Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
18 มี.ค. เวลา 17:02 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
ล่าเรื่องร้อน รู้ให้ลึก EP.12 พี่กุ้งมาเยือนอีสาน F-16 มือสองพร้อมลุยอีกครั้ง
"ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าต้นเหตุเกิดจากอะไร เพราะตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อน
แต่ถ้ามีการเผาป่าเพื่อทำให้ชายแดนไม่สงบเรียบร้อย หน่วยทหารในพื้นที่ก็ต้องประท้วง หรือแจ้งเตือนกัมพูชาว่าอย่าให้เกิดขึ้นอีก แต่ต้องดูที่สาเหตุก่อนว่าเกิดจากอะไร"
พลเอก บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2
"ถ้ากัมพูชาจะรบกับเราอีก
เขาจะไม่พร้อมแค่จุดใดจุดหนึ่ง
แต่ต้องพร้อมตลอดแนว 798 กิโลเมตร
ตอนนี้เขายังดัดแปลง
ภูมิประเทศอยู่
แสดงว่ายังไม่พร้อม"
พลโท กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2
"ผมได้ทำการบินกับเครื่องบินขับไล่หลายแบบ โดยเฉพาะกับเครื่องบิน F-16 ที่ผมฝึกเป็นนักบินพร้อมรบรุ่นที่ 6 และได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ผู้บังคับฝูงบินคนแรกของ F-16 ฝูงสุดท้าย (ฝูงบิน 102) ที่กองทัพอากาศจัดหาเข้าประจำการในปี 2544"
นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ "Devil" อดีตผู้บังคับฝูงบิน 102 และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคกล้าธรรม
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน F-16 มาอีกแล้ว ใช่ครับ ช่วง "ล่าเรื่องร้อน รู้ให้ลึก" ที่ทำออกมาในช่วงนี้ตรงกับการฝึกผสม Cope Tiger 2026 ซึ่งเป็นการฝึกผสมทางอากาศระหว่างไทย สหรัฐฯ และสิงคโปร์ ที่มีจัดขึ้นทุกๆปี ไม่เพียงเท่านี้การฝึกครั้งนี้ยังเป็นที่น่าจับตามองมากขึ้นหลังจากการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 2 รอบผ่านไป
ประกอบกับการเสริมกำลังทหารเข้ามาประชิดชายแดนทำให้กองทัพภาคที่ 2 ต้องเตรียมความพร้อมและไม่ประมาทตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ใช่แค่ทหารเท่านั้นที่รอเวลาจะเผด็จศึกขับไล่ทหารกัมพูชาออกไป ชาวบ้านตามแนวชายแดนอีสานใต้ที่ติดตามข่าวสารต่างก็เตรียมพร้อมอพยพอีกครั้ง พร้อมกับฝากไปถึงทหารที่อยู่แนวหน้าเป็นเสียงเดียวกันว่า "รบคราวนี้ ให้มันจบที่รุ่นเรา"
ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงต้องเฝ้าระวัง การปรากฏตัวของ "บิ๊กกุ้ง" พลเอก บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ในพื้นที่ภาคอีสานได้กลายเป็นจุดสนใจอีกครั้ง ท่านได้หวนกลับคืนถิ่นเก่าที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจกำลังพลแนวหน้า พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังเรียบร้อยดี
การลงพื้นที่ของอดีตแม่ทัพผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของพื้นที่รอยต่อชายแดนอีสานใต้ที่ทหารไทยยังคงปฏิบัติหน้าที่ดูแลอธิปไตยอย่างเต็มกำลัง
ในขณะที่กองทัพบกตรึงกำลังภาคพื้นดินตามป่าตามเขา บนฟากฟ้าเหนือชายแดนอีสานใต้นี้ยังมีอากาศยานแบบหนึ่งที่ทำหน้าที่คุ้มกันน่านฟ้าและพร้อมหย่อนไข่เหล็กใส่เป้าหมายมา นั่นคือ General Dynamics F-16 Fighting Falcon จากฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช ซึ่งก็มีทั้งรุ่น A/B Block 15 OCU และ ADF แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีรุ่นที่ได้รบจริงนั่นคือ F-16ADF ซึ่งมีประวัติความเป็นมาน่าสนใจไม่แพ้กัน
สำหรับที่มาของ F-16ADF มีความน่าสนใจที่จะเห็นเห็นดังต่อไปนี้ คำว่า ADF ย่อมาจาก Air Defense Fighter หรือการเป็นเครืองบินขับไล่สกัดกั้นทางอากาศ เดิมทีเป็นเครื่องบินขับไล่ F-16A/B Block 15 ที่กองกำลังรักษาดินแดนทางอากาศ กองทัพอากาศสหรัฐฯ นำมาดัดแปลงในช่วงยุค 1980 เพื่อใช้ในภารกิจสกัดกั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดและอาวุธปล่อยนำวิถีของโซเวียตที่อาจรุกล้ำเข้ามาในอเมริกาเหนือ
เครื่องบินขับไล่รุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงเรดาร์ AN/APG-66 ให้มีความสามารถแบบ Look-Down Shoot-Down เพื่อตรวจจับอากาศยานฝ่ายตรงข้ามที่บินต่ำ และสามารถยิงอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลางแบบ AIM-7 Sparrow และ AIM-120 AMRAAM ได้ ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีก้าวกระโดดอย่างมีนัยสำคัญในยุคสงครามเย็น
F-16ADF ได้รับการปรับปรุงเรดาร์ AN/APG-66 ให้มีขีดความสามารถแบบ Look-Down Shoot-Down ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจจับและโจมตีเป้าหมายขนาดเล็กที่บินในระดับต่ำ เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิดหรือขีปนาวุธร่อนได้แม่นยำขึ้น มีการติดตั้งสปอตไลท์ (Searchlight) ขนาด 150,000 แรงเทียนที่ด้านข้างส่วนหัว เพื่อใช้ในการพิสูจน์ทราบเป้าหมายด้วยสายตาในเวลากลางคืน
รวมถึงติดตั้งระบบพิสูจน์ฝ่าย (Identify Friend or Foe : IFF) ที่ทันสมัย
ภายนอกมีการติดตั้งสายอากาศความถี่สูง (HF) ที่โคนแพนหางดิ่ง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจาก F-16 รุ่นอื่นๆ สำหรับการเข้ามาของ F-16ADF ในกองทัพอากาศไทยเริ่มต้นจากโครงการพีซนเรศวร 4 ในปีพ.ศ.2544 เพื่อชดเชยการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F/A-18 Hornet ที่ประสบความล้มเหลวเพราะวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง
การมี F-16ADF เข้าประจำการที่ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราชนี้ช่วยยกระดับกองทัพอากาศไทยจากการรบระยะประชิดไปสู่การครองอากาศเชิงรุกที่สามารถสกัดกั้นภัยคุกคามได้จากระยะไกล สำหรับความคุ้มค่าของอากาศยานแบบนี้ แม้จะเป็นเครื่องบินมือสองจากสหรัฐฯ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการซื้อรถเบนซ์มือสองมาขับ แต่หารู้ไม่ว่าในขณะที่ไทยจัดซื้อ F-16ADF 16 เครื่องนี้ยังมีชั่วโมงบินต่ำและมีราคาที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับสมรรถนะที่ได้รับ
พ.ศ.2564 ในภาวะที่งบประมาณจำกัด กองทัพอากาศได้บริหารจัดการโดยการโอนย้ายเครื่อง F-16ADF จากฝูงบิน 102 ที่ถูกยุบรวมมาประจำการต่อที่ฝูงบิน 103 เพื่อรักษากำลังรบหลักให้ยังคงมีความพร้อมรบสูงและสามารถปฏิบัติภารกิจอเนกประสงค์ได้ต่อไปจนกว่าจะมีเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่มาทดแทน ทำให้ปัจจุบันฝูงบิน 103 กลายเป็นฝูงบินขนาดใหญ่ที่รวบรวมเครื่องบินขับไล่ F-16 ทั้งรุ่น ADF และ OCU ไว้ด้วยกัน รวมประมาณ 23 เครื่อง
ปัจจุบัน F-16ADF ไม่เพียงแต่มีบทบาทหลักในการเป็นเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นที่ติดตั้งขีปนาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ AIM-120 AMRAAM เท่านั้นแต่ยังมีการปฏิบัติการร่วมกับ F-16 ในฝูงบิน 103 ที่เป็นรุ่น OCU ในด้านการโจมตีภาคพื้นดินและการทิ้งระเบิดนำวิถีที่แม่นยำ
เนื่องด้วยที่ตั้งของกองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา อยู่ใจกลางประเทศ เครื่องบินขับไล่ F-16ADF ในฝูงบินนี้จึงมีบทบาทเป็นตัวเอกที่สำคัญในการตอบโต้สถานการณ์ในภาคอีสาน อีกทั้งยังมีการส่งกำลัง F-16 ไปสนับสนุนการปฏิบัติการณ์ทางทหารหรือการฝึกบินทางยุทธวิธีที่ภาคตะวันออก ภาคเหนือ รวมถึงภาคใต้ได้อย่างรวดเร็ว
ในเหตุการณ์ก่อนการปะทะในปีพ.ศ.2568 น่านฟ้าอีสานก็ครึกครื้นอยู่แล้ว ที่บินว่อนเต็มฟ้านี้ไม่ใช่บั้งไฟ แต่เป็น F-16 จากกองบิน 1 โคราช ทั้ง OCU และ ADF ซึ่งเป็นกำลังหลักที่ยังคงมีการฝึกบินสู้รบทางอากาศก่อนที่จะถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อตอบโต้การรุกล้ำอธิปไตยในปี 68
นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมบินฝึกผสมกับกองทัพจากต่างชาติ เช่น Cope Tiger และ Cobra Gold ในทุกๆปีเนื่องจากมีความพร้อมของระบบ Data Link ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับเครื่องบินรบ ยานพาหนะภาคพื้นและเรือรบอื่น ๆ ได้ดี
ปีพ.ศ.2567 การจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ฝูงใหม่เพื่อทดแทน F-16ADF ของกองทัพอากาศไทยภายใต้โครงการ Peace Burapha หรือ "บูรพาสันติ" ก็กลายเป็นโครงการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหาร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น หากสงสัยขอเชิญทุกท่านอ่านต่อได้ครับ
รถเบ้นซ์ยุค 80 ถือว่าเป็นความล้ำสมัยในยุคๆหนึ่ง แต่เมื่อมีรถยนต์คันใหม่เข้ามา ย่อมมีสิ่งที่ดีกว่าสำหรับผู้ขับ เช่นเดียวกับ F-16ADF ที่เป็นเครื่องบินขับไล่มือสองที่ใช้งานมานานกว่า 40 ปี ซึ่งเดิมถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจป้องกันภัยทางอากาศและสกัดกั้น
จึงถูกแทนที่ด้วย Gripen E/F ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของกองทัพอากาศไทยอย่างก้าวกระโดด เนื่องจาก Gripen รุ่นใหม่นี้มีระบบเรดาร์ AESA Raven PS-05/A ที่ทันสมัยและระบบ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) ขั้นสูง ซึ่งช่วยให้ตรวจจับศัตรูได้ก่อนและยากต่อการถูกรบกวนสัญญาณ
จุดเด่นสำคัญของ Gripen E/F ที่กำลังจะเข้าประจำการนับจากนี้คือความสามารถในการติดตั้งขีปนาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลางแบบ Meteor ซึ่งถือเป็นขีปนาวุธอากาศสู่อากาศที่มีขีดความสามารถสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
ด้วยพิสัยการยิงไกลถึง 200 กิโลเมตร รัศมีประมาณจากโคราชถึงพระตะบองในกัมพูชาและมีเขตสังหารหรือ No Escape Zone กว้างถึง 60 กิโลเมตร
ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่แทน AIM-120 AMRAAM ของ F-16ADF ที่เคยเป็นมาตรฐาน BVR หรือBeyond Visual Range เดิมของไทย
Gripen E/F ถูกออกแบบมาให้เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นพรีเมี่ยมเพราะเน้นการแบ่งปันข้อมูลฉับไวและทันสถานการณ์ โดยสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Link-T ที่ไทยพัฒนาขึ้นเอง
รวมถึงระบบ Link-16 และเครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศ SAAB 340AEW ได้อย่างสมบูรณ์
ทำให้เครื่องบินแต่ละเครื่องในฝูงสามารถเห็นภาพสนามรบเดียวกันแบบ Real-time ช่วยให้การตัดสินใจและการเข้าตีเป้าหมายมีความแม่นยำสูง แม้จะไม่ต้องเปิดเรดาร์เองเพื่อเผยตำแหน่ง
แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการจัดหาช่วงแรกสูง แต่ Gripen มีค่าบำรุงรักษาและค่าชั่วโมงบินที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องบินรบขนาดใหญ่ นอกจากนี้การจัดหา Gripen E/F ยังมาพร้อมกับข้อเสนอความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการฝึกอบรม
ซึ่งคุ้มค่ากว่าการฝืนซ่อมบำรุงเครื่องบินขับไล่ F-16ADF ที่โครงสร้างเริ่มมีรอยร้าวและอะไหล่เริ่มหาได้ยากตามอายุการใช้งาน จะเห็นได้ว่า Gripen E/F ไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อแทนที่ฝูงบิน 102 ที่ว่างเปล่า แต่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการรบของกองทัพอากาศไทยให้ทันสมัย มีความได้เปรียบเชิงข้อมูล และมีอำนาจการทำลายล้างที่สูงขึ้นเพื่อรองรับภัยคุกคามในอนาคต
บทบาทของเครื่องบินขับไล่ F-16ADF ก็ยังมีเช่นเดียวกับฝูงบิน F-16 รุ่น OCU และ MLU ที่มาจากฝูงบิน 103 และ 403 ตามลำดับในปฏิบัติการทางทหารพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในด้านการป้องปรามและการโจมตีทางอากาศเพื่อรักษาอธิปไตย ทุกท่านจะเห็นว่าเมื่อมีการปะทะกันด้วยอาวุธปืนเล็ก รถถังและปืนใหญ่ที่ช่องอานม้า กองทัพอากาศได้ส่ง F-16 ขึ้นบินเพื่อ ยับยั้งการโจมตี และทำลายเป้าหมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชา
มีรายงานระบุว่า F-16ADF ได้ปฏิบัติภารกิจโจมตีทางอากาศ ณ ช่องอานม้า เพื่อทำลายระบบอาวุธยิงสนับสนุน ถล่มกาสิโนและตัดเส้นทางลำเลียงพลของทหารกัมพูชา ซึ่งภารกิจดังกล่าวได้รับคำชมว่าสำเร็จในการทำลายเป้าหมายที่คุกคามกำลังพลไทย
ไม่เพียงเท่านี้ F-16ADF ยังมีบทบาทสำคัญในการตัดวงจรการรบของฝ่ายกัมพูชาบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร โดยรบร่วมกับ F-16 ฝูงบิน 103 ที่จัดหามาใน Peace Naresuan 1 และ 2 เข้าโจมตีทิ้งระเบิดบริเวณ ถนนทางขึ้นปราสาทพระวิหาร เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงและยุทโธปกรณ์ที่จะส่งขึ้นไปยังฐานบนตัวปราสาท
แรงระเบิดจาก F-16 ทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่บนถนนคอนกรีตจนใช้งานไม่ได้ และสร้างความเสียหายหนักให้กับ บังเกอร์และสิ่งปลูกสร้างรอบตัวปราสาท จนเห็นรอยร้าวบนหน้าผาอย่างชัดเจน ปฏิบัติการในพื้นที่นี้ถือเป็นไฮไลท์ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการทำลายเป้าหมายทางยุทธศาสตร์เพื่อตัดขวัญกำลังใจของฝ่ายตรงข้าม
ไม่เพียงเท่านี้ F-16 ของไทยรวมถึงรุ่น ADF ได้ถูกนำมาใช้ในการบินโจมตีที่ตั้งทางทหารในดินแดนกัมพูชา ด้วยระเบิดขนาด 500 ปอนด 2,000 ปอนด์ หรือแม้กระทั่งระเบิดร่อน KGGB ทำให้เป้าหมายที่ถูกโจมตีพังทลายจนเหลือแต่ซาก อาคารพังราบ และเกิดหลุมระเบิดขนาดใหญ่ลึกเท่าความสูงของคน
ด้วยขีดความสามารถของ F-16ADF ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นม้างานที่บรรทุกอาวุธโจมตีภาคพื้นใต้ปีก ทำให้การปฏิบัติการของมันเป็นได้มากกว่าคำว่าเครื่องบินขับไล่
หลังจบการปะทะในปี 68 ก็มีข่าวออกมาเกี่ยวกับการเสริมกำลังรบตามแนวชายแดนหนึ่งในนั้นมีที่จังหวัดสุรินทร์ที่ทหารกัมพูชาเริ่มยกพลขึ้นมาประชิดพื้นที่สูง ไม่ว่าจะเป็น เนิน 350 ปราสาทตาควาย และปราสาทคนา
ฝูงบิน 103 "Lightning" แห่งกองบิน 1 นครราชสีมา ยังคงรักษาความไม่ประมาทโดยใช้ความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของ F-16ADF ที่มีขีดความสามารถในการรบทางอากาศและการทิ้งไข่ใส่เป้าหมายเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการยับยั้งภัยคุกคามจากการปะทะรอบ 3
อย่างไรก็ตามทหารกัมพูชาที่เคยผ่านการรบจริงก็ยังคงหวาดกลัวกับเสียง F-16 ที่เคยปฏิบัติภารกิจทิ้งระเบิดเพื่อตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงและยุทโธปกรณ์ที่จะถูกส่งขึ้นไปยังฐานที่อยู่ตามป่าเขา F-16 ไม่ถูกออกแบบมาให้บรรทุกระเบิดใต้ปีกในการโจมตีพื้นที่เป้าหมาย เสียงไอพ่นที่ดังจากความสูงมากกว่าหมื่นฟุต ยังหมายถึงความตายที่รอคอยทหารกัมพูชาอยู่อีกไม่นานนับจากนี้ แม้จะไม่เห็นว่าเครื่องบินอยู่ไหน มากี่เครื่อง แต่เสียงนี้ก็ยังตามหลอกหลอนทหารล็อตเก่าเรื่อยไป ตราบใดที่ยังไม่มีขีปนาวุธยิง F-16 ของไทยให้ร่วง
ปัจจุบันฝูงบิน 103 ไม่ใช่แค่เป็นฝูงบินขนาดใหญ่ที่รวบรวมเครื่องบินขับไล่ F-16 ทั้ง ADF และ OCU ไว้ด้วยกัน F-16 ที่ขึ้นบินทุกวันนี้เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนเหนือน่านฟ้าภาคอีสาน แต่ยังมีการบินลาดตระเวนร่วมสนับสนุนกับกองกำลังภาคพื้นดินทั้งกองกำลังสุรนารี ทหารหลัก ทหารพราน และตำรวจตระเวนชายแดนทำให้การป้องกันแผ่นดินไทยในฝั่งอีสานมีประสิทธิภาพสูง แม้ในวันที่ทหารกัมพูชาพยายามปรับกลยุทธ์เป็นการรบแบบกองโจรหรือเสริมกำลังด้วยอาวุธหนัก
ข้อมูลจำเพาะ F-16ADF Royal Thai Air Force
ประเภท : เครื่องบินขับไล่สกัดกั้นและโจมตี
ผู้ผลิต : บริษัท เจเนอรัล ไดนามิกส์ สหรัฐอเมริกา
เครื่องยนต์ : F-100-PW-220 Turbofan 1 เครื่อง
กางปีก : 32 ฟุต 9.45 นิ้ว
ความยาว : 49 ฟุต 5.9 นิ้ว
สูง : 16 ฟุต 9.5 นิ้ว
น้ำหนักตัวเปล่า : 14,567 ปอนด์
น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด : 35,400 ปอนด์
ความเร็วสูงสุด : 2 มัค (2,124 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
เพดานบิน : 60,000 ฟุต
พิสัยบิน(บินไกล) : 2,100 ไมล์ เมื่อติดตั้งกระเปาะเชื้อเพลิงสำรอง
รัศมีปฎิบัติการรบ : 500 ไมล์
อาวุธ :
ปืนใหญ่อากาศ เอ็ม61เอ1 ขนาด 20 มิลลิเมตร 6 ลำกล้อง 1 กระบอก กระสุนกระบอกละ 500 นัด
อาวุธอากาศ-สู่-อากาศ
จรวดนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ พิสัยใกล้ เอไอเอ็ม - 9 ไซด์ไวน์เดอร์
จรวดนำวิถีอากาศ-สู่-อากาศ พิสัยปานกลาง เอไอเอ็ม - 120 แอมแรม
อาวุธอากาศ-สู่-พื้น
ระเบิดไม่นำวิถี
ซีบียู (cluster bomb)
เอจีเอ็ม- 65 มาเวอริค
ระเบิดร่อน KGGB
น้ำหนักบรรทุกอาวุธ : 5,443 กิโลกรัม
ปีที่เข้าประจำการ : พ.ศ.2544
สถานะ : อยู่ในประจำการ
ฝูงบินที่ประจำการ :
ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราช (อดีต)
ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช (ปัจจุบัน)
คำขวัญฝูงบิน :
ฝูงบิน 102 >> เราจะหยุดไพรีที่ห้าวหาญ
ฝูงบิน 103 >> ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว
การปรากฏตัวของ F-16ADF เหนือน่านฟ้าอีสานนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงกำลังหรือการป้งกันประเทศตามอำนาจของท่านผู้บัญชาการทหารอากาศ แต่เป็นแสดงถึงขีดความสามารถที่เหนือกว่าของกำลังทางอากาศที่แม้จะเป็นอากาศยานมือสอง แต่ก็มีคุณค่าในด้านยุทธการสูง ดังนั้นการขึ้นบินของ F-16ADF คือการคุ้มครองชีวิตของกำลังพลแนวหน้าและอธิปไตยของชาติไว้อย่างเต็มกำลัง สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Whutchanunt Phutchanrinya
Lugman Alif
CHITTA_P
BSTCNX
Airlinesweek
Anutsara Thaidamrong
Thai Weapon Channel
Thairath Online
AMARIN TV
History World
เรียบเรียงโดย : นักรบดาวแดง
เทคโนโลยี
สงคราม
ทหาร
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย