Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
2 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ
YMTC คือใคร? ม้ามืดจากจีนที่ทำเอาเจ้าตลาดชิปอย่าง Samsung ยังต้องกลัว
ย้อนกลับไปในยุคที่เรายังต้องเก็บเพลงโปรดไว้ในแผ่นซีดีรวมฮิต MP3 ยี่ห้อดังอย่าง “Vampire”
ตอนนั้นแผ่นพลาสติกแผ่นเดียวเก็บเพลงได้เป็นพันเพลง เราก็รู้สึกว่ามันคือสุดยอดนวัตกรรมที่เก็บข้อมูลได้มหาศาลแล้ว…
แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ข้อมูลทุกอย่างถูกย่อส่วนลงไปอยู่ในชิปขนาดจิ๋วที่มองแทบไม่เห็น
อุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำกลายเป็นรากฐานสำคัญของโลกดิจิทัลที่มีมูลค่ามหาศาล และคาดการณ์กันว่าตลาดนี้จะพุ่งทะยานไปถึง 200 billion ดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026
ตลาดชิปหน่วยความจำเปรียบเสมือนโต๊ะโป๊กเกอร์ที่มีเงินเดิมพันสูงลิ่ว
โดยมีผู้เล่นขาประจำระดับยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung SK Hynix และ Micron นั่งคุมเกมมาอย่างยาวนาน พวกเขาผูกขาดและควบคุมทิศทางของตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ…
กำแพงของการเข้าสู่ธุรกิจนี้สูงชันมาก จนหลายคนเชื่อว่าคูเมืองทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมชิปนั้นลึกและกว้างเกินกว่าที่ใครจะกระโดดข้ามมาได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศจีนที่แม้จะเก่งด้านการผลิตแค่ไหนก็ตาม
จนกระทั่งวันหนึ่ง มีผู้เล่นหน้าใหม่จากเมือง Wuhan เดินเข้ามาที่โต๊ะพร้อมกับเงินทุนจากรัฐบาลที่ดูเหมือนจะไม่มีวันหมด
ผู้เล่นคนนี้มีชื่อว่า YMTC และเขากำลังหงายไพ่ในมือที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน…
เพื่อทำความเข้าใจการพลิกโฉมครั้งนี้ เราต้องรู้จักสมองของโลกดิจิทัลกันก่อน
ชิปหน่วยความจำในตลาดแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ประเภทแรกคือ DRAM ซึ่งเปรียบเสมือนโต๊ะทำงานความเร็วสูงของคอมพิวเตอร์
DRAM ต้องใช้กระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงตลอดเวลาเพื่อกักเก็บข้อมูล แม้ข้อมูลจะหายไปทันทีเมื่อปิดเครื่อง
แต่ก็แลกมาด้วยความเร็วในการประมวลผลระดับสุดยอด การผลิตชิปชนิดนี้ถือเป็นงานศิลปะที่ยากลำบากอย่างยิ่ง…
ผู้ผลิตต้องสร้างตัวเก็บประจุขนาดจิ๋วเพื่อทำงานคู่กับทรานซิสเตอร์ให้สมบูรณ์แบบ
ความยากระดับนี้ทำให้มีเพียงสามบริษัทใหญ่ที่ควบคุมตลาด DRAM โลกไว้ได้เกือบทั้งหมด ทิ้งห่างคู่แข่งรายอื่นอย่างไม่เห็นฝุ่น
ส่วนชิปอีกประเภทคือ NAND ซึ่งทำหน้าที่เหมือนโกดังดิจิทัลที่เก็บข้อมูลระยะยาวได้แม้ไม่มีกระแสไฟฟ้า
นี่คือเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง SSD และหน่วยความจำในสมาร์ตโฟนที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน…
ตลาด NAND มีการแข่งขันที่กระจายตัวมากกว่าเล็กน้อย จึงกลายเป็นเป้าหมายที่ดูมีความเป็นไปได้มากกว่าสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีความทะเยอทะยานอย่าง YMTC ในการบุกทะลวงเข้ามา
ในอดีตความก้าวหน้าของการผลิตชิปคือการพยายามย่อขนาดทรานซิสเตอร์ให้เล็กลง เพื่อวางแผนผังบนแผ่นซิลิคอนแนวราบให้ได้มากที่สุด
แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เทคโนโลยีแบบแนวราบก็เดินทางมาถึงทางตันทางฟิสิกส์…
เซลล์ที่ถูกบีบให้เล็กลงและเบียดเสียดกันมากเกินไป ทำให้อิเล็กตรอนเริ่มเกิดการรั่วไหลข้ามเซลล์ ซึ่งวงการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการรบกวนกันระหว่างเซลล์ ส่งผลให้ข้อมูลเสียหายและอายุการใช้งานชิปลดลง
ทางออกของอุตสาหกรรมในตอนนั้นคือการหยุดขยายพื้นที่สร้างบ้านชั้นเดียว แล้วหันมาสร้างตึกระฟ้าแทน
นำไปสู่การกำเนิดของเทคโนโลยี 3D NAND ที่ใช้วิธีเรียงซ้อนเซลล์หน่วยความจำขึ้นไปในแนวตั้ง…
ยิ่งมีจำนวนชั้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถเก็บข้อมูลในพื้นที่ฐานเท่าเดิมได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเสี่ยงย่อขนาดเซลล์ให้เล็กจนขาดความเสถียร
การเปลี่ยนผ่านสถาปัตยกรรมครั้งนี้ได้จุดชนวนการแข่งขันทางเทคโนโลยีครั้งใหม่ขึ้นมา
การเปลี่ยนผ่านจากแนวราบสู่แนวตั้ง ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความเปราะบางของบริษัทเจ้าตลาด
ความเชี่ยวชาญในการผลิตแนวราบที่สั่งสมมาหลายทศวรรษเริ่มมีความสำคัญน้อยลงในสมรภูมิใหม่นี้…
การผลิต 3D NAND เรียกร้องเทคนิคการเจาะรูลึกที่มีความกว้างแคบมากๆ ทะลุผ่านวัสดุหลายร้อยชั้นให้มีความสม่ำเสมอสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนอย่างน่าเหลือเชื่อ
ช่องโหว่ทางเทคโนโลยีนี้เองที่ YMTC ฉวยโอกาสบุกเข้ามา
บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นภายใต้นโยบายระดับชาติ Made in China 2025 โดยมีกองทุนอัดฉีดเงินตั้งต้นมหาศาลถึง 24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ…
เป้าหมายสูงสุดคือการทำลายการผูกขาดของต่างชาติ และสร้างแชมเปียนระดับชาติขึ้นมาแข่งขันบนเวทีโลก
สิ่งที่ทำให้วงการเทคโนโลยีต้องตกตะลึงคือการเปิดตัวสถาปัตยกรรมใหม่ที่พวกเขาเรียกว่า “Xtacking”
ตามปกติแล้วโครงสร้างหน่วยความจำและวงจรตรรกะจะถูกสร้างขึ้นซ้อนกันบนแผ่นซิลิคอนชิ้นเดียว ซึ่งทำให้เกิดข้อจำกัดและต้องประนีประนอมประสิทธิภาพบางส่วนระหว่างการผลิต…
แต่เทคโนโลยี “Xtacking” เลือกที่จะฉีกกฎเกณฑ์เดิม โดยสร้างโครงสร้างหน่วยความจำและวงจรตรรกะบนแผ่นซิลิคอนเวเฟอร์สองแผ่นที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงตั้งแต่เริ่มต้น
เมื่อแผ่นเวเฟอร์ทั้งสองเสร็จสมบูรณ์ แผ่นหนึ่งจะถูกพลิกกลับและนำมาจัดวางตำแหน่งให้ตรงกับอีกแผ่น
จากนั้นจึงเชื่อมประสานกันอย่างถาวรด้วยจุดเชื่อมต่อทองแดงจิ๋วนับล้านจุดในแนวตั้ง…
วิธีนี้ทำให้แต่ละส่วนสามารถใช้กระบวนการผลิตที่ดีที่สุดของตัวเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
แผ่นวงจรตรรกะสามารถใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและรวดเร็ว ในขณะที่แผ่นหน่วยความจำก็ทำความหนาแน่นได้สูงสุด
ผลลัพธ์ที่ได้คือความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และความหนาแน่นของบิตที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรม
YMTC สามารถก้าวกระโดดจากชิป 32 ชั้น ไปสู่ชิป 232 ชั้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี…
การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้เกิดขึ้นเพราะ YMTC เลือกใช้กลยุทธ์แบบอสมมาตร
พวกเขาใช้เครื่องมือพิมพ์ลายวงจรรุ่นเก่าที่หาได้ง่ายมาผลิตวงจรตรรกะ และทุ่มเทเทคนิคขั้นสูงไปที่เวเฟอร์หน่วยความจำเพียงอย่างเดียว
เมื่อสามารถผลิตชิปที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมเวทีโลก YMTC ก็เริ่มเดินเกมรุกด้วยกลยุทธ์การหั่นราคาอย่างดุดัน
โดยอาศัยความได้เปรียบจากเงินทุนสนับสนุนของรัฐบาลที่พร้อมรับการขาดทุน…
การทุ่มตลาดครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งอุตสาหกรรม จนเหล่านักวิเคราะห์ถึงกับบัญญัติคำศัพท์ว่าปรากฏการณ์วันสิ้นโลกของ NAND เพื่ออธิบายถึงสถานการณ์ที่ราคาชิปทั่วโลกอาจพังทลายลงมา
1
พวกเขาเปิดตัวแบรนด์สำหรับผู้บริโภคชื่อ Zhitai และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในประเทศจีน สามารถโค่นแชมป์เก่าอย่าง Samsung ลงจากตำแหน่งแบรนด์ SSD ที่ขายดีที่สุดบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ได้สำเร็จ…
แต่คำถามที่ตามมาคือ กลยุทธ์ยอมขาดทุนเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดนี้จะมีความยั่งยืนจริงหรือ
หากมองจากมุมมองทางธุรกิจเชิงพาณิชย์ล้วนๆ คำตอบคือเป็นไปไม่ได้เลยที่บริษัทจะอยู่รอด
YMTC ขาดทุนอย่างหนักและต้องอาศัยการอัดฉีดเงินทุนเพิ่มอีกหลายพันล้านดอลลาร์จากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการวิจัยพัฒนาและปรับปรุงเครื่องจักร…
โมเดลธุรกิจของพวกเขาไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยรายงานผลกำไรรายไตรมาสแบบบริษัทตะวันตก
แต่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายทางภูมิรัฐศาสตร์ระยะยาวของจีน สิ่งนี้ทำให้ YMTC กลายเป็นคู่แข่งที่อันตรายและคาดเดาได้ยากที่สุด
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนไม่ได้มีแค่ YMTC เพียงรายเดียว
หากเรามองไปที่ตลาด DRAM จีนยังมีแชมเปียนอีกรายชื่อ CXMT ที่พยายามท้าทายตลาดอันโหดหินนี้เช่นกัน…
แต่เรื่องราวของ CXMT กลับเต็มไปด้วยอุปสรรคทางฟิสิกส์ที่สาหัสกว่ามาก
การผลิต DRAM รุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ต้องพึ่งพาเครื่องพิมพ์ลายวงจร EUV ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและแพงที่สุดในโลก
เครื่อง EUV ผลิตโดยบริษัท ASML ในเนเธอร์แลนด์เพียงแห่งเดียว
การคว่ำบาตรที่นำโดยสหรัฐอเมริกาสามารถสกัดกั้นไม่ให้จีนเข้าถึงเครื่องจักรชิ้นนี้ได้อย่างหมดจดและแม่นยำราวกับการผ่าตัด…
สิ่งนี้ทำให้ CXMT ต้องเผชิญกับช่องว่างทางเทคโนโลยีและตามหลังผู้นำตลาดอยู่หลายปี แม้จะพยายามพัฒนานวัตกรรมโดยไม่พึ่งพาเครื่อง EUV แต่เส้นทางนี้ก็มีต้นทุนสูงและยากลำบากขึ้นในทุกเจเนอเรชัน
เมื่อเทคโนโลยีของ YMTC เริ่มก้าวหน้าจนน่ากลัวเกินไป สหรัฐอเมริกาก็ตัดสินใจลงดาบ
ในที่สุดบริษัทแห่งนี้ก็ถูกจับเข้าไปอยู่ในบัญชีดำที่เรียกว่า “Entity List” อย่างเป็นทางการ…
มาตรการนี้เป็นการตัดขาด YMTC ออกจากซัพพลายเออร์อุปกรณ์ผลิตชิปรายสำคัญของอเมริกาทั้งหมด รวมถึงซอฟต์แวร์การออกแบบที่จำเป็น ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความพยายามก้าวสู่เวทีสากล
ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ Apple ต้องประกาศยกเลิกแผนการนำชิปจาก YMTC มาใช้ทันที
สหรัฐอเมริกามองว่าบริษัทนี้ไม่ใช่แค่คู่แข่งทางการค้า แต่เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงระดับชาติ…
ตะวันตกเกรงว่าหากจีนควบคุมส่วนแบ่งการผลิตหน่วยความจำหลักของโลกได้สำเร็จ
จีนจะมีอำนาจในการแทรกแซงห่วงโซ่อุปทานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และฮาร์ดแวร์ทางการทหารของโลกได้ตามต้องการ
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกำแพงการคว่ำบาตร YMTC ก็ยังไม่ยอมแพ้ พวกเขาอาศัยเงินทุนก้อนใหม่จากรัฐและหันหัวเรือกลับไปพึ่งพาผู้ผลิตอุปกรณ์ภายในประเทศจีนอย่างเต็มกำลัง…
การถูกบีบบังคับครั้งนี้กลับกลายเป็นดาบสองคม ในแง่หนึ่งมันคือตัวเร่งปฏิกิริยาให้ระบบนิเวศการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศของจีนเติบโตและพัฒนาได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม
แต่อีกแง่หนึ่ง การพึ่งพาตนเองก็มีราคาแพงที่ต้องจ่าย มีรายงานว่าชิปรุ่นใหม่ที่ผลิตด้วยเครื่องมือจีน มีจำนวนชั้นเลเยอร์ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับชิปรุ่นก่อนหน้าที่ใช้เครื่องมือตะวันตก…
การลดสเปกลงนี้น่าจะเป็นการประนีประนอมที่จำเป็น เพื่อให้กระบวนการผลิตมีความเสถียรเพียงพอ เนื่องจากเครื่องมือของจีนในปัจจุบันยังไม่มีความแม่นยำเทียบเท่ากับของต่างชาติ
นี่คือความท้าทายและเป็นความเสี่ยงสูงสุดในอนาคตของ YMTC การต่อสู้บนกระดานนี้ได้เปลี่ยนจากสงครามราคาและการทุ่มตลาด ไปสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีการผลิตขั้นพื้นฐานอย่างเต็มรูปแบบ…
คำถามสำคัญคือ ห่วงโซ่อุปทานของจีนจะสามารถเติบโตและพัฒนาได้เร็วพอที่จะดันให้ YMTC ยืนหยัดอยู่บนพรมแดนแห่งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดต่อไปได้หรือไม่
หรือสุดท้ายแล้ว การพึ่งพาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพรองลงมา จะผลักไสให้พวกเขาติดหล่ม กลายเป็นเพียงผู้ผลิตในประเทศที่ทำได้แค่เดินตามหลังผู้นำโลกอยู่หนึ่งก้าวเสมอ…
คำตอบของเรื่องราวทั้งหมดนี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า พายุใหญ่จากแดนมังกรลูกนี้ คือภัยคุกคามที่ยั่งยืน หรือเป็นเพียงแค่ความผิดปกติชั่วคราวที่ถูกค้ำยันไว้ด้วยเงินทุนมหาศาลของรัฐบาลกันแน่
References : [bloomberg, reuters, trendforce, tomshardware, nikkeiasia]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/who-is-ymtc/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
คลิกเลย -->
https://www.blockdit.com/articles/5cda56f1e5eac0101e278c73
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
จีน
1 บันทึก
2
2
1
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย