22 มี.ค. เวลา 03:29 • กีฬา

คิวบาหายไปไหนจากวงการวอลเลย์บอล

ทำไมประเทศที่ผลิตนักวอลเลย์บอลเก่งที่สุดในโลก ถึงบังคับให้พวกเขาหนีออกจากประเทศ
ถ้าคุณเปิดตาราง FIVB ระหว่างปี 1991 ถึง 2000 มีการแข่งขันระดับโลกใหญ่ในวอลเลย์บอลหญิงทั้งหมดแปดรายการ คิวบาชนะทั้งแปด ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ใช่สลับกับใคร ไม่ใช่บางปีดีบางปีแย่ แปดจากแปด รวมถึงเหรียญทองโอลิมปิกสามสมัยติดต่อกันที่บาร์เซโลนา แอตแลนตา และซิดนีย์ ซึ่งไม่มีทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมไหนในประวัติศาสตร์ทำได้ และไม่มีทีมไหนทำได้นับแต่นั้น
บนลานซิดนีย์ 2000 คิวบาถึงกับเสียสองเซตแรกให้รัสเซียก่อนสู้กลับมาชนะ 3-2 ในเซตสุดท้ายที่ห้า Regla Torres กองกลางที่ได้รับการเลือกจาก FIVB ให้เป็นนักวอลเลย์บอลหญิงยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 20 ตีลูกชนะครั้งสุดท้ายด้วยตัวเองก่อนวิ่งเข้าโอบกอดเพื่อนร่วมทีม ขณะนั้น Torres อายุ 25 ปี และเริ่มเล่นให้ทีมชาติตั้งแต่อายุ 14 แปดจากแปดครั้ง ไม่ใช่โชค มันคือผลผลิตจากระบบที่ถูกออกแบบมาอย่างจงใจ
ระบบนั้นเริ่มจากโรงเรียนกีฬาพิเศษที่เรียกว่า Escuelas de Iniciación Deportiva หรือ EIDE ซึ่งคัดเด็กที่มีพรสวรรค์ตั้งแต่อายุหกถึงแปดขวบ รัฐจ่ายทุกอย่าง อาหาร ที่พัก การศึกษา และค่าฝึกซ้อม
Heydi Casanova ผู้เล่นที่ต่อมาหนีออกจากประเทศ เล่าว่าเธอเข้าสู่ระบบตั้งแต่อายุ 12 และถูกเรียกตัวเข้าทีม U20 หลังจากนั้นเพียงหนึ่งปี ที่อายุ 13 เธอแข่งกับนักกีฬาที่อายุมากกว่าเธอเจ็ดปีเพื่อแย่งชิงที่นั่งในทีม ระบบนี้ผลิตผู้เล่นที่ฝึกหนักสี่สิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ เปรียบเทียบกับสิบห้าชั่วโมงที่ Yumilka Ruiz กัปตันทีมยุคทองบอกว่าผู้เล่นรุ่นปัจจุบันทำอยู่ ความต่างนั้นคือประมาณระหว่างนักกีฬาระดับโลกกับมือสมัครเล่น
และที่ทำให้ทุกอย่างทำงานได้คือชายคนเดียว Eugenio George โค้ชที่คุมทีมหญิงคิวบาเป็นเวลา 40 ปี เขาไม่ได้แค่สอนวอลเลย์บอล เขาสร้างวัฒนธรรม ผู้เล่นที่รู้จักเขาพูดว่าเขาสังเกตเห็นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาการป่วยเล็กน้อย ความสัมพันธ์ในทีม หรือกิริยามารยาทที่โต๊ะอาหาร เขาสร้างผู้เล่นในฐานะมนุษย์ก่อนที่จะสร้างนักกีฬา FIVB ตั้งให้เขาเป็นโค้ชวอลเลย์บอลหญิงยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 20 และในปี 2000 ก็มีคนในรัฐบาลคิวบาที่ทะเลาะกับเขาจนเขาต้องออกจากโปรแกรมหลังซิดนีย์ ในปีเดียวกับที่ทีมชนะเหรียญทองครั้งที่สาม
ที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือบริบทที่สร้างระบบนี้ขึ้นมาตั้งแต่แรก ในช่วงสงครามเย็น คิวบาใช้กีฬาเป็นอาวุธทางการเมืองอย่างเปิดเผย เหรียญทองโอลิมปิกคือการพิสูจน์ว่าระบบสังคมนิยมได้ผลในทางปฏิบัติ รัฐบาลจัดสรรทรัพยากรจำนวนมากให้กับโปรแกรมกีฬาชั้นยอด และโซเวียตก็ให้การสนับสนุนทั้งด้านวิทยาการและเงินทุน
เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายในต้นทศวรรษ 1990 กระแสเงินสดจากมอสโกก็หายไปด้วย แต่ในเวลานั้นทีมของ George ได้สร้างฐานทักษะที่แข็งแกร่งพอที่จะทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากภายนอก ปัญหาที่แท้จริงของระบบจะเผยออกมาช้าๆ ในทศวรรษต่อมา
เมื่อโลกเปลี่ยน ระบบไม่ยอมเปลี่ยน นั่นคือที่มาของทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
ลีกวอลเลย์บอลอาชีพในอิตาลี รัสเซีย และตุรกีเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ค่าตัวผู้เล่นระดับโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นหลักแสนถึงล้านดอลลาร์ต่อฤดูกาล ในขณะเดียวกัน เงินเดือนพื้นฐานของนักกีฬาคิวบาอยู่ที่ประมาณ 16 ดอลลาร์ต่อเดือน โอลิมปิกเมดาลลิสต์ได้รับเงินสมทบเพิ่มตลอดชีวิต เหรียญทองได้ 300 ดอลลาร์ต่อเดือน เหรียญอื่นได้น้อยกว่า รัฐบาลดูแลค่าครองชีพพื้นฐาน แต่มันคือตัวเลขในโลกที่คนรู้ว่ามีอะไรอื่นอยู่ข้างนอก
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกคือนโยบายรับเงินรางวัล อดีตโค้ชทีมชายคิวบา Gilberto Herrera ให้สัมภาษณ์ย้อนหลังหลายปีว่าปีที่ทีมของเขาชนะ FIVB World Grand Champions Cup ได้เงินรางวัล 400,000 ดอลลาร์ รัฐบาลส่งคืนมาให้ทีมรวมสต๊าฟโค้ช 32,000 ดอลลาร์ ส่วนที่เหลือเข้ารัฐ ทีมชนะแชมป์โลกแล้วได้เงินน้อยกว่า 10% ของรางวัลที่ตัวเองสร้าง และ Herrera เล่าต่อว่าหลังจากผู้เล่นในทีมบางคนหนีออกไปในปี 2001 รัฐบาลปลดเขาออกจากตำแหน่งโค้ชเพื่อเป็นการลงโทษ เหมือนผู้จัดการธนาคารที่ถูกไล่ออกเพราะลูกค้าเลิกใช้บริการ
จุดแตกหักเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2001 ระหว่างทัวร์นาเมนต์ที่เบลเยียม Leonel Marshall, Ihosvany Hernandez, Jorge Luis Hernandez, Angel Dennis, Yasser Romero และ Ramon Gato รอจนการแข่งขันสิ้นสุด แล้วแอบขึ้นรถไฟออกจากโรงแรมในเมือง Flanders มุ่งหน้าสู่อิตาลีเพื่อขอสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง ที่น่าสังเกตมากกว่านั้นคือ Leonel Marshall ทำเรื่องนี้ทั้งที่รู้ว่าพ่อของเขาคือประธานสหพันธ์วอลเลย์บอลคิวบาในขณะนั้น มันไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่าย มันเป็นการเลือกระหว่างครอบครัวกับอิสรภาพ และเขาเลือกอิสรภาพ
Yosleyder Cala ผู้เล่นอายุ 19 ปีที่หนีออกจากทีมในการแข่งขันที่เปอร์โตริโกปี 2004 เล่าในภายหลังว่า "ในคิวบาเราชนะสามแชมป์โลกติดต่อกัน แต่เราไม่ได้รับอะไรเลย ไม่มีรางวัล ไม่มีสิ่งจูงใจ พวกเขาอาจจ่ายค่าเบียร์ให้หนึ่งแก้ว หรือจ่ายค่าโรงแรมหนึ่งคืนให้ครอบครัว แต่ไม่มีอะไรมากกว่านั้น คุณขอสิ่งที่คุณต้องการและพวกเขาก็หลอกคุณ" เขาเดินออกจากโรงแรมที่พักทีมสู่รถของเพื่อนที่มารอรับข้างนอก ง่ายแบบนั้น
ราคาที่จ่ายไปไม่ได้แค่เรื่องเงินหรืออาชีพ มันเป็นเรื่องของครอบครัว Taismary Agüero ผู้ชนะสองเหรียญทองโอลิมปิกกับคิวบาก่อนหนีออกไปอิตาลีในปี 2001 เข้าแข่งขันโอลิมปิกปักกิ่ง 2008 ในฐานะตัวแทนอิตาลี ระหว่างที่ทีมอยู่ที่จีน เธอได้รับข่าวว่าแม่ของเธอที่คิวบาอาการวิกฤต เธอบินกลับยุโรปเพื่อขอวีซ่าเข้าคิวบา รอในเยอรมนีสองวันแต่ไม่ได้รับ บินกลับปักกิ่ง จากนั้นวีซ่าดูเหมือนจะได้รับการอนุมัติและเธอเตรียมออกเดินทางอีกครั้ง
แต่ก็สายเกินไป แม่ของเธอเสียชีวิต "เมื่อฉันได้รับแจ้งว่าอาจบินกลับคิวบาได้ แม่ฉันเสียชีวิตแล้ว ฉันไม่ได้เห็นเธอมาแปดปี แต่เธอรู้ว่าฉันอยู่เคียงข้างเธอ ว่าฉันพยายามอย่างเต็มที่เพื่อกลับไป สิ่งนี้จะเป็นช่องว่างที่ว่างเปล่าตลอดไป" นั่นคือคำพูดของนักกีฬาโอลิมปิกคนหนึ่งที่พูดถึงผลลัพธ์จากการหนีออกจากประเทศตัวเอง
ระหว่างปี 2001 ถึง 2007 นักวอลเลย์บอลคิวบามากกว่า 14 คนหนีออกจากประเทศในระหว่างทัวร์นาเมนต์ต่างประเทศ รัฐบาลตอบโต้ด้วยกฎที่ดูสมเหตุสมผลบนกระดาษ แต่โหดร้ายในทางปฏิบัติ นักกีฬาคนไหนที่ออกไปเล่นต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจะสูญเสียสิทธิ์เล่นให้ทีมชาติตลอดไป และต้องพักสองปีก่อนจะสมัครเล่นในลีกต่างประเทศได้ ซึ่ง FIVB ยอมรับกฎนี้และบังคับใช้ สอง ปีในวัย 20 ต้นๆ คือประมาณ 10-15% ของอาชีพนักกีฬา ไม่ใช่ตัวเลขที่น้อย
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือกฎนี้ไม่ได้หยุดการอพยพ มันแค่เปลี่ยนวิธีการอพยพและทำให้มันรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะตอนนี้เด็กหนุ่มเด็กสาวที่ถูกหมายตามีสัญญาจากต่างประเทศเริ่มหนีออกไปตั้งแต่อายุยังน้อย ก่อนที่จะมีอะไรให้เสียใจมาก ระบบที่ออกแบบมาเพื่อกักเก็บผู้เล่นกลับทำให้ผู้เล่นหนีออกเร็วขึ้น
ความพยายามปฏิรูปมาในปี 2013 เมื่อรัฐบาลของ Raúl Castro ออกกฎหมายอนุญาตให้นักกีฬาทำสัญญากับต่างประเทศได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนจะปรับทิศทางได้ ในทางทฤษฎี นักกีฬาสามารถเล่นในลีกต่างประเทศและยังคงเล่นให้ทีมชาติได้ ในทางปฏิบัติ ระบบยังคงต้องการการอนุมัติจากรัฐบาลสำหรับสัญญาแต่ละฉบับ และรัฐบาลเป็นคนเจรจาสัญญา ไม่ใช่นักกีฬา นอกจากนั้น นักกีฬาที่หนีออกไปก่อนปี 2013 ยังคงถูกห้ามเล่นให้ทีมชาติตลอดไป ซึ่งหมายความว่าคนที่เก่งที่สุดทั้งหมดยังคงถูกตัดออก
สิ่งที่ Casanova เผชิญหลังจากกฎหมายใหม่บังคับใช้คือตัวอย่างของว่าการปฏิรูปนั้นทำงานจริงแค่ไหน เธอออกมาพูดอย่างเปิดเผยถึงการถูกปฏิบัติอย่างไม่ดีและการถูกหาประโยชน์ในทีมชาติ และเป็นเพราะสิ่งนี้ที่เธอถูกลงโทษ ในปี 2017 เธอทำแต้มสูงสุดในประวัติศาสตร์ Pan American Cup ด้วย 41 แต้มในเกมเดียว แต่โดยไม่รู้ตัว เธอถูกปิดกั้นไม่ให้แข่งขันนอกประเทศ สโมสรต่างชาติทุกแห่งที่ติดต่อเธอได้รับการปฏิเสธจากสหพันธ์ฯ และเธอถูกทำให้เชื่อว่าไม่มีใครต้องการตัวเธอ
จนกระทั่งเพื่อนของครอบครัวเปิดเผยความจริง "พวกเขาแค่ปิดกั้นฉันเพราะฉันพูดความจริง" Casanova กล่าว "และฉันบอกว่า 'เพียงพอแล้ว ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว'"
เธอหนีออกจากทีมในสนามบินสโลวีเนียระหว่างเดินทางกลับจาก U23 World Championship และนับแต่นั้นเล่นในฝรั่งเศส บราซิล โรมาเนีย จีน ตุรกี และสหรัฐ
Melissa Vargas เดบิวต์กับทีมชาติคิวบาตั้งแต่อายุ 13 ปี และได้รับการยกย่องว่าเป็น "อัจฉริยะวอลเลย์บอล" ของยุค ในปี 2016 เธอบาดเจ็บที่ไหล่และต้องผ่าตัด พ่อแม่ของเธอตัดสินใจพาเธอออกจากศูนย์ฝึกเพราะเห็นว่าเธอไม่ได้รับการบำบัดฟื้นฟูที่เหมาะสม สหพันธ์วอลเลย์บอลคิวบาตัดสินว่านี่คือความผิดวินัยและลงโทษด้วยการแบนสี่ปี ถูกขยายจากหนึ่งปี ซึ่งหมายความว่าเธอถูกห้ามแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมห้าปีในช่วงที่อาชีพของเธอควรจะกำลังบานสะพรั่ง
Yumilka Ruiz กัปตันทีมในยุคทองซึ่งติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเตือนว่า Vargas คือ "ความท้าทายสำหรับนักเทคนิคกีฬาและแพทย์" เพราะเธอต้องแบกรับ "แรงกดดันมหาศาลจากความสามารถที่มีมากเกินไป" ครอบครัวไม่รอและพาเธอออกจากคิวบา Vargas เซ็นสัญญากับ Volero Zurich ของสวิตเซอร์แลนด์ในปี 2018 ต่อมาเปลี่ยนสัญชาติเป็นตุรกี และปัจจุบันเล่นให้ Fenerbahçe และทีมชาติตุรกี ในโอลิมปิกปารีส 2024 เธอทำ 41 แต้มในนัดชิงชนะเลิศแต่งเดียวให้ตุรกี
สถิติที่ควรอยู่ในทุกการวิเคราะห์ แต่แทบไม่มีใครพูดถึงคือ สองในสาม "ผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก" คนล่าสุดที่เกิดจากระบบฝึกของคิวบา กำลังสวมเสื้อทีมชาติโปแลนด์และตุรกี ไม่ใช่คิวบา Wilfredo León เป็นกัปตันทีมชาติคิวบาตั้งแต่อายุ 17 ปี ยังไม่ถึง 20 เมื่อเขาแจ้งสหพันธ์ฯ ว่าต้องการทำสัญญามูลค่า 1 ล้านดอลลาร์กับสโมสรยุโรป สหพันธ์ฯ ตอบโต้ด้วยการขับเขาออกและแบนสี่ปี ซึ่งเป็นสองเท่าของมาตรฐานปกติ และต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลระดับสูงในการออกกฎพิเศษนี้
León ไปอยู่โปแลนด์ เซ็นสัญญา 1.4 ล้านดอลลาร์ต่อฤดูกาลกับ Zenit Kazan ก่อนจะย้ายไปอิตาลีและโปแลนด์ตามลำดับ ปัจจุบันเขาถือสถิติ serve เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ VNL ที่ 135.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ได้รับค่าตัวสูงที่สุดในโลก ชายที่คิวบาฝึกมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบจนถึงวัย 19 คือคนที่นำโปแลนด์คว้าเหรียญทองโอลิมปิกปารีส 2024
ปี 2016 เรื่องเลวร้ายลงไปอีกในระดับที่ยากจะจินตนาการ ระหว่าง FIVB World League ที่เมือง Tampere ฟินแลนด์ ผู้เล่นทีมชายคิวบาห้าคนถูกศาลฟินแลนด์ตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนหญิงชาวฟินแลนด์ในโรงแรมที่พักทีม รวมถึงกัปตันทีม Rolando Cepeda Abreu ซึ่งได้รับโทษจำคุกห้าปี เหตุการณ์นี้บังคับให้สหพันธ์วอลเลย์บอลคิวบาต้องเปลี่ยนทั้งโค้ชและครึ่งหนึ่งของทีมในเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนโอลิมปิกริโอ และทีมชายคิวบาในริโอแพ้ทุกนัดที่ลงสนาม 0-5 ชนะแม้แต่เซตเดียวได้เพียงหนึ่งครั้ง
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่แยกออกจากวิกฤตระบบ การที่นักกีฬาอยู่ในสภาพที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดในประเทศ แล้วถูกปล่อยออกสู่โลกภายนอกโดยไม่มีการเตรียมตัวหรือการดูแลที่เหมาะสม คือผลผลิตของระบบที่มองนักกีฬาเป็นทรัพยากรของรัฐ ไม่ใช่มนุษย์ที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน
ความพยายามฟื้นฟูยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน แต่มีสัญญาณที่บอกว่ามันมาสายเกินไปหลายรอบแล้ว กฎหมายปี 2013 ที่อนุญาตให้นักกีฬาไปเล่นต่างประเทศมาพร้อมเงื่อนไขว่าสหพันธ์ฯ เป็นผู้เจรจาสัญญา และนักกีฬายังต้องกลับมาในช่วงแข่งขันชิงแชมป์ในประเทศ ซึ่งหมายความว่าระบบยังคงควบคุมส่วนกลางอย่างเข้มข้น
Robertlandy Simón ผู้เล่นชายที่ดีที่สุดคนหนึ่งของคิวบา ตัดสินใจกลับมาเล่นให้ทีมชาติในปี 2019 หลังจากเล่นในอิตาลี บราซิล และเกาหลีใต้มาหลายปี ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ Simón เป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่ตัวแทน ในโอลิมปิกปารีส 2024 คิวบาจบอันดับที่ 32 ในตารางเหรียญรวมทุกประเภทกีฬา และมีนักวอลเลย์บอลเชื้อสายคิวบาที่เก่งที่สุดในโลกสองคนลงสนามในฐานะตัวแทนของโปแลนด์และตุรกี
โค้ชทีมชายคิวบาปัจจุบัน Jesús Cruz ให้สัมภาษณ์ในปี 2025 ว่าเงินเดือนของเขาเทียบเท่าครูประถม และบางวันต้องเดินไปที่ศูนย์ฝึกเพราะค่ารถเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่เขาจ่ายไม่ไหว
Wilfredo León ผู้เล่นชาวคิวบาที่ร่ำรวยที่สุดในโลกซึ่งปัจจุบันถือสัญชาติโปแลนด์ เป็นคนช่วยหาสถานที่พักให้ทีมคิวบาระหว่างเตรียมแข่ง Nations League 2025 "ไม่ฟรี เราจ่ายค่าที่พักเอง แต่ขอบคุณ León ที่ทำให้จัดการได้เร็วขึ้น" Cruz กล่าว ภาพนั้นบอกอะไรบางอย่างที่ตัวเลขใดๆ บอกไม่ได้ นักกีฬาที่ระบบสร้างและขับออกไปต้องกลับมาช่วยระบบนั้นอยู่รอด
ในปี 2025 ทีมหญิงคิวบาถูกกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ปฏิเสธวีซ่าไม่ให้เข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ NORCECA ที่เปอร์โตริโก นักกีฬาหญิงคนหนึ่งที่ยังเลือกอยู่กับทีมชาติให้สัมภาษณ์ว่า "ความผิดหวังมันมหาศาลมาก เพราะฉันฝึกซ้อมทุกวัน ทุกชั่วโมงการฝึกซ้อมนำมาสู่วันนี้และฉันอุทิศตัวเองให้กับมัน"
Whitney James กองนอกของทีมบอกว่าการพลาดแต้มสะสมอาจตัดโอกาสเข้าโอลิมปิกลอสแองเจลิส 2028 ออกไปได้ทั้งหมด ทีมที่เหลือนักกีฬาและสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากกำลังถูกตัดออกจากการแข่งขันด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับวอลเลย์บอลเลยแม้แต่น้อย
สำหรับคนทำธุรกิจและนักลงทุน คิวบาคือกรณีศึกษาที่ชัดที่สุดของสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อองค์กรลงทุนสร้างทุนมนุษย์อย่างมหาศาลแต่ไม่ยอมแบ่งผลตอบแทนกับทุนมนุษย์นั้น ระบบคิวบาใช้เวลาและทรัพยากรตั้งแต่เด็กอายุ 6 ขวบจนถึงนักกีฬาระดับโลกในการสร้าง Wilfredo León แล้วเมื่อ León ต้องการผลตอบแทนที่ตลาดโลกยินดีให้ ระบบตอบด้วยการแบนสี่ปีและขับออก
ผลลัพธ์ไม่ใช่การรักษาทรัพยากร แต่คือการส่งออกทรัพยากรที่สะสมมา 20 ปีไปให้โปแลนด์โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนแม้แต่บาทเดียว และในทางธุรกิจ ไม่มีบริษัทไหนที่รู้สึกพอใจกับผลลัพธ์แบบนี้
Yumilka Ruiz กัปตันทีมยุคทองที่ปัจจุบันทำงานเป็นผู้บริหารสหพันธ์วอลเลย์บอลคิวบา ยอมรับในสัมภาษณ์ปี 2025 ว่า "ระดับมันลดลงจริงๆ" เนื่องจากผู้เล่นย้ายออกไปต่างประเทศ และเธอเห็นว่า "เด็กสาวที่อายุยังน้อยมากกำลังแข่งขัน บางคนยังเป็นนักเรียนชั้นประถม ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน" ทีมที่เคยฝึกสี่สิบชั่วโมงต่อสัปดาห์กำลังฝึกสิบห้าชั่วโมง
ทีมที่เคยไม่ผ่านเข้าโอลิมปิก 2012, 2016 และ 2020 สามสมัยติดต่อกัน กำลังลงแข่งกับนักเรียนประถมเพื่อรวบรวมผู้เล่นให้ครบ และ FIVB ต้องจ่ายค่าจ้างโค้ชต่างชาติที่พวกเขาจ้างมาช่วยฟื้นฟู เพราะผู้เชี่ยวชาญที่ระบบสร้างขึ้นมาด้วยมือตัวเองได้ย้ายออกไปสร้างแชมป์ให้ประเทศอื่นหมดแล้ว
ระบบที่สร้างแชมป์โลกแปดครั้งติดต่อกัน ไม่ได้พังเพราะคู่แข่งเก่งขึ้น มันพังเพราะไม่เคยเชื่อว่านักกีฬาคนหนึ่งมีสิทธิ์ในชีวิตของตัวเอง
โฆษณา