ข้อสังเกตเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญคือ ต่างจากไต้หวันหรือเกาหลีใต้ที่มีบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI ให้เลือกลงทุนหลายแห่ง ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจาก AI Infrastructure Boom อย่างชัดเจนเพียงไม่กี่ราย สถานการณ์นี้ทำให้เงินทุนจากทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบันไหลเข้าสู่ DELTA อย่างเข้มข้น จนเกิด Scarcity Premium ที่สูงกว่าระดับที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานของบริษัท
หลังการเลือกตั้งปี 2566 ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นสัญญาณของการ Rotation ที่กระจายตัวไปยังหลายกลุ่มอุตสาหกรรม แต่แรงฟื้นตัวดังกล่าวถูกจำกัดโดยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความไม่แน่นอนของ Global Macro ซึ่งส่งผลให้ Sentiment ของตลาดในภูมิภาครวมถึง SET Index ปรับตัวอ่อนลงตามไปด้วย
ในระยะยาว ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ Market Breadth ของ SET ขยายตัวอย่างยั่งยืนคือการเกิดขึ้นของบริษัทกลุ่มใหม่ที่ได้รับประโยชน์จาก AI Phase 2 หรือช่วงของการนำ AI ไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ หากภาคธุรกิจไทยสามารถนำ AI ไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การให้บริการ หรือการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างกว้างขวาง ก็อาจทำให้เกิดบริษัทกลุ่มใหม่ที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนของตลาดในอนาคต
บทเรียนจากช่วงปี 2023–2025 จึงสะท้อนความจริงสำคัญของตลาดการลงทุนในยุค AI Boom ดัชนีที่ปรับตัวขึ้นแรงไม่ได้หมายความว่าตลาดมีสุขภาพดีในวงกว้างเสมอไป ในหลายกรณีการขึ้นของตลาดถูกขับเคลื่อนโดยบริษัทเพียงไม่กี่แห่งที่อยู่ในศูนย์กลางของเทคโนโลยีใหม่ และสำหรับนักลงทุน