18 มี.ค. เวลา 05:30 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

“Dune: Part Three” ทิ้งช่วงเหตุการณ์ราว 17 ปี พร้อมโทนที่ต่างจากสองภาคก่อน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลังเผยโฉมตัวอย่างแรกของ “Dune: Part Three” อาจทำให้แฟนหนังสือและแฟนหนังตื่นเต้นขึ้นมา สำหรับบทสรุปมหากาพย์ไตรภาคภายใต้การนำของ เดอนี วิลเนิฟว์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อย่างการนำวรรณกรรมของแฟรงค์ เฮอเบิร์ตมาดัดแปลง แต่ยังนำเรื่องราวมาสรุปจบไตรภาคได้ภายในเวลาไม่ถึงสิบปี แต่จากเรื่องราวภาคนี้ มันจะทิ้งช่วงเหตุการณ์จากสองภาคก่อนเกือบสองทศวรรษ รวมถึงจะยังมาพร้อมโทนที่แตกต่างจากภาคก่อนมากอีกด้วย
โดยภายในงานปฐมทัศน์เปิดตัวอย่างแรกของ “Dune: Part Three” ในเมืองลอสแองเจลิส ที่หลังจากเปิดตัวอย่างแรก ผู้กำกับฯ เดอนี วิลเนิฟว์ ก็ได้ออกมานั่งให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับตัวหนัง ก่อนเปิดเผยว่า ตัวหนังภาคนี้ซึ่งดึงเส้นเรื่องมาจากหนังสือเล่ม “Dune: Messiah” ของแฟรงค์ เฮอเบิร์ต จะทิ้งช่วงเหตุการณ์จากตัวหนังสองภาคแรกราว 17 ปี และถึงแม้ฉากหน้าจะเต็มไปด้วยเกมการเมืองชิงอำนาจ แต่ชีพจรของหนังจะยังคงเป็นความรักระหว่างพอลและชานี
“เรื่องราวในหนัง ‘Dune: Part Three’ จะเกิดขึ้นหลายปีจากเหตุการณ์จากหนังสองภาคแรก แบบเดียวกับที่เกิดในหนังสือ ‘Dune: Messiah’ ซึ่งมันมอบมุมมองใหม่จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับ พอล อะเทรดีส ซึ่งมันจะเป็นการทิ้งช่วงราว 17 ปี“
“พอล ต้องรับมือกับผลที่ตามมาจากการที่มีอำนาจล้นมือ และเขาก็พยายามหาทางออกจากวังวนแห่งความรุนแรงนี้ ซึ่งแน่นอน เขาเป็นจักรพรรดิที่เห็นอนาคต เขาเลยไร้เทียมทานมาก แต่ก็มีคนที่พยายามจะโค่นล้มเขา ซึ่งนั่นเป็นแก่นหลักของหนังภาคนี้ แต่หัวใจของหนังยังคงเป็นเรื่องราวความรัก ความรักของพอลและชานี คือชีพจรของหนัง” วิลเนิฟว์ กล่าว
ทั้งนี้ หากติดตามข่าวก่อนหน้านี้ อาจเป็นความประหลาดใจ ที่วิลเนิฟว์เองก็เคยแสดงถึงความไม่มั่นใจ ในการหวนกลับมายังแฟรนไชส์ “Dune” เป็นครั้งสุดท้าย และอาจปลีกตัวไปทำโครงการอื่นแทน แต่แล้วจากกระแสตอบรับที่ดีมากจากภาคก่อน รวมถึงเห็นภาพนิมิตบางอย่างที่เขาอยากทำจากหนังสือ “Dune: Messiah” เป็นสิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจกลับมาทำ “Dune: Part Three” ต่อ ด้วยความเร่งด่วนบางอย่างกับสภาวะการณ์ในปัจจุบัน นั่นทำให้ตัวหนังภาคนี้ จะมาพร้อมโทนที่แตกต่างเร้าใจจากสองภาคก่อนพอสมควร
“มันจะเป็นหนังที่ต่างออกไปจากสองภาคแรกเลย ผมบอกกับตัวเองว่า เป็นเรื่องดีที่ได้กลับมายังโลกใบนี้ ไม่ใช่เพราะด้วยความคิดถึงมัน แต่เป็นความเร่งด่วน และยังกลับมาด้วยสายตาที่วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่ทำเพื่อตามใจตัวเอง ผมเลยบอกกับทีมผมว่า มันจะเป็นหนังที่ต่างออกไปมาก เป็นหนัง ‘Dune’ ที่แตกต่างด้วยโทน, จังหวะ และการเล่าเรื่อง”
“หากภาคแรกเป็นเหมือนการได้ครุ่นคิดตรึกตรอง ราวกับเด็กได้ออกมาสำรวจโลกใบใหม่ และภาคสอง เป็นหนังสงครามแล้วล่ะก็ ภาคนี้ มันจะไปทางระทึกขวัญ อัดแน่นด้วยแอ็คชั่นและเร้าใจกว่าสองภาคก่อน” วิลเนิฟว์ กล่าว
อย่างไรก็ดี วิลเนิฟว์ ยังเสริมด้วยว่า หนังสือเล่ม “Dune: Messiah” ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันแสนมืดมน แต่เต็มไปด้วยการผันแปรและพัฒนาของความสัมพันธ์ระหว่างพอล กับ ชานี ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เล่มนี้ เป็นเล่มที่เขาชอบที่สุดในมหากาพย์ดูนของเฮอเบิร์ต จนเขาเอ่ยปากว่า นั่นอาจทำให้ “Dune: Part Three” เป็นหนึ่งในหนังที่ส่วนตัวที่สุดของเขาอีกด้วย
“ตัวหนังสือ ‘Dune: Messiah’ เป็นเล่มที่ผมชอบสุดในชุดนี้ มันเป็นเรื่องที่ทั้งมืดมน แต่ก็งดงามมาก แถม นี่อาจเป็นหนึ่งในหนังที่ส่วนตัวที่สุดของผม เผลอ ๆ อาจเป็นหนังที่ส่วนตัวที่สุดของผมด้วย เพราะหนังมันใกล้ชิดกับผมและมันยังร่วมสมัยมาก”
“มันเป็นเรื่องราวระหว่างพอลกับชานี รวมถึงความดิ้นรนในความสัมพันธ์ของพวกเขา การต้องแบกรับภาระ และแรงกดดันมหาศาลจากโลกรอบตัวพวกเขา และ พอลก็พยายามหาทางถีบตัวเองออกจากวัฎจักรแห่งความรุนแรงนี้ ซึ่งมันมีบางอย่างเกี่ยวกับความรักของพวกเขา ความสัมพันธ์ของพวกเขาพัฒนาไปตามห้วงเวลา และวิถีที่พวกเขาเป็น การได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ตรงนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจมาก” วิลเนิฟว์ กล่าวทิ้งท้าย
“Dune: Part Three” วางกำหนดฉาย 17 ธันวาคม 2026
โฆษณา