1 ชั่วโมงที่แล้ว • ข่าวรอบโลก

WFH ทำให้คนมีลูกเยอะขึ้นได้อย่างไร

หลายประเทศที่กำลังเข้าสู๋สังคมผู้สูงอายุ ล้วนงัดทุกกลวิธีเพื่อเพิ่มอัตราการเกิด จูงใจให้คนมีลูกเยอะขึ้น ทั้งการลดภาษี สนับสนุนทุนการศึกษา การแจกของ หรือแม้แต่การส่งเสริมอุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่ ก็เคยมีคนทำมาแล้ว
แต่บางที การเพิ่มการมีลูก อาจทำได้ง่ายๆเพียงแค่ การให้คนเรามีเวลาอยู่ด้วยกันให้มากขึ้น สถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NBER) ได้ทำการศึกษาผลของการทำงานที่บ้าน กับอัตราการเกิด คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาข้อมูลในยุคหลังการระบาดของโควิด-19 โดยใช้ข้อมูลระดับจุลภาคจากการสำรวจ Global Survey of Working Arrangements (G-SWA) ซึ่งครอบคลุมผู้คนใน 38 ประเทศทั่วโลก และข้อมูลจาก Survey of Working Arrangements and Attitudes (SWAA) ในสหรัฐอเมริกา
การศึกษาครั้งนี้เจาะลึกไปที่กลุ่มวัยเจริญพันธุ์อายุระหว่าง 20 ถึง 45 ปี เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นกับการตัดสินใจมีบุตร คณะผู้วิจัยพบว่า ผู้ใหญ่ที่มีโอกาสได้ทำงานจากที่บ้านอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ มีอัตราการเกิดของบุตรที่เกิดขึ้นจริงในช่วงปี 2023 ถึงต้นปี 2025 รวมไปถึงความตั้งใจที่จะมีบุตรในอนาคต สูงกว่ากลุ่มคนที่ต้องเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศทุกวันอย่างมีนัยสำคัญ
และหากคู่รักทั้งสองคนมีโอกาสได้ WFH อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน พลังทวีคูณนี้จะยิ่งทำให้อัตราการเจริญพันธุ์ตลอดชีพ (Lifetime fertility) สูงขึ้นไปอีก จากข้อมูลการสำรวจใน 38 ประเทศ พบว่าคู่รักที่ได้ WFH ทั้งคู่ จะมีบุตรเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 0.32 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน (หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 14%) เมื่อเทียบกับคู่ที่ไม่มีใครได้ทำงานจากที่บ้านเลย โดยในสหรัฐอเมริกา ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 0.45 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 18% เลยทีเดียว
งานวิจัยประเมินว่าการทำงานจากที่บ้านมีส่วนช่วยให้เกิดเด็กทารกใหม่ถึงราวๆ 291,000 คนต่อปี หรือคิดเป็น 8.1% ของอัตราการเกิดทั้งหมดในประเทศประจำปี 2024 ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับนโยบายดั้งเดิมที่รัฐบาลหลายประเทศนิยมใช้เพื่อกระตุ้นการมีบุตร เช่น การทุ่มงบประมาณอุดหนุนศูนย์ดูแลเด็กปฐมวัยและการศึกษา พบว่าการให้งบประมาณสนับสนุนเหล่านี้ในสหรัฐฯ ช่วยเพิ่มอัตราการมีบุตรได้เพียง 0.08 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนเท่านั้น
ในขณะที่การขยายตัวของ WFH กลับมีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการมีบุตรได้ถึง 0.13 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน แสดงให้เห็นว่านโยบายความยืดหยุ่นในการทำงานนั้นให้ผลลัพธ์ที่ทรงพลังกว่าในบางบริบท และที่สำคัญคือไม่ได้เป็นภาระต่องบประมาณของภาครัฐด้วย
และหากประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตเด็กเกิดน้อยและมีสัดส่วนคนทำงาน WFH ต่ำในปัจจุบัน เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส หรืออิตาลี หันมาสนับสนุนนโยบายให้คนทำงานมีความยืดหยุ่นจนมีสัดส่วนคนได้ WFH เทียบเท่ากับค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และแคนาดา ประเทศเหล่านี้อาจสามารถเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์ระดับชาติได้ประมาณ 2 ถึง 5% เลยทีเดียวครับ ตัวอย่างเช่น ในประเทศญี่ปุ่นอาจมีเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้นถึง 31,800 คนต่อปี หรือในเกาหลีใต้อาจมีเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้นราว 10,500 คนต่อปี
งานวิจัยนี้เปิดมุมมองใหม่ที่ท้าทายกรอบความคิดเดิมๆ และนำเสนอว่า ความยืดหยุ่นในการทำงาน อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่สวัสดิการหรือแรงจูงใจที่บริษัทมีไว้เพื่อดึงดูดพนักงานอีกต่อไป แต่อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม
ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) ลดความเครียดสะสม ส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีให้กับสถาบันครอบครัว และประคับประคองโครงสร้างประชากรได้ในทางหนึ่งด้วย
หรือบางที อาจจะถึงเวลาแล้ว ที่เราจะ...
อ้างอิง
Davis SJ, Aksoy CG, Barrero JM, Bloom N, Cranney K, Dolls M, et al. Work from home and fertility. NBER Working Paper No. 34963. Cambridge, MA: National Bureau of Economic Research; 2026 Mar. Available from: http://www.nber.org/papers/w34963.
โฆษณา