Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Rimping Supermarket
•
ติดตาม
21 เม.ย. เวลา 03:00 • อาหาร
Rimping Supermarket NimCity Branch
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ “Kirschwasser” (คิร์ชวาสเซอร์) บรั่นดีเชอร์รี่ที่มีต้นกำเนิดจากประเทศเยอรมนี
Kirschwasser (คิร์ชวาสเซอร์) หรือ Kirsch (คิร์ช) เป็นบรั่นดีเชอร์รี่ที่มีต้นกำเนิดในแถบป่าดำ (Black Forest) ของประเทศเยอรมนี ซึ่งพื้นที่นี้มีการเพาะปลูกเชอร์รี่มานานหลายศตวรรษ
.
ชื่อ “Kirschwasser” มาจากภาษาเยอรมัน แปลว่า “น้ำเชอร์รี่” โดย “Kirsch” หมายถึงเชอร์รี่ และ “Wasser” หมายถึงน้ำ
Kirschwasser มีต้นกำเนิดย้อนกลับไปหลายศตวรรษ เริ่มผลิตครั้งแรกในแถบป่าดำ (Black Forest) ภูมิภาคทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเยอรมนีตั้งแต่ยุคกลางประมาณศตวรรษที่ 15-16 และเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้นในศตวรรษที่ 17-18
.
ในอดีต Kirschwasser เป็นเครื่องดื่มของชาวบ้านในชนบทที่ผลิตจากการหมัก และกลั่นเชอร์รี่เพื่อใช้ในช่วงฤดูหนาว ต่อมาเมื่อเทคนิคการกลั่นได้รับการพัฒนาขึ้น Kirschwasser จึงกลายเป็นบรั่นดีชั้นเลิศที่ได้รับความนิยมในหมู่ขุนนาง และชนชั้นสูง
.
กระบวนการผลิต Kirschwasser เริ่มต้นจากการเก็บเกี่ยวเชอร์รี่สายพันธุ์ Morello ที่สุกเต็มที่ จากนั้นนำมาหมักทั้งลูก รวมถึงเมล็ด เพื่อให้ได้รสขมอ่อน ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ หลังจากนั้นจะปล่อยให้เกิดการหมักตามธรรมชาติ เพื่อเปลี่ยนน้ำตาลในเชอร์รี่ให้กลายเป็นแอลกอฮอล์
.
เมื่อการหมักเสร็จสิ้น เชอร์รี่จะถูกนำไปกลั่นสองครั้งด้วยกระบวนการดั้งเดิมที่เรียกว่า Pot Still Distillation เพื่อให้ได้แอลกอฮอล์ที่มีความบริสุทธิ์สูง การกลั่นครั้งแรกเรียกว่า “Rauhbrand” เป็นการกลั่นขั้นต้นเพื่อแยกแอลกอฮอล์ออกจากเชอร์รี่ ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้น ซึ่งสุราที่ได้จากการกลั่นครั้งแรกจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ และยังคงมีสารเจือปนอยู่ค่อนข้างมาก
.
การกลั่นครั้งที่สองเรียกว่า “Feinbrand” เป็นการนำสุราที่ได้จากการกลั่นครั้งแรกมากลั่นซ้ำอีกครั้ง โดยมีการควบคุมอุณหภูมิ และกระบวนการกลั่นอย่างพิถีพิถัน เพื่อแยกส่วนของแอลกอฮอล์ที่ต้องการออกจากสารอื่น ๆ ในการกลั่นครั้งนี้สุราจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนหัว (Foreshots), ส่วนกลาง (Heart), และส่วนท้าย (Feints) โดยส่วนกลางถือเป็นส่วนที่มีคุณภาพดีที่สุด
.
หลังจากการกลั่นสุราที่ได้จะมีความใส มีกลิ่นหอมของเชอร์รี่ มีรสชาติที่กลมกล่อม และหลังจากกลั่นเสร็จสิ้น สุราที่ได้จะถูกเก็บรักษาต่อในถังไม้โอ๊คเป็นเวลาอย่างน้อยสามปี เพื่อพัฒนารสชาติ และกลิ่นหอม โดยทั่วไป Kirschwasser จะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 40%-45%
.
ในเยอรมนี ชาวบ้านมักผลิต Kirschwasser เพื่อใช้ในงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานเทศกาล และงานรื่นเริง นอกจากนี้ Kirschwasser ยังถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร และขนมหวาน เช่น Black Forest Cake (Schwarzwälder Kirschtorte) ซึ่งเป็นขนมหวานขึ้นชื่อของแถบป่าดำ (Black Forest) ด้วย
.
เมื่อเวลาผ่านไปความนิยมของ Kirschwasser ก็แพร่กระจายไปยังประเทศต่าง ๆ ในยุโรปทั้งในฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ โดยในสวิตเซอร์แลนด์มักจะใช้ Kirschwasser เป็นส่วนผสมใน Fondue Cheese เพื่อเพิ่มรสชาติ และช่วยให้ชีสละลายได้ดีขึ้น
.
ในช่วงศตวรรษที่ 19 ชื่อเสียงของ Kirschwasser ได้ขยายออกไปไกลเกินกว่าทวีปยุโรป โดยได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา และส่วนอื่น ๆ ของโลก ซึ่งรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ และความหลากหลายในการใช้งานทำให้ Kirschwasser เป็นที่ชื่นชอบในหมู่บาร์เทนเดอร์ ซึ่งจะใช้ประกอบสำคัญในค็อกเทลต่าง ๆ เช่น Singapore Sling และ Blood and Sand เป็นต้น
.
ปัจจุบัน Kirschwasser ยังคงเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมในเยอรมนี และเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับสากลมากขึ้น ผู้ผลิตหลายรายยังคงใช้วิธีการผลิตแบบดั้งเดิม เพื่อรักษาคุณภาพ และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของ Kirschwasser เอาไว้ ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้ผลิตหลายรายที่พัฒนาสูตรใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองรสนิยมของผู้บริโภค เช่น Kirschwasser ที่มีอายุการบ่มในถังไม้ เพื่อเพิ่มความซับซ้อนของรสชาติ
.
แม้ Kirschwasser จะไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างเท่ากับวิสกี้ หรือวอดก้า แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบบรั่นดีจากผลไม้ Kirschwasser ก็ยังถือเป็นเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งในด้านรสชาติ และประวัติศาสตร์อันยาวนาน
ประวัติศาสตร์
ความรู้
เครื่องดื่ม
บันทึก
3
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย