22 มี.ค. เวลา 05:19 • หนังสือ

สรุปหนังสือ The Spotify Play ชนะเทคโนโลยี แต่กำลังพ่ายแพ้ในเกมแห่งธุรกิจ?

หากเราย้อนกลับไปมองภูมิทัศน์ของโลกเทคโนโลยีในยุคแรกเริ่ม หลายคนคงนึกถึงพื้นที่อย่าง Silicon Valley เป็นลำดับแรก
แต่เชื่อหรือไม่ว่าม้ามืดตัวจริงที่ซ่อนอยู่ทางตอนเหนือของยุโรปคือ Sweden ประเทศที่สร้างบริการระดับโลกที่เราคุ้นเคยกันดีอย่างคาดไม่ถึง…
ย้อนกลับไปในยุคที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเฟื่องฟู โปรแกรมสนทนาที่ปฏิวัติโลกอย่าง Skype ก็ถือกำเนิดขึ้นที่นี่ ก่อนที่จะถูกยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ซื้อกิจการไปในที่สุด
รวมถึงบริการด้านการเงินยุคใหม่อย่าง Klarna ก็เริ่มต้นจากดินแดนแห่งนี้เช่นเดียวกัน
พื้นที่แห่งนี้จึงมีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดและบ่มเพาะยอดอัจฉริยะทางคอมพิวเตอร์และแฮกเกอร์มากมาย
ทั้งในด้านสว่างที่สร้างสรรค์นวัตกรรม และด้านมืดที่ท้าทายกฎหมาย อย่างเว็บไซต์โหลดบิตทอร์เรนต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง The Pirate Bay ที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนมาแล้ว…
และในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานนี้เอง เรื่องราวของบริการสตรีมมิงเพลงที่ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Spotify ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ผ่านการบันทึกเรื่องราวในหนังสือ The Spotify Play
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Sven Carlsson และ Jonas Leijonhufvud ซึ่งได้เจาะลึกเบื้องหลังการก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติสวีเดนแห่งนี้
และเปิดเผยเส้นทางอันดุเดือดที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่อย่าง Apple และ Google รวมถึง Amazon
จุดเริ่มต้นทั้งหมดมาจากชายหนุ่มผู้ก่อตั้งที่ชื่อว่า Daniel Ek เรื่องราวของเขาน่าสนใจตรงที่แรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ เกิดจากความผิดหวังครั้งใหญ่ในชีวิต เมื่อเขาถูกปฏิเสธการเข้าทำงานจากบริษัทในฝันอย่าง Google…
ความพ่ายแพ้ในวันนั้นไม่ได้ทำให้เขายอมแพ้ แต่มันกลับกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่จุดประกายให้เขาต้องการพิสูจน์ตัวเอง
เขาตั้งปณิธานว่าจะต้องสร้างธุรกิจระดับโลกขึ้นมาด้วยสองมือของตัวเองให้จงได้
แม้ว่าระบบนิเวศทางเทคโนโลยีของ Sweden จะไม่ได้กว้างใหญ่และเพียบพร้อมเท่ากับฝั่งอเมริกา
แต่พวกเขาโชคดีที่มีเหล่าผู้บุกเบิกที่กรุยทางความสำเร็จเอาไว้ให้ก่อนแล้ว อย่างเช่น Niklas Zennstrom ผู้ก่อตั้งโปรแกรม Skype…
ความสำเร็จของรุ่นพี่ในวงการ ทำให้เหล่านักลงทุนและกองทุนมากมายพร้อมที่จะเทเม็ดเงินมหาศาล เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพหน้าใหม่ที่นำเสนอไอเดียที่อาจจะเปลี่ยนโลก และหวังผลตอบแทนมหาศาลในอนาคต
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมี “ต้นแบบ” ที่ประสบความสำเร็จในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่
เมื่อมีผู้ที่ทำสำเร็จเป็นคนแรก คนรุ่นหลังก็พร้อมที่จะก้าวตามและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้เกิดขึ้นต่อไป…
เราได้เห็นปรากฏการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในหลายประเทศ ทั้งในสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งเวียดนาม
เมื่อสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นตัวแรกถือกำเนิดขึ้น การเติบโตของบริษัทอื่นๆ ก็จะตามมาในไม่ช้า
เมื่อพลิกหน้ากระดาษของหนังสือเล่มนี้ เราจะพบว่าเส้นทางชีวิตของชายหนุ่มจากสวีเดนคนนี้ เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจที่ทรงพลัง และอาจจะเข้มข้นไม่แพ้เรื่องราวการสร้างโซเชียลมีเดียของ Mark Zuckerberg เลยด้วยซ้ำ…
แต่ความน่าสนใจที่แท้จริง ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาทั้งในหนังสือและซีรีส์ The Playlist บน Netflix คือรอยด่างพร้อยที่ซ่อนอยู่ใต้ความสำเร็จอันงดงามนี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ยังคงกัดกินบริษัทมาจนถึงทุกวันนี้
ความจริงที่น่าตกใจก็คือ Daniel Ek ไม่ได้วางโมเดลธุรกิจที่ถูกต้องและรัดกุมมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการสร้างแอปพลิเคชัน
ซึ่งมันได้กลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดปัญหาเรื้อรัง และยากที่จะแก้ไขให้ลุล่วงได้ในปัจจุบัน…
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบสตรีมมิงคือ “นวัตกรรม” ที่เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมดนตรีไปตลอดกาล
มันทรงพลังมากเสียจนแม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Apple ยังต้องยอมละทิ้งโมเดลเดิม และหันมาลงสนามสตรีมมิงด้วยเช่นกัน
แต่คำถามที่น่าคิดก็คือ ในเมื่อบริษัทเติบโตและให้บริการมานานนับสิบปี
เหตุใดความขัดแย้งระหว่างแพลตฟอร์ม ศิลปิน นักแต่งเพลง และค่ายเพลง จึงยังคงคุกรุ่นและไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ง่ายๆ…
ทุกฝ่ายที่อยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมนี้ ต่างพากันเรียกร้องผลตอบแทนและส่วนแบ่งที่พวกเขาเชื่อว่าควรจะได้รับมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่เว้นแม้แต่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในวงการนี้มาอย่างยาวนาน
หากเจาะลึกลงไปถึงวิธีคิด Daniel Ek คือนักอุดมคติที่ต้องการสร้างทางออกให้กับวงการดนตรี
เขาหวังจะดึงผู้คนให้หลุดพ้นจากการละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์เถื่อนที่กำลังเฟื่องฟูอย่างหนักในยุคนั้น…
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือพื้นฐานประสบการณ์ของเขา เขาเติบโตและคุ้นเคยกับการทำธุรกิจด้านการโฆษณา
บริษัทแรกที่เขาสร้างจนประสบความสำเร็จและขายกิจการไปได้ ก็เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการโฆษณาเป็นหลัก
ในยุคที่อุตสาหกรรมเพลงกำลังระส่ำระสาย Apple ถือเป็นผู้เล่นที่มีโมเดลธุรกิจแข็งแกร่งที่สุด ด้วยการขายเพลงดิจิทัลผ่าน iTunes ในราคาคงที่เพลงละ 99 เซ็นต์ ซึ่งเป็นระบบที่ชัดเจนและแบ่งผลประโยชน์ได้ง่าย…
โมเดลการขายแบบจ่ายเงินซื้อขาดทีละเพลง ทำให้กลไกการจ่ายค่าลิขสิทธิ์และส่วนแบ่งรายได้ ส่งตรงไปถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นธรรมและไร้รอยต่อ โดยไม่เกิดข้อกังขาหรือความซับซ้อนใดๆ
แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นโลกของการสตรีมมิงที่ผู้ใช้จ่ายเงินเหมาจ่าย หรือฟังฟรีแลกกับการชมโฆษณา
ผู้ก่อตั้งหนุ่มกลับไม่ได้วางแผนรับมือกับกลไกทางการเงินที่ซับซ้อนนี้อย่างถี่ถ้วนตั้งแต่แรกเริ่ม…
แม้ว่าในตอนนั้นเขาจะสามารถระดมทุนมาได้อย่างมหาศาล เพราะผลงานชิ้นเอกของเขาคือซอฟต์แวร์ที่ยอดเยี่ยม
การที่มันสามารถคลิกแล้วเล่นเพลงได้ในเสี้ยววินาที ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยมีเทคโนโลยีใดบนโลกทำได้มาก่อน
แต่เขากลับมองโลกในแง่ดีเกินไป โดยคิดว่าการเจรจาเรื่องลิขสิทธิ์เพลงจะเป็นเรื่องที่จัดการได้ง่ายดาย
ในช่วงแรกเขาถึงขั้นเชื่อว่าจะสามารถขอใบอนุญาตแพร่ภาพและเสียงจากหน่วยงานของรัฐบาลได้โดยตรง…
เขาคาดหวังว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและไม่ต้องเจรจากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่
ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ และนำไปสู่บทเรียนราคาแพงที่บริษัทต้องแบกรับมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อธุรกิจต้องเดินหน้าและนักลงทุนต่างคาดหวังการเติบโต พวกเขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเดินเข้าสู่สมรภูมิทางกฎหมาย และเริ่มต้นการเจรจาต่อรองผลประโยชน์กับเหล่าผู้ทรงอิทธิพลในวงการดนตรีระดับโลก…
ท้ายที่สุด การเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่กระหายคอนเทนต์ ทำให้เขาต้องยอมจำนนและอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบอย่างหนัก
ข้อตกลงที่เกิดขึ้นทำให้รายได้มหาศาลจากการสตรีมมิง ตกไปอยู่ในกระเป๋าของค่ายเพลงเป็นหลัก
เม็ดเงินที่ควรจะหล่อเลี้ยงแพลตฟอร์มและส่งต่อเป็นรายได้ที่เหมาะสมให้กับตัวศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน กลับถูกหักออกไปให้กับบริษัทค่ายเพลงจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความบิดเบี้ยวในระบบนิเวศนี้…
ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาลิขสิทธิ์ที่ทำขึ้นมักเป็นสัญญาระยะสั้นที่ต้องคอยเจรจาต่ออายุกันอยู่เสมอ
อำนาจการต่อรองทั้งหมดจึงไปกระจุกตัวอยู่กับฝั่งค่ายเพลง ที่สามารถข่มขู่จะถอดผลงานออกได้ทุกเมื่อ
ด้วยอำนาจเหนือตลาดนี้เอง ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่จึงสามารถบีบบังคับจนกลายมาเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของแพลตฟอร์ม
พวกเขาไม่เพียงได้ส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์มหาศาล แต่ยังตักตวงมูลค่าจากการเติบโตของบริษัทได้อีกทาง…
ผลพวงจากโมเดลธุรกิจที่ผิดพลาดตั้งแต่วันแรก เริ่มสะท้อนให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เผชิญกับความผันผวน และราคาหุ้นก็ไม่ได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งดั่งที่นักลงทุนเคยตั้งความหวังไว้
นอกจากปัญหาภายในแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวของเหล่าศิลปินระดับโลกมากมาย ที่รวมตัวกันเรียกร้องความเป็นธรรม และต้องการส่วนแบ่งรายได้ที่สมน้ำสมเนื้อกว่านี้จากการนำเพลงไปสตรีมบนแพลตฟอร์ม…
วิบากกรรมยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อสมรภูมินี้มีผู้ท้าชิงรายใหญ่อย่าง Apple Music กระโดดลงมาร่วมวง
ด้วยสรรพกำลังที่เหนือกว่ารอบด้าน โดยเฉพาะเงินทุนมหาศาลที่พร้อมอัดฉีดแบบไม่อั้น
ความได้เปรียบนี้เกิดจากการตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ Beats ซึ่งทำให้พวกเขาได้ตัวผู้บริหารระดับตำนานอย่าง Jimmy Iovine เข้ามาคุมหางเสือ
ด้วยคอนเนคชันที่ทรงพลัง เขาจึงสามารถเจรจาและดึงดูดใจศิลปินได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด…
เรื่องราวทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะคว้าชัยชนะในธุรกิจ
หากรากฐานของโมเดลการสร้างรายได้ไม่ได้ถูกออกแบบมาอย่างสมดุลและยั่งยืนตั้งแต่แรก
แม้ว่าความสำเร็จของแพลตฟอร์มนี้ จะผลักดันให้ชายหนุ่มผู้ก่อตั้งก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก ด้วยมูลค่าประเมินของบริษัทที่สูงทะยานแตะหลักพันล้านเหรียญสหรัฐก็ตาม…
แต่บาดแผลที่ฝังลึกจากความผิดพลาดในการเจรจาธุรกิจวันนั้น จะยังคงเป็น “เงา” ที่ทอดทับและสร้างความท้าทายให้กับแพลตฟอร์มสตรีมมิงสีเขียวแห่งนี้ ไปอีกนานแสนนานบนเส้นทางธุรกิจระดับโลก
References : หนังสือ The Spotify Play: How Daniel Ek Beat Apple, Google, and Amazon in the Race for Audio Dominance โดย Sven Carlsson
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา