก่อตั้ง Atari ในราคาห้าหมื่นดอลลาร์
แต่น่าเสียดายที่ข้อเสนอนั้นถูกปฏิเสธไป ซึ่งหากมองย้อนกลับมาในวันนี้ มันคงเป็นการพลาดโอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ชายผู้ปฏิเสธข้อเสนอนั้นบอกว่าเขาไม่ได้รู้สึกเสียใจ เพราะชีวิตปัจจุบันของเขาก็มีความสุขและสมบูรณ์แบบมากพอแล้ว
ประสบการณ์จากการออกแบบเกมที่ Atari ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยบ่มเพาะวิสัยทัศน์และทักษะการออกแบบผลิตภัณฑ์ในเวลาต่อมา
จากเด็กหนุ่มฮิปปี้ที่มีกลิ่นตัวรุนแรงและมีนิสัยชอบเอาชนะในวันนั้น ได้เรียนรู้และเติบโตจนกลายมาเป็นตำนานของวงการเทคโนโลยีที่โลกต้องจารึก…
References : [macrumors, theverge, cnet, ign, cultofmac]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา