6 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

จากลูกศิษย์สู่อาจารย์! ทำไมรถไฟความเร็วสูงจีน ถึงผงาดเหนือชาติตะวันตกและญี่ปุ่นได้?

ลองจินตนาการถึงพื้นที่โรงงานขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์เชื่อมโลหะและสายพานการผลิตที่ทำงานกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ในพื้นที่กว้างใหญ่แห่งนี้ คนงานกำลังประกอบรถไฟความเร็วสูงด้วยความเร็วที่แทบจะไม่ต่างจากการประกอบรถของเล่น
โรงงานเพียงแห่งเดียวในประเทศจีนสามารถประกอบรถไฟความเร็วสูงได้มากถึง 200 ขบวนต่อปี ซึ่งเป็นสเกลที่ยากจะหาใครเทียบได้บนโลกใบนี้…
ย้อนกลับไปหลายทศวรรษ รถไฟหัวกระสุนเคยเปรียบเสมือนเพชรยอดมงกุฎที่สงวนไว้สำหรับมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และเยอรมนี
รถไฟรุ่นใหม่แต่ละรุ่นคือโปรเจกต์ระดับชาติที่ต้องใช้เงินมหาศาลและเวลาพัฒนายาวนานนับปี
แต่วันนี้จีนได้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ทั้งหมดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พวกเขาเปลี่ยนสิ่งที่เคยเป็นของหรูหราให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่สามารถผลิตได้คราวละมากๆ หรือที่เรียกว่า “mass production”…
ในเวลาเพียงแค่ 15 ปี จีนสร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ใหญ่ที่สุดในโลก
พร้อมกับปั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตรถไฟที่มีมูลค่าสูงถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปริมาณการผลิตที่มหาศาลนี้ทำเอาคู่แข่งในชาติตะวันตกถึงกับต้องกลับมาทบทวนตัวเองใหม่
เพราะปัจจุบันผู้ผลิตรถไฟชั้นนำของจีนมีขนาดใหญ่กว่าบริษัทยุโรปอย่าง Siemens และ Alstom รวมกันเสียอีก…
เราต้องย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้กันก่อน
รถไฟความเร็วสูง หรือ High-speed Train คือรถไฟที่วิ่งด้วยความเร็วเกิน 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เทคโนโลยีนี้ถูกเปิดตัวครั้งแรกโดย Shinkansen ของญี่ปุ่นในปี 1964
ตามมาด้วย TGV ของฝรั่งเศส และ ICE ของเยอรมนี…
ในยุคนั้น โปรเจกต์เหล่านี้คือสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าและมีราคาแพงลิบลิ่ว
รถไฟแต่ละขบวนถูกสร้างขึ้นแบบงานคราฟต์ในจำนวนจำกัด
การมีรถไฟความเร็วสูงเปรียบเสมือนการได้อยู่ในคลับของกลุ่มประเทศชั้นยอด
ยุโรปและญี่ปุ่นครองความยิ่งใหญ่ในเทคโนโลยีนี้มาอย่างยาวนาน โดยเก็บรักษาความลับทางวิศวกรรมไว้อย่างมิดชิด…
บริษัทยักษ์ใหญ่ตะวันตกอย่าง Alstom, Siemens, Bombardier และ Kawasaki ครองตลาดโลก
พวกเขาขายความเชี่ยวชาญให้ต่างชาติในราคาที่สูงมาก
ในขณะที่ช่วงทศวรรษ 1990 จีนยังคงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เครือข่ายรถไฟของจีนมีขนาดใหญ่ก็จริง แต่ขับเคลื่อนด้วยหัวรถจักรดีเซลที่เชื่องช้าและล้าสมัย…
แต่เมื่อเศรษฐกิจจีนเริ่มทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานก็พุ่งสูงตาม
ต้นยุค 2000 รัฐบาลปักกิ่งตระหนักดีว่า การจะเชื่อมต่อประชากร 1.4 พันล้านคนให้เป็นหนึ่งเดียว พวกเขาต้องมีรถไฟความเร็วสูง
และที่สำคัญคือต้องมีให้เร็วที่สุด
การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ด้วยตัวเองอาจใช้เวลานานเกินไป จีนจึงตัดสินใจมองหาทางลัด…
นี่คือจุดเริ่มต้นของหมากกระดานสำคัญที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล
ในปี 2004 กระทรวงรถไฟของจีน หรือ MOR ได้ยื่นข้อเสนอที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
พวกเขาเปิดประตูให้ผู้ผลิตต่างชาติเข้ามาหากินในตลาดรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก
แต่มีข้อแม้เดียวคือ ต้องยอมถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับบริษัทของจีน…
กลยุทธ์นี้ถูกเรียกว่า “Market for Technology”
จีนบอกกับชาวโลกว่า ถ้าอยากขายรถไฟให้เรา ก็ต้องสอนเราสร้างมันด้วย ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องทำธุรกิจกัน
มันเป็นเกมที่เสี่ยงและหลายประเทศเคยทำพลาดมาแล้ว
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเกินคาดหมาย…
บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alstom, Siemens, Bombardier และ Kawasaki ตัดสูทเซ็นสัญญากับจีน
รัฐมนตรี Liu Zhijun ประกาศชัดเจนว่าจีนจะซื้อรถไฟจากต่างชาติก็ต่อเมื่อมีการสอนเทคโนโลยีให้บริษัทท้องถิ่น
สัญญาเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่พิมพ์เขียวไปจนถึงกระบวนการประกอบชิ้นส่วน
พันธมิตรต่างชาติส่งรถไฟที่สร้างเสร็จแล้วมาให้จำนวนหนึ่ง ก่อนจะตั้งโรงงานประกอบในจีน…
วิศวกรชาวจีนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้าไปทำงานในโปรเจกต์เหล่านี้
พวกเขาซึมซับทุกความรู้ ถอดรหัสทุกชิ้นส่วน
ดีไซน์ของต่างชาติถูกจับมาเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็นของจีน
เช่น CRH-1 ที่มาจาก Bombardier หรือ CRH-2 ที่มาจาก Shinkansen…
รถไฟเหล่านี้ถูกตั้งชื่อว่า Harmony ซึ่งสะท้อนถึงความกลมเกลียวระหว่างเทคโนโลยีต่างชาติและความทะเยอทะยานของจีน
ในช่วงแรก จีนยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อจ่ายเป็นค่าเทอมในโรงเรียนแห่งนี้
หลายคนเรียกดีลนี้ว่าเป็น “buyer’s school” หรือโรงเรียนของผู้ซื้อ
Siemens เคยเรียกเก็บเงินค่าเทคโนโลยีสูงถึง 400 ล้านยูโร แต่จีนมองไกลกว่านั้น พวกเขาเปลี่ยนกิจการร่วมค้าทุกแห่งให้กลายเป็นห้องเรียน…
บริษัทจีนอย่าง CSR และ CNR เรียนรู้วิธีสร้างมอเตอร์ขั้นสูง การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ และระบบอาณัติสัญญาณ
ความก้าวหน้าเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ใครคาดคิด
เพียงสองปี วิศวกรจีนก็เริ่มยืนหยัดด้วยตัวเองได้
และเหตุการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนก็เกิดขึ้น…
หลังจากร่วมมือกับ Kawasaki ฝ่ายจีนก็มีความมั่นใจมากพอที่จะดัดแปลงรถไฟ Shinkansen โดยไม่ง้อญี่ปุ่น
พวกเขาสร้างรถไฟที่ยาวขึ้น แรงขึ้น และทันสมัยกว่าเดิม
Kawasaki โกรธจัดและกล่าวหาว่าจีนขโมยทรัพย์สินทางปัญญา แต่สุดท้ายก็ต้องยอมถอย
สัญญาณเตือนดังลั่นว่า ลูกศิษย์กำลังจะโค่นอาจารย์ลงแล้ว…
ปลายยุค 2000 จีนกางแผนที่สร้างทางรถไฟใหม่ยาวหลายพันกิโลเมตร
พวกเขาต้องการรถไฟที่เร็วกว่าเดิม จึงเปิดตัวโปรเจกต์ CRH380
นี่คือรถไฟที่ออกแบบมาเพื่อวิ่งด้วยความเร็ว 350 ถึง 380 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ก้าวข้ามขีดจำกัดของเทคโนโลยีที่เคยเรียนรู้จากตะวันตกมาทั้งหมด…
ในปี 2010 รถไฟ CRH-380A สีขาวโฉบเฉี่ยวทะยานออกจากโรงงาน
มันถูกประกาศว่าเป็นผลงานที่จีนพัฒนาขึ้นเอง และทำสถิติโลกด้วยความเร็ว 486 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในการทดสอบ
วิศวกรจีนเก่งกาจถึงขั้นนำจุดเด่นของแต่ละชาติมาผสมผสานกัน
เอาระบบไฟของเยอรมนี แคร่ล้อของญี่ปุ่น และระบบควบคุมของฝรั่งเศส มารวมอยู่ในรถไฟขบวนเดียว…
สิ่งที่น่าทึ่งคือจีนไม่ได้เก่งแค่เรื่องทำตัวรถไฟ
พวกเขาพัฒนาทั้งระบบนิเวศให้เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นรางรถไฟ ระบบจ่ายไฟ หรือการบำรุงรักษา
สิทธิบัตรมากมายถูกจดทะเบียนภายใต้ชื่อบริษัทจีน
และในปี 2011 จีนก็เปิดตัวเส้นทาง Beijing-Shanghai ที่ย่นเวลาเดินทางจาก 10 ชั่วโมงเหลือเพียง 5 ชั่วโมง…
แต่เส้นทางนี้ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ปีเดียวกันนั้นเกิดอุบัติเหตุรถไฟชนกันที่เมือง Wenzhou ทำให้มีผู้เสียชีวิต 40 คน
ตามมาด้วยข่าวฉาวคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่ทำให้รัฐมนตรีผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ต้องติดคุก
รัฐบาลสั่งเบรกทุกอย่างเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและหนี้สินที่พอกพูน…
หลายคนมองว่านี่คือจุดจบของการก้าวกระโดดที่เร็วเกินไป
แต่จีนหยุดพักเพียงไม่นาน ระบบก็ถูกปฏิรูปใหม่และเดินหน้าต่อ
เพราะจีนรู้ดีว่าโครงการนี้สำคัญต่ออนาคตของชาติมากแค่ไหน
และพวกเขาไม่มีวันยอมถอยหลังกลับเด็ดขาด…
เข้าสู่ช่วงกลางทศวรรษ 2010 จีนทิ้งห่างประเทศอื่นไปแบบไม่เห็นฝุ่น
เมืองกว่า 90 แห่งถูกเชื่อมต่อกันด้วยรางรถไฟความเร็วสูง
ความยาวรวมทะลุ 16,000 กิโลเมตร ซึ่งคิดเป็นสองในสามของรางรถไฟความเร็วสูงทั้งโลก
และนี่คือช่วงเวลาที่ยุคสมัยใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น…
ปี 2017 จีนเปิดตัวซีรีส์รถไฟ Fuxing ซึ่งแปลว่าการฟื้นฟู
นี่คือรถไฟที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของจีนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไร้เงาเทคโนโลยีต่างชาติ
รถไฟรุ่นนี้สามารถวิ่งได้ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และถูกสร้างให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ
อะไหล่ทุกชิ้นสับเปลี่ยนกันได้ ทำให้ต้นทุนถูกลงและการผลิตแบบมหาศาลเกิดขึ้นจริง…
แนวคิดการผลิตของยุโรปและญี่ปุ่นคือการสร้างผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรม
รถไฟอย่าง TGV หรือ Shinkansen มักถูกสั่งทำพิเศษเพื่อให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าแต่ละแห่ง
การผลิตแบบสั่งทำเฉพาะนี้ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงปรี๊ดและต้องใช้เวลาสร้างนานหลายปี…
แต่จีนเลือกเดินคนละเส้นทางอย่างสิ้นเชิง
โรงงานจีนนำเทคนิคการผลิตแบบลีนและการสร้างแบบโมดูลาร์มาใช้
กระบวนการทั้งหมดดูคล้ายกับการผลิตรถยนต์มากกว่าการต่อรถไฟแบบดั้งเดิม
ด้วยวิธีนี้ ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดจึงถูกปรับให้คล่องตัวสูงสุด…
การมีสิทธิบัตรเป็นของตัวเองประกอบกับกำลังการผลิตที่ล้นเหลือ ทำให้จีนพร้อมบุกตลาดโลก
นี่คือจุดเปลี่ยนที่บอกว่าจีนไม่ได้เป็นแค่นักเรียนอีกต่อไป แต่คือผู้กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม
รถไฟ Fuxing กลายเป็นรถไฟเชิงพาณิชย์ที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก
เหนือกว่าทุกขบวนที่ยุโรปและญี่ปุ่นเคยทำมา…
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จีนสั่งควบรวมกิจการผู้ผลิตสองรายใหญ่จนเกิดเป็น CRRC
บริษัทนี้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่มีรายได้ปีละ 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ใหญ่กว่าแผนกรถไฟของ Siemens, Alstom และ Bombardier มัดรวมกัน
และครองส่วนแบ่งตลาดโลกไปถึง 30 เปอร์เซ็นต์…
ยุโรปเริ่มสัมผัสได้ถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา
Siemens และ Alstom พยายามจะควบรวมกิจการกันเพื่อต่อกรกับ CRRC แต่ก็ถูกหน่วยงานกำกับดูแลระงับไป
ชาติตะวันตกต่างหวาดกลัวกองทุนมหาศาลและกำลังการผลิตที่เหนือชั้นของจีน
เพราะในขณะที่ยุโรปสร้างรถไฟแบบงานคราฟต์ทีละคัน จีนกลับใช้หุ่นยนต์ปั๊มรถไฟออกมาปีละหลายร้อยขบวน…
บริษัทในเครือ CRRC แห่งเดียวสามารถผลิตตู้รถไฟได้ 1,600 ตู้ต่อปี
เมื่อจีนนำเสนอแพ็กเกจรถไฟให้ต่างชาติ พวกเขามักจะพ่วงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและบริการแบบเบ็ดเสร็จ
ทำให้ต้นทุนการสร้างถูกกว่าประเทศอื่นถึงหนึ่งในสาม
คู่แข่งชาติตะวันตกต้องกระอักเลือดเมื่อเจอกับราคาประมูลที่จีนเสนอให้ประเทศตลาดเกิดใหม่…
แม้ตะวันตกจะอ้างว่าเทคโนโลยีของตนเหนือกว่าและประวัติความปลอดภัยดีกว่า
แต่จีนก็ไล่ตามมาติดๆ ด้วยการเปิดตัวรถไฟขนส่งสินค้าความเร็วสูงขบวนแรกของโลก
วิศวกรจีนมีข้อมูลจากการวิ่งจริงกว่า 40,000 กิโลเมตรในทุกสภาพอากาศ
ตั้งแต่เมืองหิมะตกหนักไปจนถึงเกาะเขตร้อน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ไม่มีใครในโลกเทียบได้…
การขยายอิทธิพลของจีนทำให้สหรัฐอเมริกาและยุโรปเริ่มหาทางสกัดกั้น
มีการออกกฎหมายแบนบริษัทรถไฟจีนจากการประมูลงานในหลายพื้นที่
แต่จีนก็หันไปเจาะตลาดใหม่ๆ อย่างอินโดนีเซีย จนเกิดเป็นเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายแรกในอาเซียนที่ชื่อว่า Whoosh
รวมถึงการเข้าไปมีบทบาทในประเทศลาวและตุรกี…
จนถึงตอนนี้ รถไฟจีนอาจจะยังไม่เจาะเข้ายุโรปตะวันตกหรืออเมริกา
แต่การแข่งขันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ในประเทศจีนเอง พวกเขาตั้งเป้าจะสร้างรางรถไฟให้ยาวถึง 70,000 กิโลเมตรภายในปี 2035
เพื่อสานต่อโปรเจกต์ Belt and Road Initiative ให้สมบูรณ์…
นอกจากนี้จีนยังกำลังพัฒนารถไฟ CR450 ที่วิ่งได้ 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
รวมถึงรถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า Maglev ที่พุ่งทะยานด้วยความเร็ว 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ซึ่งอาจจะกลายมาเป็นเทคโนโลยีที่ท้าทายอุตสาหกรรมการบินในอนาคตอันใกล้
พร้อมกับการบุกเบิกระบบรถไฟไร้คนขับและเครือข่ายดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ…
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า จีนสามารถเปลี่ยนสิ่งที่เคยเป็นของหรูหราให้กลายเป็นเรื่องธรรมดา
เหมือนกับที่รถยนต์เคยถูกทำให้เข้าถึงง่ายเมื่อร้อยปีก่อน
ทุกวันนี้มีผู้โดยสารใช้บริการรถไฟความเร็วสูงในจีนกว่า 2,100 ล้านเที่ยวต่อปี
เป็นตัวเลขที่วิศวกรรุ่นบุกเบิกของญี่ปุ่นอาจไม่เคยกล้าฝันถึง…
การเดินทางด้วยความเร็วสูงกำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก
หากประเทศที่มีขนาดใหญ่เท่าทวีปสามารถทำให้ประชาชนเดินทางด้วยความเร็วสูงในราคาถูกได้
คำถามคือ แล้วประเทศอื่นจะมัวรออะไรอยู่
นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รถไฟความเร็วสูงไม่ใช่แค่โปรเจกต์อวดรวยอีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกประเทศขาดไม่ได้อีกต่อไป…
References : [worldbank,reuters,bloomberg,scmp,railway-technology]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา