22 มี.ค. เวลา 06:30 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

Project Hail Mary (2026) – เมล็ดพันธ์แห่งความกล้าหาญ

มีไม่กี่แนวหนังที่เรามักจะยอมเทใจรอติดตามรอคอย หนึ่งในหนังคือหนังแนวไซไฟที่พาตัวละครไปผจญภัยในห้วงอวกาศ ซึ่งหลังเคยนำ “The Martian” มาดัดแปลงแล้วหนนึง ผู้เขียนอย่าง แอนดี้ เวียร์ ก็มาพร้อมเรื่องราวการผจญภัยครั้งใหม่ที่ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม
ซึ่งหนนี้ได้ลูกหม้อสองผู้กำกับฯ ผู้สร้างแฟรนไชส์แอนิเมชัน “Spider-Verse” อย่าง ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ หวนมากำกับหนังคนแสดงเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 13 ปี ว่าด้วยภารกิจกู้สุริยะของชายคนนึงที่จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมาอยู่บนยานนี้ได้ยังไงในภาพยนตร์อย่าง “Project Hail Mary”
“Project Hail Mary” ว่าด้วยบุรุษคนหนึ่ง ที่ตื่นขึ้นอย่างไร้ความทรงจำและอยู่ลำพังบนยานอวกาศ ที่กำลังเดินทางข้ามห้วงอวกาศด้วยจุดมุ่งหมายบางอย่าง ก่อนจะเริ่มรื้อฟื้นความทรงจำได้ทีละนิด และค้นพบว่าเขาคือ ไรแลนด์ เกรซ อดีตครูที่กำลังอยู่ในภารกิจกอบกู้โลกจากวิกฤตกาลดวงอาทิตย์ดับ ซึ่งขณะที่ความทรงจำเริ่มไหลพรั่งพรูกลับมา รวมถึงพยายามค้นหาว่า เพราะเหตุใดเขาถึงตัดสินใจรับภารกิจนี้ เขาก็เผชิญหน้ากับเอเลียนปริศนาที่เดินทางมาหลายปีแสง และมาพร้อมด้วยชะตากรรมแบบเดียวกัน
ตัวหนัง พาเราเข้าเรื่องตั้งแต่ฉากเปิดโดยทันที พร้อมกับ ๆ การที่ตัวละครได้ลืมตาตื่น ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกใคร่รู้ จนอยากจะติดตามสถานการณ์ไปพร้อมกับตัวละครโดยพลัน โดยที่หนัง ใช้ช่วงเวลาองก์แรกในการปูฐานเรื่องราวคร่าว ๆ ว่าภารกิจที่ว่านี้คืออะไร เขาอยู่ที่ไหนและเขามาทำอะไรบนยานนี้ รวมถึงภาวะแวดล้อมของการกู้วิกฤตดังกล่าว
ผ่านการที่หนังค่อย ๆ ตัดสลับกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นบนโลก ราวกับเป็นการค่อย ๆ ต่อจิ๊กซอว์ของภาพรวมเรื่องราวทั้งหมดให้คนดูได้เห็นชัดมากขึ้น ก่อนที่หนังจะเข้าสู่การพบพานในช่วงองก์สอง
ในทีแรก หน้าหนังอาจดูเป็นหนังไซไฟกู้โลกปกติทั่วไป หากแต่ด้วยการวางพล็อตอันมีประสิทธิภาพ ทำให้เราค่อย ๆ ได้มีส่วนร่วมในการปะติดปะต่อและทำความเข้าใจถึงภัยพิบัติระดับจักรวาล ผ่านแนวคิดของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ที่เดินทางข้ามห้วงอวกาศ จนเป็นภัยอันตรายแก่ในแถบดาวฤกษ์แทบทุกดวง และกลายเป็นคำตอบด้านพลังงานในแบบที่ไม่คาดคิด
ซึ่งต้องยอมรับว่าไอเดียตั้งต้นนั้นค่อนข้างเข้าท่าเข้าที แต่ฉบับหนัง ก็ถ่ายทอดออกมาไม่ให้ยากเกินกว่าระดับความเข้าใจพื้นฐานของมนุษย์ปุถุชนปกติ ซึ่งก็ไม่ได้เข้มข้นซับซ้อนเท่ากับผลงานก่อนของ แอนดี้ เวียร์ แบบ “The Martian” เท่าไหร่นัก เพราะใจความสำคัญแท้จริงของหนัง ไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว
เพราะทันทีที่หนังเข้าสู่องก์สอง ตัวหนังก็ทำการแนะนำตัวละครใหม่โดยทันที ซึ่งมาด้วยจังหวะที่ไม่ได้ตึงเครียด แต่เป็นความเชื้อเชิญปนชวนหัวที่สร้างเสียงหัวเราะ ก่อนเราจะได้รู้จักกับ “ร็อกกี้” ซึ่งเป็นตัวละครที่ไม่ได้มาจากสายพันธ์มนุษย์ หากแต่เป็นมนุษย์ต่างดาวในรูปแบบที่เราไม่คุ้นเคย และมันก็เพิ่มพูนมาซึ่งกลิ่นอายและบรรยากาศความอบอุ่นน่ารัก ของการที่สองตัวละครต่างพยายามหาทางสื่อสารซึ่งกันและกัน ก่อเกิดเป็นมิตรภาพที่แสนซุกซนของสหายต่างพันธ์ ที่ร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาวิกฤตกาลที่ทั้งคู่ล้วนเผชิญ
น่าสนใจ ที่เราเองเคยได้รับชม (รวมถึงอ่าน) ผลงานจากการรังสรรค์ของ แอนดี้ เวียร์ มาแล้วทั้งสองเรื่อง (และโดยส่วนตัวก็พยายามจะไม่ตั้งความคาดหวัง หรืออคติกับเรื่องนี้จนเกินไป) แต่จากเนื้อหาเรื่องราว มันชวนให้เราได้ติดตามวีรกรรมพิทักษ์โลกของเกรซ ที่แทบไร้ซึ่งความกล้าหาญหรือความเชื่อมั่นในทีแรก แถมความทรงจำเป็นศูนย์ อาศัยเพียงแต่ทักษะจากมันสมองและเศษเสี้ยวของความทรงจำช่วยประคองให้เขาดำเนินภารกิจต่อไปได้
ซึ่งสิ่งที่เวียร์ มักเล่าจากการฝ่าฟันอุปสรรคของทั้งสองเรื่อง ไม่ได้มาจากการที่ตัวเอกแค่เก่งกาจอัจฉริยะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เรื่องราวเหล่านั้น ล้วนนำพาให้ตัวเอก ต้องพึ่งพาหรืออาศัยความช่วยเหลือและร่วมมืออยู่เสมอจากผู้อื่นอยู่เสมอ
โดยหาก “The Martian” คือการจับมือมหาอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน เพื่อกู้ภัยและช่วยเหลือนักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกันบนดาวอังคารกลับโลก กับ “Project Hail Mary” ก็เป็นการจับมือร่วมกันในระดับนานาชาติเพื่อข้ามผ่านวิกฤตกาลเช่นกัน หากแต่ความช่วยเหลือนั้น ก็รวมถึงมือทั้งห้าของมนุษย์ต่างดาวชาวเอริดแบบร็อกกี้ด้วย
โดยการดัดแปลงบทของ ดรูว ก็อดดาร์ด นั้น ก็มีส่วนช่วยทำให้เราได้เห็น ลำดับขั้นพัฒนาการของตัวละครเกรซ แบบขั้นบันไดพอสมควร เช่นทันทีที่เขาสงสัยถึงเป้าประสงค์ที่ตนมีในเรื่องราวที่แทบจะเกินมือของเขา เส้นเรื่องก็จะพาเราย้อนไปสู่เหตุการณ์บนโลก ราวกับเป็นการตอบคำถามโดยฉับพลัน
คลอด้วยดนตรีประกอบที่โหมประคองอารมณ์ และงานภาพที่น่าตื่นตะลึง ซึ่งด้วยการลำดับจัดวางการกำกับและตัดต่อในแต่ละช่วง ก็ทำให้ตัวหนังแทบไม่มีภาวะโดดไปโดดมา หรือหลุดจากเรื่องราวที่กำลังดำเนินอยู่ และมันก็ทำให้ตัวหนังเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันไปตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องเลยทีเดียว
จริงอยู่ ที่ “Project Hail Mary” เป็นหนังไซไฟที่พูดคุยถึงการแก้ไขปัญหาแทบตลอดเรื่อง แถมมันยังเต็มไปด้วยฉากการส่องกล้องจุลทรรศน์ที่ดูจะน่าตื่นเต้นมาก ๆ คำถาม? แถมมันก็ไม่ได้ถ่ายทอดมาในรูปแบบที่จะท้าทายองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เลยด้วยซ้ำ แต่กระนั้นเอง ทั้งสององก์หลังของหนัง ซึ่งเต็มไปด้วยสถานการณ์ชวนขำชวนฮา จากการก่อร่างของมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่าง เกรซ และ ร็อกกี้ นี้เอง ก็กลายเป็นหมัดเด็ดอันแสนทรงพลังทางห้วงอารมณ์ของหนังจริง ๆ
อย่างที่กล่าวไปว่า วิทยาศาสตร์ในเรื่องแทบจะไม่ใช่ใจความสำคัญหลัก หากแต่มันช่วยต่อยอดไปยังขั้นตอนของการเปิดใจเรียนรู้ ระหว่างตัวละครแบบเกรซกับร็อกกี้ ในหลายห้วงของหนัง เกรซแทบไม่ใช่รูปแบบตัวเอกที่เป็นวีรบุรุษเลย ทั้งการเปิดเรื่องราวมาและสั่งการให้ยานหันหลังกลับโลกโดยทันที หรือกระทั่งการออกไปยังห้วงอวกาศอันมืดมิดภายนอก หรือให้ความเชื่อใจกับมนุษย์ต่างดาวที่ไม่เคยพบมาก่อน
เกรซนั้นแทบไม่มีความกล้าหาญอยู่ในตัวเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่มอบความกล้าหาญให้กับเกรซคือเป้าหมายในชีวิต ซึ่งบางครั้ง มันอาจจะมาในรูปแบบของมนุษย์ต่างดาวห้าขาแบบร็อกกี้
ความสำคัญในเรื่องราวทั้งหมดของ “Project Hail Mary” ซึ่งแม้จะดูเป็นนัยยะที่สื่อถึง บทสวดภาวนาวันทามารีย์ในศาสนาคริสต์แทบจะโดยตรง แต่เรารู้สึกถึงความสากลยิ่งกว่านั้น มันคือการก้าวข้ามอุปสรรคนานัปการด้วยศักยภาพมนุษย์ที่ไร้ขีดจำกัด ขั้นตอนอันสลับซับซ้อนแต่ว่ามีประสิทธิภาพของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จนนำมาซึ่งความงดงามของการทำการเข้าใจจากสิ่งที่ไม่รู้ ทั้งกาลอวกาศและสิ่งมีชีวิตทรงภูมิอื่นนอกเหนือจากโลก ทั้งหมดที่กล่าว มันจะไม่เกิดขึ้นหากปราศจากการมองโลกในแง่บวกและความเมตตาอารีย์ต่อผู้อื่น
เพราะหากเรามองในเนื้อหาที่คล้าย ๆ กันนี้ บทสนทนาระหว่างมนุษย์ต่างดาวอาจไม่เกิดขึ้น หากเราพร้อมตั้งด้วยทัศนคติแง่ลบที่หวังจะโจมตีผู้อื่นด้วยความมุ่งร้าย แต่ด้วยจิตใจของเกรซ ที่จะว่าบริสุทธิ์ก็ได้ มันทำให้เขายอมสนทนากับร็อกกี้ด้วยความใสซื่อไร้เดียงสา และจากการสร้างฐานความเชื่อใจด้วยมิตรภาพนี้เอง มันก็นำไปสู่กุญแจของการแก้ปัญหาเกินอาจเอื้อมที่ทั้งคู่มีร่วมกัน แต่ทั้งหมดก็ไม่อาจลุล่วงได้ หากขาดซึ่งความกล้าหาญเด็ดขาดในการตัดสินใจ
“Project Hail Mary” คือภาพสะท้อนของทั้งหมดที่ว่านั้น มันคือการสำแดงซึ่งความกล้าหาญ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ต่อตัวเอง แต่บางครั้งก็เป็นการเสียสละเพื่อผู้อื่น มันคือการฝังซึ่งเมล็ดพันธ์แห่งความดีงาม ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งรุนแรง แสดงซึ่งความมหัศจรรย์และงดงามของโพ้นอวกาศอันกว้างใหญ่
มันคือการปลูกฝังสายตาที่อ่อนโยน พร้อมจะปรับความเข้าใจต่อสิ่งที่เราไม่รู้ ก้าวข้ามความแตกต่างและโอบรับความมหัศจรรย์นั้น และเป็นเมล็ดพันธ์แห่งความกล้าหาญในรูปแบบที่เราไม่อาจคาดคิดมาก่อน จนนำไปสู่สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล อย่างการร่วมมือกันแก้ไขปัญหานั่นเอง
“มันเป็นเวลานานมากเลย ที่พวกนายได้อยู่ด้วยกัน”
“มันไม่มากพอ”
สรุปแล้ว “Project Hail Mary” คือหนังไซไฟอวกาศน้ำดี ที่นำพาเราไปยังภารกิจข้ามโพ้นอวกาศเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตกาล ด้วยไอเดียทะลุมาตรวัดวิทยาศาสตร์แต่ถ่ายทอดได้เข้าใจง่าย ชวนขำชวนซึ้งผ่านมิตรภาพของสิ่งทรงภูมินอกโลก และเรื่องราวที่ว่าด้วยการปลูกฝังความกล้าหาญอันมีเมตตาของตัวเอกที่ไม่เอาอ่าว ด้วยศูนย์กลางทางการแสดงที่มีเสน่ห์อย่าง ไรอัน กอสลิ่ง น่าจะกลายเป็นหนังไซไฟอบอุ่นหัวใจขวัญใจผู้ชมของทศวรรษนี้ได้อย่างง่าย ๆ และสมควรได้ดูในโรงภาพยนตร์มาก ๆ
4 / 5
“Project Hail Mary” (2026)
Directed by Phil Lord & Christopher Miller
Screenplay by Drew Goddard
Based on “Project Hail Mary” by Andy Weir

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา