Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 02:09 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
ถอดหน้ากาก Sam Altman อัจฉริยะกู้โลก หรือจอมลวงโลกแห่ง Silicon Valley
ในยุคที่โลกเทคโนโลยีหมุนไปอย่างรวดเร็ว คงไม่มีชื่อไหนถูกพูดถึงมากไปกว่า Sam Altman ชายผู้ถูกยกย่องให้เป็นลูกรักแห่ง Silicon Valley
1
Sam คือต้นแบบซีอีโอยุคใหม่ที่ดูถ่อมตัว เรียบง่าย แต่กลับแฝงเอาไว้ด้วยวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของมนุษยชาติ…
ภาพลักษณ์ของเขาถูกสร้างสรรค์มาอย่างระมัดระวัง เป็นเหมือนการนำจุดเด่นของซีอีโอดังๆ มารวมกันและคัดกรองเอาข้อเสียออกไป
เขาคือ Steve Jobs ที่ไม่เกรี้ยวกราด คือ Elon Musk ที่ไม่มีเรื่องอื้อฉาว และเป็น Mark Zuckerberg ที่ดูมีความเป็นมนุษย์มากกว่า…
เขาพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ที่สมถะบนโลกออนไลน์ เคยแสดงความเห็นว่าจะไม่ใช้เงินมหาศาลไปกับรถยนต์หรูหรา
แต่ในชีวิตจริงกลับมีคนเห็นเขาขับรถที่มีมูลค่าสูงกว่า Porsche ที่เคยพูดถึงอย่างมาก มันทำให้เราเริ่มสงสัยว่าตกลงแล้วชายคนนี้เป็นคนแบบไหนกันแน่…
หากย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้น Sam Altman เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะและมีเส้นสายทางสังคม พ่อเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ส่วนแม่เป็นแพทย์ผิวหนัง
เขาเติบโตมาในสังคมชั้นสูงที่เพียบพร้อมไปด้วยทรัพยากรและการสนับสนุนทุกรูปแบบ…
เขาเป็นเด็กอัจฉริยะที่ฉายแววตั้งแต่เด็ก ชีวประวัติของเขาเล่าว่าตอนอายุเพียงสองขวบ เขาก็สามารถจัดการกับเครื่องเล่นวิดีโอของพ่อได้แล้ว และเมื่ออายุแปดขวบเขาก็เริ่มเรียนรู้การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว…
ความคิดที่ว่าวันหนึ่งคอมพิวเตอร์จะสามารถเรียนรู้และคิดได้เหมือนมนุษย์ เริ่มหยั่งรากลึกลงในจิตใจของเขาตั้งแต่ตอนนั้น
เขาไม่ใช่เด็กเนิร์ดที่ชอบเก็บตัว แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและมีเสน่ห์ดึงดูดที่สามารถโน้มน้าวใจผู้คนรอบข้างได้อย่างน่าประหลาดใจ…
เมื่อเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Stanford ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับวิชาในห้องเรียนมากเท่ากับการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์
ที่นั่นเป็นเหมือนแหล่งบ่มเพาะชั้นดีที่เต็มไปด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่และนักลงทุน…
ในยุคที่โซเชียลมีเดียกำลังเริ่มก่อตัว เขาตัดสินใจลาออกเพื่อมาสร้างสตาร์ทอัพของตัวเองที่ชื่อว่า Loopt
มันเป็นแอปพลิเคชันที่มีแนวคิดล้ำสมัยในการติดตามตำแหน่งของผู้ใช้งานและเช็คอินสถานที่ต่างๆ ในชีวิตจริง…
แม้ในมุมของการใช้งานจริง Loopt จะมีปัญหามากมาย มันต้องการให้ผู้คนคอยอัปเดตสถานะตลอดเวลาและสูญเสียความเป็นส่วนตัว
ซึ่งในตอนนั้นผู้คนยังไม่พร้อมสำหรับการถูกติดตามตลอดเวลา ทำให้ตัวแอปพลิเคชันไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร…
แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือความสามารถในการขายฝันของเขา เขาสามารถโน้มน้าวให้เหล่านักลงทุนใน Silicon Valley เชื่อมั่นว่าผู้คนจะยอมแลกความเป็นส่วนตัวเพื่อความสะดวกสบาย จนทำให้เขาได้รับเงินระดมทุนมหาศาลเพื่อพยุงบริษัทเอาไว้…
สุดท้ายแล้วแม้ธุรกิจจะไปไม่รอด เขาก็ยังสามารถให้บริษัทร่วมลงทุนรายใหญ่มารับช่วงต่อกิจการไปได้
ทำให้เขาฟันกำไรเข้ากระเป๋าไปได้หลายล้านดอลลาร์ โดยที่แทบจะไม่มีผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันเลยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา…
บทเรียนจากครั้งนั้นทำให้เห็นชัดเจนว่าเขาอาจจะไม่ได้เก่งเรื่องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบ แต่เขาคืออัจฉริยะในการขายวิสัยทัศน์
เขาใช้โปรไฟล์การเป็นผู้ประกอบการดาวรุ่งเพื่อปูทางเข้าไปสู่เครือข่ายของผู้มีอิทธิพลในวงการเทคโนโลยี…
ก้าวสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตเขาคือการได้เข้าร่วมกับ Y Combinator ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักที่คอยขับเคลื่อนวงการสตาร์ทอัพ
การได้ขึ้นเป็นประธานในวัยเพียง 28 ปี ทำให้เขามีอำนาจล้นมือในการตัดสินใจให้เงินทุนกับบริษัทต่างๆ…
อำนาจที่มากขึ้นมาพร้อมกับข้ออ้างที่ดูดี เขาเริ่มหยิบยกปรัชญาอย่าง Effective Altruism หรือการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพมาเป็นเกราะบังหน้า
โดยอ้างว่าการทำเงินให้ได้มากที่สุดคือหนทางเดียวที่จะช่วยเหลือโลกนี้ได้อย่างแท้จริง…
แนวคิดนี้มักถูกใช้โดยนักต้มตุ๋นชื่อดังหลายคนในวงการเทคโนโลยีที่สร้างความเสียหายระดับโลก
สำหรับ Sam Altman เขาใช้มันเป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง OpenAI…
เป้าหมายในตอนแรกคือการรับมือกับภัยคุกคามจากปัญญาประดิษฐ์
เขาทำให้ผู้คนเชื่อว่าหากเทคโนโลยีนี้ตกไปอยู่ในมือของบริษัทที่เห็นแก่เงิน มนุษยชาติอาจต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่จะถูกกวาดล้างโดยคอมพิวเตอร์ที่ฉลาดเกินไป…
ด้วยเหตุนี้เขาจึงดึงดูดนักลงทุนอย่าง Elon Musk และดึงตัวนักวิจัยระดับหัวกะทิจาก Google มาร่วมงานได้สำเร็จ
โดยใช้สถานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรมาเป็นจุดขายที่ทรงพลัง ทุกคนต่างทุ่มเทแรงกายและเงินทุนด้วยความเชื่อมั่น…
แต่เมื่อเวลาผ่านไป อุดมการณ์ที่เคยสวยหรูก็เริ่มถูกกลืนกินด้วยความโลภ OpenAI เปลี่ยนแปลงโครงสร้างตัวเองกลายเป็นบริษัทที่มุ่งเน้นการแสวงหาผลกำไรอย่างเต็มรูปแบบ ทรยศต่อความไว้ใจของคนที่เคยให้การสนับสนุนเขามาตั้งแต่จุดเริ่มต้น…
การเปลี่ยนทิศทางนี้ทำให้เกิดรอยร้าวครั้งใหญ่จนนำไปสู่ความขัดแย้งและการฟ้องร้องกับอดีตผู้ร่วมก่อตั้งหลัก
มีการเปิดเผยอีเมลที่แสดงให้เห็นว่าแผนการกอบโกยผลประโยชน์นี้อาจถูกเตรียมการมาตั้งแต่หลายปีก่อนหน้าแล้ว…
ยิ่งอำนาจและอิทธิพลของเขาเพิ่มมากขึ้นเท่าไร วิธีการบริหารงานภายในบริษัทก็ยิ่งดูลึกลับและซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น
เขาเริ่มปิดบังข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาจากทีมงานระดับสูง และพยายามควบคุมทิศทางของบริษัทเพียงคนเดียว…
ความพยายามในการรวบอำนาจทำให้เกิดความไม่พอใจจนลุกลามเป็นการปลดเขาออกจากตำแหน่งแบบฟ้าผ่า
แต่ด้วยเส้นสายและการสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft เขาก็สามารถหวนกลับคืนสู่อำนาจได้อย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จกว่าเดิม…
เมื่อ ChatGPT ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายและกลายเป็นกระแสไปทั่วโลก หน้าที่ของเขาก็เปลี่ยนจากการโน้มน้าวนักลงทุนกลุ่มเล็กๆ ไปสู่การหลอกล่อให้คนทั้งโลกเชื่อว่าบริษัทของเขาคู่ควรกับเงินลงทุนหลักล้านล้านดอลลาร์…
เขาพยายามทำลายความเชื่อมั่นของคู่แข่งโดยประกาศว่าไม่มีใครสามารถสร้างโมเดลเทคโนโลยีที่เทียบเท่ากับของเขาได้
แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทอื่นก็สามารถพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเทียบเคียงหรือแม้กระทั่งแซงหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว…
เมื่อเริ่มเพลี่ยงพล้ำ เขาก็ใช้วิธีเปลี่ยนเรื่องและบอกว่าความทรงพลังของเทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป
มันเป็นการพลิกลิ้นที่สะท้อนให้เห็นถึงทักษะในการเอาตัวรอดและการพยายามควบคุมสถานการณ์ให้เข้าทางตัวเองอยู่เสมอ…
ความเด็ดขาดและเลือดเย็นของเขาถูกตั้งคำถามอย่างหนักในคดีของผู้เปิดโปงความลับบริษัทที่เสียชีวิตลงอย่างมีเงื่อนงำ
แม้จะมีข้อบ่งชี้หลายอย่างว่าอาจไม่ใช่การจบชีวิตตัวเอง แต่ทางการก็กลับรีบปิดคดีอย่างรวดเร็ว…
เมื่อถูกถามถึงประเด็นนี้ในรายการสัมภาษณ์ เขาเลือกที่จะตอบโต้ด้วยท่าทีที่นิ่งเฉยและไร้อารมณ์ความรู้สึก
เขาพยายามตัดบทและอ้างถึงความเคารพต่อครอบครัวผู้สูญเสีย แต่น้ำเสียงของเขากลับเต็มไปด้วยความเย็นชา…
เหตุการณ์นี้ได้สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวภายในองค์กร
นอกจากนี้เขายังบังคับให้พนักงานทุกคนต้องเซ็นข้อตกลงรักษาความลับที่เข้มงวดและเอาเปรียบอย่างไม่น่าเชื่อ เพื่อปิดปากไม่ให้ใครกล้าออกมาเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง…
มาถึงตรงนี้เราอาจจะต้องกลับมาพิจารณาถึงโครงสร้างทางการเงินของอาณาจักรที่เขาสร้างขึ้น
ในปัจจุบันมีเม็ดเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ที่ถูกทุ่มลงไปในอุตสาหกรรมนี้ แต่รายได้จริงกลับสวนทางและเทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย…
เมื่อถูกสื่อมวลชนต้อนถามถึงช่องว่างระหว่างรายได้หลักพันล้านกับคำมั่นสัญญาในการใช้จ่ายที่สูงถึงล้านล้านดอลลาร์
เขากลับมีอาการปกป้องตัวเองอย่างรุนแรง ตอบคำถามด้วยความก้าวร้าว และหลีกเลี่ยงที่จะให้ข้อเท็จจริงทางการเงิน…
เขาอ้างว่ามีคนจำนวนมากที่พร้อมจะกว้านซื้อหุ้นของบริษัทหากมีใครต้องการขายทิ้ง
ปฏิกิริยาที่รุนแรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าคำถามนี้ได้แทงใจดำและเผยให้เห็นจุดอ่อนที่เปราะบางที่สุดของธุรกิจที่เขากำลังดำเนินการอยู่…
รูปแบบการระดมทุนและการขายฝันนี้ ทำให้นึกถึงเรื่องราวการล่มสลายของอดีตดาวรุ่งในวงการคริปโทเคอร์เรนซี ที่เคยอธิบายโครงสร้างธุรกิจของตัวเองให้ฟัง
ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วมันมีลักษณะที่ไม่ต่างอะไรกับกระบวนการของแชร์ลูกโซ่…
กลยุทธ์คือการสร้างกล่องเปล่าๆ ใบหนึ่งขึ้นมา แล้วโน้มน้าวให้ผู้คนหลงเชื่อและเทเงินเข้าไปในกล่องนั้นเรื่อยๆ
โดยอาศัยกระแสความตื่นตระหนกว่าหากไม่รีบลงทุนตอนนี้ก็จะพลาดโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต…
ตราบใดที่มีเม็ดเงินก้อนใหม่ไหลเข้ามาเติมเต็มความหวัง มูลค่าของมันก็จะดูเหมือนพุ่งสูงขึ้นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แต่ความจริงที่โหดร้ายก็คือ ไม่มีสิ่งใดในโลกธุรกิจที่จะสามารถพุ่งทะยานไปได้ตลอดกาลโดยไม่มีพื้นฐานรองรับ…
หากเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ตามที่กล่าวอ้าง และเป็นเพียงแค่การปั่นกระแสเพื่อดึงดูดเงินลงทุน
วันหนึ่งฟองสบู่แห่งความคาดหวังนี้ย่อมต้องถึงจุดที่ไม่อาจรับน้ำหนักไหวและระเบิดออกในที่สุด…
เมื่อถึงเวลานั้น ผลกระทบที่ตามมาจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการเทคโนโลยี แต่จะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกในระดับที่ไม่อาจประเมินค่าได้ และผู้คนหลายพันล้านคนจะต้องแบกรับผลกรรมจากการลงทุนที่ผิดพลาด…
ภาพลักษณ์ของซีอีโอที่แสนดีและถ่อมตัว อาจเป็นเพียงเปลือกนอกที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบดบังความทะเยอทะยานอันไร้ขีดจำกัด
การเดินทางจากเด็กอัจฉริยะสู่ผู้กุมอำนาจเทคโนโลยีของโลก เต็มไปด้วยร่องรอยของการหลอกลวงและการเหยียบย่ำผู้อื่น…
ชายผู้ที่สัญญาว่าจะสร้างเทคโนโลยีเพื่อกอบกู้มนุษยชาติ อาจกลายเป็นคนที่พาเราทุกคนเดินหน้าเข้าสู่หายนะทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุด
ความลับและคำลวงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังบริษัทแห่งนี้กำลังค่อยๆ ถูกเปิดเผยออกมาทีละน้อย…
สุดท้ายแล้วเวลาและผลประกอบการที่แท้จริง จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Sam Altman คือผู้มีวิสัยทัศน์ที่จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์โลก
หรือแท้จริงแล้วเขาเป็นเพียง “จอมลวงโลก” ที่กำลังปั่นหัวคนทั้งโลกให้เชื่อในนิยายวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีวันเป็นจริง…
References : [wired, theverge, nytimes, wsj, techcrunch]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/remove-sam-altmans-mask/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
คลิกเลย -->
https://www.blockdit.com/articles/5cda56f1e5eac0101e278c73
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ธุรกิจ
การลงทุน
เทคโนโลยี
1 บันทึก
4
1
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย