20 มี.ค. เวลา 02:09 • ธุรกิจ

Foxconn ฮุบ Sharp มหากาพย์การเทกโอเวอร์สะเทือนวงการธุรกิจญี่ปุ่น

เคยสงสัยกันมั๊ยครับว่าดินสอกดแท่งแรกที่เราใช้เขียนหนังสือ กับทีวีจอแบนเครื่องใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในห้องนั่งเล่น มีจุดกำเนิดมาจากชายคนเดียวกัน
ชายผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยสูญเสียทั้งครอบครัวและโรงงานไปในกองเพลิงแห่งภัยพิบัติ แต่กลับลุกขึ้นมายืนหยัดสร้างอาณาจักรอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกได้สำเร็จ
แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเทคโนโลยีที่เคยสร้างรายได้มหาศาล กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความพังพินาศ
เรื่องราวนี้คือบทเรียนของยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่มีอายุร้อยกว่าปี ซึ่งสุดท้ายต้องยอมพ่ายแพ้และขายกิจการให้กับบริษัทต่างชาติ
มหากาพย์การล่มสลายของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง “Sharp” มีจุดเริ่มต้นและจุดจบอย่างไร
ย้อนกลับไปในปี 1912 ที่เมือง Tokyo เด็กหนุ่มวัย 19 ปีชื่อว่า Tokuji Hayakawa เริ่มต้นชีวิตจากจุดที่ติดลบ
เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจนข้นแค้นและถูกยกให้เป็นลูกบุญธรรม ชีวิตวัยเด็กเต็มไปด้วยความยากลำบากและถูกใช้งานหนัก
จนกระทั่งเพื่อนบ้านเห็นใจและฝากฝังให้เขาเข้าไปเป็นเด็กฝึกงานในร้านทำเครื่องโลหะ
การต่อสู้ดิ้นรนนี้เองที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนช่างสังเกตและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา…
ในวัยหนุ่มเขาได้ประดิษฐ์สิ่งแรกขึ้นมานั่นคือหัวเข็มขัดที่สามารถรัดสายได้โดยไม่ต้องเจาะรู เขาตั้งชื่อมันว่า Tokubijo
สิ่งประดิษฐ์เล็กๆ นี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนทำให้เขาสามารถตั้งตัวและเปิดโรงงานของตัวเองได้สำเร็จ
แต่ผลงานชิ้นเอกที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาลได้ถือกำเนิดขึ้นหลังจากนั้น ในปี 1915 เมื่อเขาได้รับโจทย์ให้พัฒนาไส้ในของดินสอกด…
สมัยนั้นดินสอกดมักมีปัญหาไส้หักง่ายและใช้งานไม่สะดวก เขาจึงทุ่มเทคิดค้นจนได้ดินสอกดที่มีกลไกผลักไส้ออกมาได้อย่างแม่นยำและทนทาน
เขาตั้งชื่อสิ่งประดิษฐ์นี้ว่า Ever-Ready Sharp Pencil ซึ่งแปลว่าดินสอที่แหลมคมและพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
คำว่า “Sharp” จากดินสอแท่งนั้นได้กลายมาเป็นชื่อบริษัทที่คนทั่วโลกเรียกขานกันจนติดปากในเวลาต่อมา…
ธุรกิจกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่แล้วโชคชะตาก็ทดสอบเขาอย่างโหดร้ายที่สุด
ในวันที่ 1 กันยายนปี 1923 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาค Kanto
แรงสั่นสะเทือนมหาศาลมาพร้อมกับทะเลเพลิงที่เผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นจุล
เขารอดชีวิตมาได้แต่ต้องแลกกับการสูญเสียภรรยาและลูกน้อยทั้งสองคนไปในกองเพลิง…
โรงงานที่เขาสร้างมากับมือถูกทำลายจนไม่เหลือซาก แถมยังมีหนี้สินก้อนโตจากสินค้าที่ผลิตส่งลูกค้าไม่ทัน
หากเป็นคนอื่นคงยอมแพ้และทิ้งทุกอย่างไปแล้ว แต่เขาเลือกที่จะนำสิทธิบัตรดินสอกดอันล้ำค่าไปมอบให้เจ้าหนี้เพื่อล้างหนี้ทั้งหมด
จากนั้นเขาก็หอบเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชิ้นเดินทางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมือง Osaka ด้วยมือเปล่า…
ที่นั่นเขาเล็งเห็นโอกาสใหม่จากวิทยุซึ่งเป็นของเล่นราคาแพงที่นำเข้าจากต่างประเทศ
แม้จะไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้าเลยแม้แต่น้อย แต่เขาตัดสินใจซื้อวิทยุมาแกะดูชิ้นส่วนประกอบข้างในและทดลองสร้างมันขึ้นมาใหม่
จนในปี 1925 เขาสามารถประดิษฐ์วิทยุแร่เครื่องแรกที่ประกอบในญี่ปุ่นได้สำเร็จภายใต้แบรนด์ “Sharp” และมันก็ขายดีถล่มทลาย…
นี่คือจุดเริ่มต้นของดีเอ็นเอแห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรม การเปลี่ยนสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นสินค้าที่ทุกคนเข้าถึงได้
1
พวกเขาขยับขยายไปสู่การผลิตทีวีขาวดำเครื่องแรกของญี่ปุ่นในปี 1953 ทั้งที่ในยุคนั้นยังไม่มีสถานีโทรทัศน์ออกอากาศเลยด้วยซ้ำ
เขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าหากสร้างเครื่องรับออกมารอได้สำเร็จ ท้ายที่สุดสถานีส่งสัญญาณก็จะต้องเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน…
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ปูทางไปสู่วิกฤตในอนาคตเริ่มต้นขึ้นจากสงครามเครื่องคิดเลขในยุค 1960
ในเวลานั้นเครื่องคิดเลขมีขนาดใหญ่เทอะทะและมีน้ำหนักมาก พวกเขาต้องแข่งขันอย่างดุเดือดกับคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Casio
อาวุธลับที่ถูกนำมาใช้เพื่อย่อขนาดเครื่องคิดเลขให้พกพาได้คือเทคโนโลยีหน้าจอแบบใหม่ที่เรียกว่า “LCD”…
ในปี 1973 พวกเขาเปิดตัวเครื่องคิดเลขพกพารุ่น EL-805 ซึ่งใช้หน้าจอ “LCD” เป็นเครื่องแรกของโลก
มันมีความบางเบาและประหยัดพลังงานมากกว่าเดิมมหาศาล ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ทำให้บริษัทเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจ
พวกเขาฝังรากลึกกับความคิดที่ว่า “LCD” คืออนาคตที่แท้จริง และเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าย่อมเป็นผู้ชนะเสมอ…
ความเชื่อนี้เองที่กลายมาเป็นดาบสองคมในอีกหลายสิบปีต่อมา ข้ามมาในช่วงปลายยุค 1990 ที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังซบเซา
ประธานบริษัทคนใหม่ Katsuhiko Machida ได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่กล้าหาญในการเปลี่ยนสินค้าทุกชนิดให้ใช้หน้าจอ “LCD”
พวกเขาเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการเลิกผลิตทีวีจอตู้แบบดั้งเดิม และทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดไปที่ทีวีจอแบน…
การเดิมพันครั้งนั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ในปี 2001 แบรนด์ทีวี Aquos ถือกำเนิดขึ้นและกวาดส่วนแบ่งตลาดโลกไปถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ในช่วงแรก
ชัยชนะอันหอมหวานนี้ทำให้พวกเขาเริ่มชะล่าใจและมั่นใจในตัวเองมากเกินไป
พวกเขาทุ่มเงินมหาศาลสร้างโรงงานระดับตำนานอย่าง Kameyama ในปี 2004 เพื่อผลิตทุกชิ้นส่วนเองในญี่ปุ่น ป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีรั่วไหล…
สื่อมวลชนต่างยกย่องว่านี่คือความภาคภูมิใจและเป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นยุคใหม่
แต่ในขณะที่พวกเขามัวแต่หวงวิชาและเก็บตัวอยู่แต่ในประเทศ โลกภายนอกกำลังหมุนไปอย่างรวดเร็ว
คู่แข่งอย่าง Samsung และ LG เลือกใช้กลยุทธ์ที่ต่างออกไป พวกเขาเน้นการผลิตจำนวนมากเพื่อกดราคาให้ต่ำและขยายตลาดไปทั่วโลก…
แทนที่จะปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลง พวกเขากลับเลือกที่จะทุ่มสุดตัวด้วยความทะนงตน
ในปี 2007 พวกเขาตัดสินใจลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการสร้างโรงงาน Sakai ในเมือง Osaka
มันถูกออกแบบให้เป็นโรงงานผลิตจอ “LCD” ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในโลก โดยหวังจะผลิตจอขนาดใหญ่ส่งขายให้เศรษฐีและแบรนด์คู่แข่งอย่าง Sony…
แต่แล้วฝันร้ายก็มาเยือนอย่างไม่ทันตั้งตัว ในปี 2008 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ Hamburger Crisis ที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก
1
กำลังซื้อทีวีจอใหญ่ราคาแพงหดหายไปในพริบตา ในขณะเดียวกันคู่แข่งก็สามารถพัฒนาคุณภาพจอให้ทัดเทียมได้ในราคาที่ถูกกว่ามาก
ราคาของแผงหน้าจอในตลาดโลกร่วงดิ่งลงเหว โรงงานยักษ์ใหญ่ที่เพิ่งสร้างเสร็จกลับเดินเครื่องผลิตได้ไม่ถึงครึ่งของกำลังการผลิต…
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อข้อตกลงที่ทำไว้กับ Sony พังทลายลง เพราะความเย่อหยิ่งที่เลือกส่งสินค้าให้ทีวีแบรนด์ตัวเองก่อน
ทำให้ Sony ตัดสินใจหันไปจับมือกับ Samsung แทน พวกเขาต้องจมอยู่กับสต็อกสินค้าและต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่ว
จากที่เคยทำกำไรมหาศาลกลับกลายเป็นขาดทุนยับเยิน จนในปี 2012 บริษัทเผชิญกับตัวเลขขาดทุนทะลุห้าพันล้านดอลลาร์…
พนักงานนับหมื่นคนต้องถูกปลดออก ผู้บริหารระดับสูงทยอยลาออก บริษัทยักษ์ใหญ่อายุร้อยปีตกอยู่ในสภาพหายใจรวยรินและเกือบจะล้มละลาย
ในจังหวะที่มืดมนที่สุดนั้นเอง ชายผู้ก่อตั้งบริษัท “Foxconn” อย่าง Terry Gou ก็ได้ก้าวเข้ามา
บริษัทจากไต้หวันแห่งนี้เป็นผู้รับจ้างผลิต iPhone ให้กับ Apple พวกเขาเก่งกาจเรื่องการประกอบชิ้นส่วนแต่ขาดแคลนเทคโนโลยีหน้าจอเป็นของตัวเอง…
การได้ครอบครองเทคโนโลยีจอภาพขั้นสูงจะทำให้ “Foxconn” สามารถควบคุมห่วงโซ่การผลิตได้ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
การเจรจาเข้าซื้อกิจการเต็มไปด้วยความตึงเครียด ผู้บริหารญี่ปุ่นพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของชาติ
พวกเขาพยายามขอความช่วยเหลือจากกองทุนของรัฐบาลอย่าง INCJ แต่หนี้สินที่พอกพูนนั้นเกินกว่าจะเยียวยาได้ไหว…
ท้ายที่สุดในปี 2016 อดีตราชันย์แห่งจอภาพก็ต้องจำยอมขายวิญญาณให้ต่างชาติ
“Foxconn” เข้าเทกโอเวอร์กิจการด้วยมูลค่าสูงถึงสามพันห้าร้อยล้านดอลลาร์ ปิดตำนานบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่นที่ยืนยงมาอย่างยาวนาน
เจ้าของใหม่ชาวไต้หวันเข้ามาล้างไพ่และรื้อระบบการบริหารงานที่เชื่องช้าของญี่ปุ่นทิ้งไปจนหมดสิ้น…
พวกเขาใช้ความเด็ดขาดตัดหน่วยธุรกิจที่ขาดทุนทิ้ง ย้ายฐานการผลิต และใช้เครือข่ายของตัวเองเพื่อกดต้นทุนให้ต่ำที่สุด
ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าเหลือเชื่อ เพียงแค่ปีกว่าๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เคยขาดทุนย่อยยับก็สามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง
และล่าสุดในปี 2024 โรงงาน Sakai ที่เคยเป็นบาดแผลฉกรรจ์ก็ได้ยุติการผลิตหน้าจอทีวีลงอย่างถาวร โดยพื้นที่ถูกขายให้ KDDI เพื่อนำไปทำเป็น Data Center สำหรับ AI…
บทเรียนจากความล้มเหลวครั้งประวัติศาสตร์นี้สอนให้เรารู้ว่า เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในห้องทดลองไม่ได้การันตีชัยชนะในตลาดเสมอไป
การยึดติดกับความสมบูรณ์แบบทางวิศวกรรมมากเกินไป จนละเลยบริบทด้านราคาและความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคคือหายนะ
ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการทีวีที่ภาพคมชัดที่สุดในโลก แต่พวกเขาต้องการสินค้าที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมากที่สุด…
นอกจากนี้การนำทรัพยากรทั้งหมดไปผูกติดไว้กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวยังเป็นความเสี่ยงที่ประเมินค่าไม่ได้
เมื่อยุคทองของ “LCD” สิ้นสุดลง อาณาจักรทั้งมวลจึงพังทลายลงมาพร้อมกัน แตกต่างจากคู่แข่งที่มีการกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจอื่น
ในอดีตพวกเขาเคยรอดพ้นวิกฤตมาได้เพราะความสามารถในการปรับตัว จากหัวเข็มขัด สู่ดินสอกด และเครื่องใช้ไฟฟ้า…
แต่ในยุคดิจิทัลที่โลกหมุนเร็วกว่าเดิม พวกเขากลับติดกับดักความสำเร็จของตัวเองและก้าวตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน
วันนี้ยักษ์ใหญ่ในมือของเจ้าของใหม่ชาวไต้หวันอาจไม่หลงเหลือความภาคภูมิใจแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดในโลกธุรกิจ
แม้ชื่อของผู้ครอบครองจะเปลี่ยนไป แต่เรื่องราวของเด็กหนุ่มกำพร้าที่สร้างอาณาจักรจากเถ้าถ่าน
และจุดจบของการยึดติดกับอดีต จะยังคงเป็นคัมภีร์เล่มสำคัญให้คนทำธุรกิจได้ศึกษาไปอีกนานแสนนาน…
References : [sharp, wikipedia, quartz, kddi, bbc]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/foxconn-neemt-sharp-over/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา