25 มี.ค. เวลา 10:00 • ความคิดเห็น

ถึงเวลาภาษีลาภลอยหน้าโรงกลั่น และ "ใบเสร็จที่พูดความจริง"

​หยุดบิดเบือนพลังงาน: ถึงเวลา "ภาษีลาภลอย" และ "ใบเสร็จโปร่งใส"
​สภาวะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ไม่ได้กระทบแค่เงินในกระเป๋า แต่กำลังสะท้อนถึง "โครงสร้างพลังงานที่อยุติธรรม" ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องเลิกใช้วิธีเดิมๆ แล้วหันมาใช้มาตรการที่จริงใจ ดังนี้:
1. ภาษีลาภลอย (Windfall Tax): เก็บให้ถูกที่!
ภาษีลาภลอย คือภาษีที่เก็บจาก "กำไรส้มหล่น" ที่ผู้ประกอบการได้มาโดยไม่ได้ลงแรงเพิ่ม แต่เกิดจากวิกฤตการณ์โลก ปัจจุบันประเทศไทย "ไม่มี" การจัดเก็บภาษีนี้อย่างเป็นรูปธรรมในภาคกลางน้ำ (โรงกลั่น)
✅ แนวทางแก้ไข: เลิกตั้งเป้าเก็บเพียงค่าภาคหลวง (Royalty) จาก "บ่อขุด" ซึ่งผลิตน้ำมันดิบได้ไม่ถึง 15% ของประเทศ แต่ให้เปลี่ยนมาเก็บที่ "หน้าโรงกลั่น" แทน! เพราะโรงกลั่นคือจุดที่รับน้ำมันมหาศาลทั้งนำเข้าและในประเทศ และเป็นจุดที่เกิด "กำไรส่วนเกิน" จากค่าการกลั่น (GRM) ที่พุ่งสูงขึ้นตามกลไกราคาโลก (บางช่วงพุ่งจาก 2 บาท ไปถึง 6 บาทต่อลิตร!) นี่คือลาภลอยก้อนโตที่ต้องดึงกลับคืนมา
2. เงินภาษีต้องกลับคืนสู่ประชาชนผ่านช่องทางที่โปร่งใสและไม่บิดเบือนกลไกราคา
เงินมหาศาลที่ได้จากภาษีลาภลอยหน้าโรงกลั่น ไม่ควรถูกนำไปละลายกับการอุดหนุนราคาน้ำมันจนประชาชนขาดความตระหนักถึงต้นทุนพลังงานที่แท้จริง แต่ควรนำมาใช้ใน 2 แนวทางหลักเพื่อประโยชน์ที่ยั่งยืน:
▶️ คืนเป็น "เครดิตภาษี" โดยตรงให้ประชาชน: เพื่อให้เงินกลับเข้ากระเป๋าผู้เสียภาษีโดยตรงตามกลไก Tax Rebate วิธีนี้จะช่วยจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบฐานภาษีมากขึ้น ใครๆ ก็อยากได้เงินคืน และที่สำคัญคือรัฐไม่จำเป็นต้องนำเงินไปอุดหนุนราคาหน้าปั๊มให้เสียสมดุลตลาด ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อไปบริหารจัดการค่าครองชีพด้วยตัวเอง
▶️ ชำระคืน "หนี้สาธารณะ": นำเงินก้อนพิเศษนี้ไปตัดยอดหนี้ของประเทศเพื่อลดภาระดอกเบี้ยมหาศาลที่กัดกินงบประมาณแผ่นดินในทุกปี การลดหนี้สาธารณะคือการคืนอิสรภาพทางการคลังให้คนรุ่นหลัง และเป็นการลดความเสี่ยงที่รัฐจะต้องมารีดภาษีเพิ่มจากประชาชนในอนาคต
​3. ยกเลิกกองทุนน้ำมัน: คืนราคาที่แท้จริง
การมีกองทุนน้ำมันคือการ "หลอกตัวเอง" รัฐไปกู้เงินมหาศาลมาอุ้มราคาเพื่อให้ดูเหมือนถูก แต่สุดท้ายต้องนำภาษีของประชาชนไปจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย
✅ ​เลิกเอาของแพงอย่าง B100 มาผสมเพื่อปั่นราคาน้ำมัน (B7) ให้สูงขึ้นโดยเปล่าประโยชน์ ใครอยากช่วยเกษตรกรให้รัฐอุดหนุนโดยตรงจากงบประมาณ ไม่ใช่มาแอบเนียนบวกเพิ่มในหัวจ่าย แล้วปล่อยให้กลุ่มทุนเกษตรอุตสาหกรรมเสวยสุขบนกองน้ำตาของคนใช้รถ!
▶️ แนวทางแก้ไข ราคาพืชผล ทางการเกษตรที่ยั่งยืน
✅ ปลูกจิตสำนึก: เมื่อยกเลิกกองทุน ประชาชนจะเห็นราคาที่แท้จริง ทำให้เกิดการประหยัดและการปรับตัวตามกลไกตลาด
สร้างความเป็นธรรม: ไม่ต้องมีการอุดหนุน "ข้ามประเภท" ที่เอาเงินคนใช้เบนซินไปอุ้มดีเซล หรือเอาภาษีคนทั้งประเทศไปอุดหนุนกลุ่มทุนอิทธิพล
​4. ใบเสร็จน้ำมันต้อง "โปร่งใส"
ใบเสร็จควรทำหน้าที่บอกความจริงมากกว่าแค่ยอดเงินรวม รัฐบาลควรสั่งการให้เพิ่มรายละเอียดอีก 2-3 บรรทัด เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าเงินที่จ่ายไปนั้นคืออะไรบ้าง:
1
▶️ ​ภาษีสรรพสามิต / VAT: (เพื่อให้รู้ว่าเราจ่ายให้รัฐเท่าไหร่)
▶️ ​ภาษีบำรุงท้องที่
▶️ ​ค่าการตลาด / ค่าการกลั่น: (เพื่อให้เห็นสัดส่วนกำไรของบริษัทน้ำมันและโรงกลั่น)
▶️ "ใบเสร็จต้องโชว์ 'ภาษีลาภลอยชั่วคราว' ที่เก็บจากค่าการกลั่นส่วนเกินในแต่ละเดือน (คล้ายการหักภาษี ณ ที่จ่าย) เพื่อให้ประชาชนเห็นว่ารัฐได้ดึงกำไรส้มหล่นมาลดค่าน้ำมันให้เราทันที ไม่ใช่ปล่อยให้โรงกลั่นอมกำไรไว้ข้ามปี แล้วค่อยมาเคลียร์กันทีหลัง"
🤔🤔ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษีลาภลอย🧐🧐
นิยามสั้นๆ
คือภาษีที่เก็บจาก "กำไรส้มหล่น" ซึ่งบริษัทได้มาโดยไม่ได้ลงแรงเพิ่ม แต่เกิดจากปัจจัยภายนอก (เช่น สงคราม, ราคาน้ำมันโลกพุ่ง, หรือนโยบายรัฐ)
สหภาพยุโรป (EU)
มีทั้งระดับภาพรวมและรายประเทศครับ:
ระดับ EU (Solidarity Contribution): ในปี 2022 สหภาพยุโรปได้ออกข้อบังคับให้ประเทศสมาชิกเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินของบริษัทพลังงาน (ฟอสซิล) ในอัตราอย่างน้อย 33% เพื่อนำเงินไปช่วยประชาชนสู้ค่าไฟ
รายประเทศ: หลายประเทศใน EU มีกฎหมายเฉพาะของตัวเอง ซึ่งเข้มข้นกว่าเกณฑ์กลาง เช่น:
อิตาลี & สเปน: เก็บจากทั้ง บริษัทพลังงาน และ ธนาคาร (ที่ได้กำไรจากดอกเบี้ยขาขึ้น)
สหราชอาณาจักร (UK): เก็บภาษี Energy Profits Levy สูงถึง 35% จากกำไรส่วนเกินของบริษัทน้ำมันในทะเลเหนือ
วิธีการเก็บ (สรุป)
กำหนดฐานกำไรปกติ: นำกำไรเฉลี่ยย้อนหลัง 3-4 ปีมาเป็นตัวตั้ง
วัดส่วนเกิน: หากกำไรปีปัจจุบันสูงกว่าค่าเฉลี่ย (เช่น เกิน 20%) ส่วนที่เกินมานั้นจะถือเป็น "ลาภลอย"
เก็บภาษีอัตราพิเศษ: นำส่วนเกินนั้นมาคูณด้วยอัตราภาษีที่สูงกว่าปกติ (มักอยู่ระหว่าง 25-40%)
โฆษณา