8 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

ฝันสลาย Modular Phone ไอเดียหมื่นล้านที่ไปไม่ถึงฝัน กับมือถือประกอบเองที่ตายก่อนโต

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2013 โลกของเรากำลังตื่นเต้นกับความก้าวหน้าของสมาร์ตโฟนที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
แต่ในขณะเดียวกันเราก็เริ่มสังเกตเห็นปัญหาใหญ่ที่ตามมาติดๆ นั่นคือปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในแต่ละปี…
เวลาที่หน้าจอมือถือแตก หรือแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพ ผู้คนส่วนใหญ่มักเลือกที่จะซื้อเครื่องใหม่แทนการซ่อม เพราะค่าซ่อมที่แพงจนรู้สึกว่าไม่คุ้มค่า
พฤติกรรมนี้ทำให้เกิดการทิ้งอุปกรณ์ที่ยังมีชิ้นส่วนอีกหลายอย่างทำงานได้ดีไปอย่างน่าเสียดาย…
จนกระทั่งวันหนึ่งมีแนวคิดสุดล้ำที่ถูกนำเสนอออกมาผ่านอินเทอร์เน็ต
แนวคิดนี้มีชื่อว่า Phonebloks ซึ่งถูกคิดค้นโดยนักออกแบบชื่อ Dave Hakkens เขาเสนอไอเดียการสร้างสมาร์ตโฟนที่สามารถถอดประกอบชิ้นส่วนได้เหมือนตัวต่อของเล่น…
ไอเดียนี้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เพราะมันคือการแก้ปัญหาที่ตรงจุด
หากกล้องตกรุ่นเราก็แค่ซื้อชิ้นส่วนกล้องมาเปลี่ยนใหม่ หากต้องการแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้นก็แค่ถอดชิ้นส่วนเดิมออกแล้วเสียบก้อนใหม่เข้าไปแทนเครื่องเดิม…
ความน่าสนใจนี้ไปเตะตาบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google จนนำไปสู่การตั้งโปรเจกต์พัฒนาอย่างจริงจังภายใต้ชื่อ “Project Ara”
โดยมอบหมายให้ทีมพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง ATAP เป็นผู้ดูแลความฝันอันยิ่งใหญ่นี้…
ทีม ATAP ในยุคนั้นเปรียบเสมือนศูนย์รวมหัวกะทิของวงการ พวกเขาได้รับอิสระในการคิดค้นเทคโนโลยีแห่งอนาคตโดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลกำไรในระยะสั้น
ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผลักดันโปรเจกต์ที่ทะเยอทะยานระดับโลก…
เป้าหมายของ “Project Ara” ไม่ใช่แค่การสร้างของเล่นชิ้นใหม่ให้วงการเทคโนโลยี แต่มันคือการปฏิวัติอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนอย่างสิ้นเชิง
พวกเขาวางแผนจะสร้างโครงร่างพื้นฐานของตัวเครื่องในราคาเพียง 50 ดอลลาร์สหรัฐ…
โครงร่างที่ว่านี้จะมีเพียงหน้าจอ แบตเตอรี่ และชิปประมวลผลพื้นฐาน เพื่อให้ผู้คนในประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงสมาร์ตโฟนได้ง่ายขึ้น
จากนั้นหากใครต้องการอัปเกรดความสามารถด้านไหนก็ค่อยซื้อชิ้นส่วนเสริมมาประกอบเพิ่มเอาเองตามงบประมาณ…
วิสัยทัศน์ของพวกเขาต้องการสร้างระบบนิเวศใหม่ทั้งหมด คล้ายกับการสร้างตลาดแอปพลิเคชันที่ใครๆ ก็สามารถพัฒนาชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์มาวางขายได้
ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์วัดคุณภาพอากาศ เครื่องอ่านบาร์โค้ด หรืออุปกรณ์เฉพาะทาง…
นี่คือคำสัญญาที่แสนหอมหวานของแนวคิด “Modular Phone” ที่จะมอบอำนาจในการปรับแต่งอุปกรณ์กลับคืนสู่มือผู้บริโภค
มันดูเป็นอนาคตที่สดใสและน่าจะเข้ามาพลิกโฉมวงการมือถือที่ถูกผูกขาดให้เปลี่ยนไปตลอดกาล…
แต่ในโลกของธุรกิจและการพัฒนาเทคโนโลยี ความฝันมักจะถูกทดสอบด้วยความเป็นจริงที่โหดร้ายเสมอ
เมื่อถึงเวลาที่ต้องลงมือผลิตจริง โปรเจกต์ที่ดูสวยหรูนี้กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน…
ปัญหาแรกที่เข้ามาตบหน้าทีมวิศวกรอย่างจังคือเรื่องของขนาดและน้ำหนัก
สมาร์ตโฟนทั่วไปถูกออกแบบมาให้ชิ้นส่วนทุกชิ้นจัดวางอย่างหนาแน่นที่สุดบนแผงวงจรเดียว เพื่อให้ตัวเครื่องมีความบางเบาและพกพาสะดวก…
แต่สำหรับสมาร์ตโฟนแบบประกอบเอง ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจะต้องมีกรอบหุ้มของตัวเอง มีขั้วเชื่อมต่อ
และต้องใช้ระบบแม่เหล็กไฟฟ้าในการยึดเกาะชิ้นส่วนต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ตัวเครื่องหนาเทอะทะและมีน้ำหนักมากเกินไป…
นอกจากปัญหาเรื่องกายภาพแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การส่งข้อมูลระหว่างชิ้นส่วนผ่านขั้วเชื่อมต่อทำให้เกิดความล่าช้าและสูญเสียพลังงานมากกว่าการเชื่อมต่อบนแผงวงจรหลักโดยตรงอย่างมหาศาล…
เรื่องของแบตเตอรี่จึงกลายเป็นฝันร้าย เพราะระบบยึดเกาะและขั้วเชื่อมต่อจำนวนมากต่างก็ดึงพลังงานไปใช้
ทำให้แบตเตอรี่หมดลงอย่างรวดเร็ว ครั้นจะเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ก็จะยิ่งทำให้ตัวเครื่องหนาและหนักขึ้นไปอีก…
ความซับซ้อนที่ชวนปวดหัวอีกเรื่องหนึ่งคือระบบระบายความร้อน
ในสมาร์ตโฟนทั่วไปความร้อนจะถูกกระจายผ่านโครงสร้างของตัวเครื่อง
แต่ในระบบที่แบ่งเป็นชิ้นส่วนแยกกัน การกระจายความร้อนข้ามชิ้นส่วนเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก…
สิ่งนี้ทำให้ตัวเครื่องเกิดอาการความร้อนสะสม ส่งผลให้ระบบต้องลดความเร็วในการประมวลผลลงเพื่อป้องกันความเสียหาย
ซึ่งขัดกับความต้องการของผู้ใช้งานที่อยากได้ประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วและลื่นไหล…
ความทนทานก็เป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนที่แก้ไขได้ยาก สมาร์ตโฟนคือสิ่งที่เราพกติดตัวไปทุกที่และมีโอกาสตกหล่นได้เสมอ
ในขณะที่มือถือทั่วไปอาจจะแค่เป็นรอย แต่เครื่องที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนเล็กๆ อาจหลุดกระจายกระจัดกระจายเมื่อกระแทกพื้น…
ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์เองก็ต้องปวดหัวไม่แพ้กัน เพราะระบบปฏิบัติการ Android ต้องถูกเขียนขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเพื่อให้รองรับการทำงานแบบเสียบชิ้นส่วนแล้วใช้งานได้ทันที ระบบต้องรับรู้ได้ทันทีว่ามีฮาร์ดแวร์ชิ้นไหนถูกเชื่อมต่อเข้ามา…
ยังไม่นับรวมปัญหาเรื่องมาตรฐานการผลิต การเปิดโอกาสให้บริษัทภายนอกผลิตชิ้นส่วนมาเชื่อมต่อ
หมายความว่าต้องสร้างมาตรฐานที่เข้มงวด หากชิ้นส่วนที่ไม่ได้มาตรฐานถูกนำมาเสียบใช้งาน อาจส่งผลให้ระบบหลักพังทลายได้…
แต่ปัญหาทางวิศวกรรมทั้งหมดนี้ยังไม่สู้ปัญหาทางหลักเศรษฐศาสตร์
อุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนขับเคลื่อนด้วยการผลิตชิ้นส่วนจำนวนมหาศาลเพื่อกดต้นทุน แบรนด์ใหญ่ทำมือถือสเปกสูงราคาจับต้องได้เพราะผลิตทีละหลายสิบล้านเครื่อง…
เมื่อระบบถูกซอยย่อยออกเป็นชิ้นส่วนหลากหลายแบบ จำนวนการผลิตต่อชิ้นก็ย่อมลดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตแต่ละชิ้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาของมือถือประกอบเองจึงไม่ได้ถูกอย่างที่วาดฝันไว้เลย…
ลองจินตนาการดูว่าผู้ผลิตเซนเซอร์อย่าง Sony จะเลือกลงทุนสายการผลิตเพื่อทำชิ้นส่วนเล็กๆ ให้กับโปรเจกต์ที่ยังไม่แน่นอน หรือเลือกที่จะผลิตเซนเซอร์ส่งให้แบรนด์ใหญ่อย่าง Apple ที่รับประกันยอดขายแน่นอนมหาศาล…
ในขณะที่ Google กำลังสาละวนกับการแก้ปัญหา แบรนด์คู่แข่งอย่าง LG ก็พยายามชิงพื้นที่ด้วยการเปิดตัว LG G5 ซึ่งใช้แนวคิดกึ่งประกอบเอง
โดยออกแบบให้ส่วนท้ายของเครื่องถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือใส่อุปกรณ์เสริมได้…
แต่ความพยายามของ LG ก็จบลงด้วยความล้มเหลวเช่นกัน ผู้บริโภคพบว่าขั้นตอนการใช้งานจริงนั้นยุ่งยาก
การเปลี่ยนอุปกรณ์ต้องปิดเครื่องและประกอบใหม่ แถมอุปกรณ์เสริมก็มีราคาแพงและใช้ได้กับเครื่องรุ่นเดียว…
ความล้มเหลวของ LG G5 เป็นเหมือนสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงต้องการความเรียบง่าย
พวกเขาแค่อยากแกะกล่องมือถือแล้วเปิดใช้งานได้ทันที มากกว่าต้องมานั่งศึกษาความเข้ากันได้ของชิ้นส่วน…
ในที่สุดเมื่อมาถึงช่วงเดือนกันยายนปี 2016 บริษัท Google ก็ได้ตัดสินใจประกาศยุติการพัฒนา “Project Ara” อย่างเป็นทางการ
ปิดตำนานความฝันเรื่องมือถือประกอบเองที่โลกเทคโนโลยีเคยตั้งตารอคอยไปอย่างเงียบเหงา…
มันเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่ตอกย้ำว่า ในโลกของการสร้างสรรค์นวัตกรรม ไอเดียที่ยอดเยี่ยมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
หากแนวคิดนั้นไม่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางวิศวกรรมและไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมที่แท้จริงของผู้ใช้งาน…
ความพยายามที่จะคืนอิสระให้กับผู้ใช้งาน กลับกลายเป็นการโยนภาระที่หนักอึ้งไปให้พวกเขาแทน
คนทั่วไปไม่ได้อยากเป็นช่างเทคนิคที่ต้องมานั่งจัดการสเปกมือถือของตัวเองทุกรายละเอียด สิ่งนี้คือความจริงที่ผู้ผลิตต้องยอมรับ…
แต่ถึงแม้เรื่องราวของมือถือประกอบเองจะกลายเป็นเพียงอดีต แต่มรดกทางความคิดที่โครงการเหล่านี้ทิ้งไว้กลับไม่สูญเปล่า
มันได้จุดประกายให้เกิดความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหา “e-Waste” อย่างเป็นรูปธรรมในวงกว้าง…
ความล้มเหลวครั้งนั้นนำไปสู่กระแสการเรียกร้อง “Right to Repair” หรือสิทธิในการซ่อมแซมอุปกรณ์ด้วยตนเอง
ผู้บริโภคอาจไม่อยากประกอบมือถือเองตั้งแต่ต้น แต่พวกเขาก็ไม่อยากได้มือถือที่ถูกออกแบบมาให้ซ่อมไม่ได้เลยเช่นกัน…
แรงกดดันนี้ทำให้แบรนด์มือถือหลายค่ายต้องหันมาปรับปรุงการออกแบบให้ซ่อมแซมง่ายขึ้น มีการวางขายอะไหล่แท้และเปิดเผยคู่มือซ่อมให้บุคคลทั่วไป หรือแม้แต่เกิดแบรนด์ใหม่อย่าง Fairphone ที่ชูจุดขายเรื่องความยั่งยืน…
นอกจากนี้ แนวคิดการประกอบชิ้นส่วนยังได้ไปเติบโตและประสบความสำเร็จในตลาดอื่นแทน
อย่างเช่นกรณีของคอมพิวเตอร์พกพาแบรนด์ Framework ที่ให้ผู้ใช้อัปเกรดชิ้นส่วนต่างๆ ได้ตามใจชอบตั้งแต่หน้าจอไปจนถึงพอร์ตเชื่อมต่อ…
สาเหตุที่ตลาดคอมพิวเตอร์พกพายอมรับแนวคิดนี้ได้ดีกว่า เป็นเพราะมันไม่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดและน้ำหนักที่เข้มงวดเท่ากับสมาร์ตโฟน
อีกทั้งพฤติกรรมของคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ก็คุ้นเคยกับการอัปเกรดชิ้นส่วนเป็นทุนเดิม…
การเดินทางของมือถือประกอบเองจึงเปรียบเสมือนการทดลองครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ
แม้จุดจบอาจไม่ได้สวยงามอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่มันก็กลายเป็นบันไดขั้นสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจความสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและชีวิตจริง…
บางทีนวัตกรรมที่ดีอาจไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ที่ล้ำยุคที่สุดเสมอไป แต่มันคือเทคโนโลยีที่สามารถผสานรวมเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนได้อย่างเป็นธรรมชาติ และพร้อมที่จะมอบประโยชน์สูงสุดโดยไม่สร้างความยุ่งยากให้กับการใช้ชีวิต…
เรื่องราวทั้งหมดนี้คงเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีสำหรับนักธุรกิจและนักพัฒนาในยุคปัจจุบัน ว่าอย่าปล่อยให้ความหลงใหลในความสมบูรณ์แบบทางเทคโนโลยี มาบดบังเสียงสะท้อนที่แท้จริงจากความต้องการของผู้คนในตลาด…
References : [theverge, androidcentral, wired, framework, fairphone]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา