6 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

‘น้ำจืด’ จุดตายศึกอิหร่าน อาหรับ-อิสราเอล พึ่งพา 80% โครงสร้างเปราะบาง ป้องกันยาก

ยิ่งสงครามยกระดับ เส้นแบ่งก็ยิ่งแคบลง จากเสียงระเบิด กำลังล้ำเข้าใกล้ ‘เส้นแดง’ ที่ไม่ควรถูกแตะ นั่นคือ ‘น้ำดื่ม’ หลายประเทศอ่าวรวมถึงอิสราเอล พึ่งน้ำจืด ‘สูงถึง 80%’ หากโรงกลั่นน้ำกลายเป็นเป้าหมายหลักเมื่อใด หายนะจะรุนแรงยิ่งกว่าโจมตีแหล่งพลังงานเสียอีก
ในไฟสงครามที่ต่างฝ่ายต่างยกระดับความตึงเครียดสูงขึ้นเรื่อย ๆ เกิดการโจมตีแหล่งพลังงานซึ่งกันและกันขึ้น ทำให้โลกจับตา “น้ำมัน” และ “แก๊ส” เป็นหลัก
แต่ในสายตาของหน่วยข่าวกรองสหรัฐ (CIA) กลับมี “ทรัพยากรยุทธศาสตร์” อีกชนิดหนึ่งที่อาจสำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ “น้ำดื่ม”
ในภูมิภาคที่มั่งคั่งด้วยพลังงานมหาศาล แต่แห้งแล้งอย่างสุดขั้ว “น้ำ” จึงไม่ใช่เพียงทรัพยากรพื้นฐานของชีวิต หากแต่เป็น “จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง” ที่อาจพลิกผลสงครามได้
ยิ่งไม่นานมานี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เปิดฉากถล่มโรงผลิตน้ำจืดอิหร่าน ตอบโต้ที่สนามบินดูไบถูกบึ้ม
ขณะที่อิหร่านใช้โดรนโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดของบาร์เรน ซึ่ง “การตอบโต้กันไปมา” ในขณะนี้ กำลังมุ่งเป้าหมายแหล่งพลังงานและฐานทัพเป็นหลัก แต่หากความรุนแรงลุกลามจน “โรงผลิตน้ำจืด” กลายเป็นเป้าหมายหลักเมื่อใด
สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่คือ “หายนะระดับอารยธรรม” ที่รุนแรงยิ่งกว่าการสูญเสียแหล่งพลังงานเสียอีก
เพราะขาดน้ำมัน โลกอาจชะงัก แต่หากขาดน้ำจืด เมืองทั้งเมืองจะหยุดหายใจ
📌อ่าวเปอร์เซีย: มั่งคั่งพลังงาน แต่ ‘ขาดแคลนน้ำ’
แม้ว่าประเทศในอ่าวเปอร์เซีย จะถูกมองว่าเป็น “เศรษฐีน้ำมัน” แต่ในอีกมิติหนึ่ง พวกเขากลับเผชิญความจริงที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ “ความขาดแคลนน้ำจืดอย่างรุนแรง”
ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของภูมิภาคนี้เป็นทะเลทราย ฝนตกน้อยมาก แหล่งน้ำตามธรรมชาติทั้งแม่น้ำและทะเลสาบแทบไม่มี หรือแม้มี ก็ไม่เพียงพอต่อการรองรับประชากรและเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในระดับปัจจุบัน
ขณะที่น้ำใต้ดินซึ่งเคยเป็นแหล่งสำรองสำคัญ ก็ถูกสูบใช้มาอย่างต่อเนื่องจนเริ่มเสื่อมโทรมและไม่สามารถฟื้นตัวได้ทัน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเทศเหล่านี้ “ไม่มีทางเลือกตามธรรมชาติ” นอกจากต้อง “สร้างน้ำขึ้นมาเอง”
ทางออกที่พวกเขาเลือกตั้งแต่ทศวรรษ 1970 คือ “โรงกลั่นน้ำทะเล” เทคโนโลยีที่เปลี่ยนน้ำทะเลให้กลายเป็นน้ำดื่ม
ปัจจุบันมีโรงกลั่นน้ำเกือบ 450 แห่งทั่วภูมิภาค และกลายเป็นเส้นเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนกว่า 100 ล้านคน
ตัวเลขต่อไปนี้สะท้อนความเปราะบางอย่างชัดเจน:
คูเวต พึ่งพาน้ำจากการกลั่นทะเล ~90%
โอมาน ~86%
ซาอุดีอาระเบีย ~70%
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ~42%
ขณะเดียวกัน ในเมืองใหญ่อย่าง ดูไบ (UAE) เมืองที่สร้างภาพลักษณ์โลกอนาคตกลางทะเลทราย
ริยาด (ซาอุดีอาระเบีย) เมืองหลวงกลางแผ่นดินที่แทบไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ
โดฮา (กาตาร์) ศูนย์กลางพลังงานและการเงิน
เมืองเหล่านี้ไม่เพียงใช้ระบบกลั่นน้ำเพื่อการบริโภค แต่ยังรวมถึงภาคอุตสาหกรรม การผลิตอาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์
ส่วน “อิหร่าน” พึ่งพาการกลั่นน้ำทะเลน้อยกว่า เนื่องจากยังคงใช้น้ำจากแม่น้ำ อ่างเก็บน้ำ และน้ำใต้ดิน “เป็นหลัก” แต่น้ำกลั่นจากทะเล ก็ยังเป็น “เส้นเลือดสำคัญ” สำหรับประชากรอิหร่านในแถบชายฝั่งและเกาะต่างๆ ตามข้อมูลจาก French Institute of International Relations
ขณะที่ “อิสราเอล” ปัจจุบันน้ำดื่มและน้ำใช้ในครัวเรือนของอิสราเอล “กว่า 80%” มาจากโรงงานผลิตน้ำจืดขนาดใหญ่ 5-6 แห่งเลียบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ตามข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
หากแหล่งน้ำเหล่านี้ถูกโจมตี จะเกิด “วิกฤติความมั่นคงขั้นสูงสุด” ทันที โดยผลกระทบจะรุนแรงและรวดเร็วกว่าการโจมตีโรงไฟฟ้าหรือคลังน้ำมัน
อ่านเนื้อหาต่อได้ที่:
โฆษณา