20 มี.ค. เวลา 23:09 • ข่าวรอบโลก

สรุปเหตุการณ์ความขัดแย้ง: ปฏิบัติการ True Promise 4 ระหว่างอิหร่านและอิสราเอล

​สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก เมื่อกองทัพอิหร่านเปิดฉากปฏิบัติการตอบโต้อิสราเอลอย่างหนักหน่วงด้วย "ปฏิบัติการ True Promise 4" ซึ่งเป็นการโจมตีด้วยขีปนาวุธติดหัวรบคลัสเตอร์ (Cluster Bomb) จำนวนมหาศาลเข้าใส่พื้นที่สำคัญของอิสราเอลอย่างต่อเนื่องถึง 4 ครั้งภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง
​เป้าหมายและความเสียหายจากการโจมตี
​อิหร่านได้ระบุเป้าหมายในการโจมตีครั้งนี้ไปที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญหลายแห่ง ได้แก่ ค่ายทหาร, เรือบรรทุกน้ำมัน และบังเกอร์ที่ใช้สำหรับการประชุมสำคัญระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมหลายเมืองใหญ่ เช่น:
​กรุงเยรูซาเลม
​เมืองไฮฟา (รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันบาซาน กรุ๊ป)
​กรุงเทลอาวีฟ
​ย่านครายอท และย่านคิริยัต อะตา
​จากรายงานเบื้องต้น เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้เป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,100 ราย และทหารได้รับบาดเจ็บอีกประมาณ 1,500 ถึง 2,000 นาย นอกจากนี้ยังมีภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนถูกเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
​เทคโนโลยีอาวุธและสถานการณ์ทางอากาศ
​กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ได้เปิดเผยภาพการใช้ขีปนาวุธพิสัยกลางรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า "นัสรุลเลาะห์" (Nasrallah) ซึ่งโดดเด่นในด้านระบบควบคุมความแม่นยำสูง นำมาใช้เป็นครั้งแรกในปฏิบัติการนี้
​นอกจากนี้ ยังมีการปะทะกันทางอากาศที่น่าสนใจ เมื่อระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านสามารถสกัดกั้นและโจมตี เครื่องบินขับไล่ F-35 ของสหรัฐฯ ขณะปฏิบัติภารกิจในน่านฟ้าอิหร่าน จนเครื่องบินได้รับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิดและต้องลงจอดฉุกเฉินในฐานทัพของประเทศพันธมิตร แต่อย่างไรก็ตาม นักบินปลอดภัยและไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง
​การตอบโต้จากฝ่ายอิสราเอลและสหรัฐฯ
​ในเวลาไล่เลี่ยกัน อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้สนธิกำลังเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่พื้นที่ทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงเตหะราน โดยมุ่งเป้าไปที่คลังเก็บอาวุธภายในฐานทัพทหารที่หุบเขาโบรัสจาน จังหวัดบูเชอร์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับอ่าวเปอร์เซีย เพื่อพยายามตัดวงจรการส่งกำลังบำรุงของกลุ่มที่พวกเขาเรียกว่าโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย
​ผลกระทบระดับภูมิภาคและการส่งสัญญาณเตือนภัย
​ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สองคู่กรณี แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะที่ กาตาร์ ซึ่งพบว่าแหล่งผลิตก๊าซ LNG ขนาดใหญ่ในเมืองราส ลัฟฟาน ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน
​เหตุการณ์นี้นำไปสู่การแถลงข่าวร่วมกันครั้งสำคัญระหว่าง เชค โมฮัมหมัด บิน อับดุลระห์มาน บิน ยาสซิม อัล ทานี นายกรัฐมนตรีกาตาร์ และ ฮาคาน ฟิดาน รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี โดยทั้งสองฝ่ายได้ส่งสัญญาณเตือนภัย "ระดับสีแดง" ไปยังประชาคมโลก พร้อมเรียกร้องให้ยุติสงครามและการรุกรานในครั้งนี้ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนยากจะควบคุม
สรุปสถานการณ์ความขัดแย้งและการตอบโต้ทางการเมืองในตะวันออกกลาง
​ท่าทีของผู้นำกาตาร์และตุรกีต่ออิหร่านและอิสราเอล
​ในรายงานข่าวระบุว่า ผู้นำกาตาร์ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังอิหร่านอย่างสุภาพแต่หนักแน่น โดยเน้นย้ำว่าทั้งสองประเทศมีประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ร่วมกัน จึงไม่ต้องการให้มีความบาดหมางระหว่างประชาชน และขอให้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสงบ
ซึ่งนัยสำคัญคือการเตือนไม่ให้อิหร่านโจมตีกาตาร์ โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์โจมตีโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติในกาตาร์ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
​ทางด้าน นายฮาคาน ฟิดาน รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี ได้กล่าวโทษอิสราเอลว่าเป็นผู้รับผิดชอบหลักที่ทำให้ภูมิภาคเข้าสู่ภาวะวิกฤต
โดยระบุว่าตุรกีจะไม่ยอมให้อิสราเอลใช้ความขัดแย้งในภูมิภาคเป็นข้ออ้างในการ "ฟอกขาว" อาชญากรรมจากการยึดครองพื้นที่ เช่น ในฉนวนกาซาและเลบานอน พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกหยุดยั้งความทะเยอทะยานของอิสราเอล
​การปรากฏตัวของ เบนจามิน เนทันยาฮู
​ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเสียชีวิตแล้ว เจ้าตัวได้ออกมาแถลงข่าวสดเพื่อสยบข่าวลือ:
​การยืนยันตัวตน: เนทันยาฮูได้เปิดไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก "The Prime Minister of Israel" โดยมีการโชว์ภาพทีมงานและการจัดเตรียมสถานที่เพื่อให้เห็นว่าเป็นเหตุการณ์จริง ไม่ใช่ภาพที่สร้างจาก AI
​คำแถลงต่อสื่อ: เขาเริ่มต้นการแถลงด้วยการกล่าวว่า "ผมยังมีชีวิตอยู่ และพวกคุณทุกคนคือพยาน" เพื่อตอบโต้ข่าวปลอมที่แพร่สะพัดออกไป
​ความร่วมมือกับสหรัฐฯ และปฏิบัติการ "สิงโตคำราม"
​เนทันยาฮูยืนยันว่า อิสราเอลไม่ได้ดึงสหรัฐฯ เข้ามาเปิดศึกกับอิหร่าน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในขณะนี้แน่นแฟ้นเป็นประวัติการณ์ เขายังอ้างว่าอิหร่านกำลังเกิดความระส่ำระสายภายในอย่างหนักจากการถูกโจมตี และประกาศว่าอิสราเอลและสหรัฐฯ คือฝ่ายที่ชนะสงคราม
​นอกจากนี้ การแถลงข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีการโจมตี "เซาท์พาร์ส" ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอิหร่าน เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมา แม้ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ จะออกมาปฏิเสธว่าสหรัฐฯ ไม่มีส่วนรู้เห็นก็ตาม ท้ายที่สุด เนทันยาฮูได้ประกาศเริ่มปฏิบัติการใหม่ที่มีชื่อว่า "Roaring Lion" หรือ "ปฏิบัติการสิงโตคำราม" เพื่อดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของอิสราเอลต่อไป
1. การแถลงของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล (เบนจามิน เนทันยาฮู)
​การยอมรับคำขอของสหรัฐฯ: เนทันยาฮูเปิดเผยว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ขอให้อิสราเอลยับยั้งชั่งใจในการโจมตีครั้งต่อไป ซึ่งทางอิสราเอลกำลังปฏิบัติตามคำขอนั้น
​ความสำเร็จของปฏิบัติการ: ผู้นำอิสราเอลยืนยันว่าปฏิบัติการที่ผ่านมาประสบความสำเร็จสูง โดยสามารถทำลายขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและการผลิตขีปนาวุธของอิหร่านได้เกือบทั้งหมดในช่วง 20 วันของการสู้รบ
​ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ: เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าอิสราเอลลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงคราม โดยยกย่อง "ทรัมป์" ว่าเป็นผู้นำหลักในภารกิจนี้ และระบุว่าทั้งสองประเทศประสานงานกันได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา
​สถานการณ์ภายในอิหร่าน: เนทันยาฮูอ้างว่าเริ่มเห็นรอยร้าวและความแตกแยกในกลุ่มผู้นำอิหร่านและในบริเวณสนามรบ ซึ่งอิสราเอลจะใช้โอกาสนี้ขยายรอยร้าวให้กว้างที่สุด โดยระบุว่าอุตสาหกรรมทางทหารของอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนักตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์
​2. ท่าทีของอิหร่านและผลกระทบต่อโลก
​การขู่ตอบโต้: ทางฝั่งอิหร่านยังคงยืนยันคำขู่ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ และพันธมิตรต่อไป หากมีการรุกล้ำอธิปไตยเพิ่มเติม
​วิกฤตพลังงาน: ทั่วโลกกำลังจับตามองว่าการที่อิสราเอลยอม "ลดเพดาน" การโจมตีตามคำขอของวอชิงตัน จะช่วยลดความร้อนแรงของ "สงครามพลังงาน" ได้จริงหรือไม่
​3. สัญญาณบวกด้านราคาน้ำมันจากสหรัฐฯ
​มาตรการผ่อนปรน: นายสกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าวอชิงตันกำลังพิจารณา "ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน" ต่ออิหร่านเป็นการชั่วคราว
​เป้าหมาย: เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบด้านราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและกระจายผลกระทบไปทั่วโลกจากสภาวะสงครามในขณะนี้
แหล่งข้อมูล คลังความรู้โลกกว้าง
โฆษณา