31 นาทีที่แล้ว • ไลฟ์สไตล์

บุคลิกภาพใหญ่ห้าอย่าง ตอนที่ 2/4

อะไรคือต้นเหตุที่ทำให้มีบุคลิกภาพใหญ่อยู่แค่ "ห้า" อย่างกัน?
เนื้อหาในโพสต์นี้จะมีความต่อเนื่องจากโพสต์ที่แล้ว ตามลิงก์ด้านล่างนี้
วิธีของ Thurstone
ในปี ค.ศ. 1949 Fiske ได้ดึงปัจจัยหลัก 12 อย่างของ Cattell มาใช้ ด้วยการทั้งนำมาใช้ตรง ๆ กับมีการปรับเปลี่ยนคำศัพท์บ้าง แล้วนำคำศัพท์เหล่านั้นมาใช้วิเคราะห์บุคลิกภาพของนักศึกษาผู้ชายที่ศึกษาจิตวิทยาคลินิกจำนวน 128 คน โดยที่การตัดสินจะทำโดยบุคคลทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ ตนเอง เพื่อนของคน ๆ นั้น และนักจิตวิทยา
เมื่อเขาได้ผลลัพธ์แล้ว เขาก็ทำการแบ่งตัวประกอบด้วย "วิธีของ Thurstone" (ดังภาพทางด้านบนนี้) ก็คือ ใช้วิธีหมุนแกนให้แนวโน้มของค่าทางสถิติมีทิศทางสอดคล้องกับแกนให้ได้มากที่สุด
ในภาพตัวอย่างจะมีเพียงแค่ 2 แกน คิดเป็น 2 มิติ เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพได้ง่าย เพราะในความจริงที่เกิดขึ้น จะมีอยู่ทั้งสิ้น 5 แกน คิดเป็น 5 มิติ
สิ่งที่ Fiske แบ่งได้
และสิ่งที่ Fiske แบ่งได้ จะเป็นดังภาพทางด้านบนนี้ ก็คือ จะได้ 5 แกนหลัก ๆ ในการจำแนกบุคลิกภาพ โดยจะมีบางตัวแปร (เจ้าเลห์ / บริสุทธิ์ใจ) ที่ไม่สามารถแยกได้ว่าควรไปอยู่ที่แกนใด
แม้ว่าผลการทดลอง Fiske จะสามารถทำให้เห็นภาพได้ว่า ลักษณะของบุคลิกภาพสามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มได้ แต่เพราะการทดลองทำกับเฉพาะผู้ชายแค่ 128 คน และเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ทำให้ต้องมีการทดลองอื่นอีกเพื่อมาทำซ้ำ ยืนยันสิ่งที่ Fiske ได้ค้นพบ
สิ่งที่ Tupes และ Christal แบ่งได้
ต่อมาในปี ค.ศ. 1961 Tupes และ Christal ได้ทำการทดลองคล้าย ๆ กับที่ Fiske ทำ โดยสิ่งที่แตกต่าง 2 อย่าง คือ กลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ กับวิธีการจัดกลุ่ม
กลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ จะมีทั้งเพศชายและเพศหญิง มีระดับการศึกษาตั้งแต่มัธยมจนถึงระดับปริญญาตรี รวมทั้งสิ้นได้เป็น 8 กลุ่มตัวอย่างใหญ่ ๆ
สำหรับวิธีการจัดกลุ่ม Tupes และ Christal ก็ได้ใช้ "วิธีของ Thurstone" เช่นกัน เพียงแต่พวกเขาทั้งสองคนนั้น จะยึดตามจุดศูนย์กลาง (Centroid) ของค่า แทนที่จะใช้วิธีเทียบตามแกนตรง ๆ เหมือนกับที่ Fiske ได้ทำ
ผลที่ได้ก็จะเป็นไปตามภาพด้านบนนี้ โดยที่คำศัพท์ที่อธิบายลักษณะและมีลักษณะเป็นตัวหนา จะหมายถึงว่า กลุ่มนั้น ๆ ถูกตั้งชื่อตามลักษณะดังกล่าว
กลุ่ม "พลังบวกสูง" "ความมักเห็นด้วยตาม" "ความพึ่งพาได้" และ "ความมั่นคงทางอารมณ์" จะมีความชัดเจน ยกเว้น "ความมีอารยธรรม" ที่ลักษณะจะค่อนข้างกำกวม อีกทั้งลักษณะ "เชิงปฏิบัติ เชิงตรรกะ / เชิงจินตนาการ" ก็จะสอดคล้องเฉพาะกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเพศชายเท่านั้น
ทำให้ในเวลาต่อมา ปี ค.ศ. 1963 Norman ก็เลยได้พยายามทำการทดลองซ้ำให้เหมือนกับของ Tupes และ Christal แต่ครั้งนี้ เขาจะให้คนอื่น ๆ มาช่วยกันจัดกลุ่มและตัดสินด้วย
สิ่งที่ได้ก็คือ ผลของ Norman ใกล้เคียงกับของ Tupes และ Christal โดยมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ Norman จะเรียก "พลังบวกสูง" (Surgency) ใหม่เป็น "ความเปิดเผย" (Extroversion) และจะเรียก "ความพึ่งพาได้" (Dependability) ใหม่เป็น "ความรู้ผิดชอบ" (Conscientious) แทน
อ่านมาถึงจุดนี้แล้ว เราจะสามารถเริ่มเห็นได้ว่า กลุ่มบุคลิกภาพที่แบ่งได้มา เริ่มมี 5 กลุ่ม ใกล้เคียงกับ "บุคลิกภาพใหญ่ห้าอย่าง" (Big Five Personality) แล้ว แต่ก็ยังติดปัญหาอยู่เรื่องหนึ่งคือ ขาดความเป็นเอกภาพ การตั้งชื่อกลุ่มยังไม่มีความแน่นอน
อ้างอิง:
"ทบทวนวรรณกรรม"
John, O. P., Naumann, L. P., & Soto, C. J. (2008). Paradigm shift to the integrative big five trait taxonomy. Handbook of personality: Theory and research, 3(2), 114-158.
Fiske, D. W. (1949). Consistency of the factorial structures of personality ratings from different sources. The Journal of Abnormal and Social Psychology, 44(3), 329.
Tupes, E. C., & Christal, R. E. (1992). Recurrent personality factors based on trait ratings. Journal of personality, 60(2), 225-251.
Norman, W. T. (1963). Toward an adequate taxonomy of personality attributes: Replicated factor structure in peer nomination personality ratings. The journal of abnormal and social psychology, 66(6), 574.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา