23 มี.ค. เวลา 10:39 • ข่าวรอบโลก

ครั้งหนึ่งเราเคยรักกัน สรุปรอยร้าว อิหร่าน-อเมริกา จากเพื่อนรัก สู่คู่แค้นเบอร์ 1

ช่วงนี้ข่าวหน้าหนึ่งที่เป็นที่พูดถึงกันอยู่ในตอนนี้คงหนีไม่พ้น เหตุการณ์ความตึงเครียดระดับสูงสุดในตะวันออกกลาง ระหว่าง “อิหร่านและสหรัฐอเมริกา” ที่เริ่มจุดชนวนเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2026 นี้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกเลยทีเดียว
แต่เชื่อมั้ยว่าเมื่อย้อนเวลากลับไปในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ทั้งสองประเทศนี้เคยเป็น “เพื่อนรัก เพื่อนซี้” กันมาตลอด คอยสนับสนุนซึ่งกันและกันมาตลอด
1
แต่คำถามสำคัญคือ… แล้วพวกเขาไปทะเลาะกันตอนไหน?
ทำไมถึงกลายมาเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง ที่พร้อมจะเปิดวอร์นิวเคลียร์ใส่กันแบบทุกวันนี้
วันนี้ Blockdit เลยไปขุดคุ้ยเบื้องลึกมาให้ทุกคนได้เจาะลึกรากเหง้าของปัญหา พร้อมลำดับเหตุการณ์สำคัญ และวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดว่าจะจบลงอย่างไร ถ้าพร้อมแล้วตามมากันเลย
🔍จุดเริ่มต้นรอยร้าวและน้ำมัน (ช่วงปี 1953)
เรื่องราวทั้งหมดนี้ต้องย้อนกลับไปในช่วงต้นยุค 50s ตอนนั้นอิหร่านมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งชื่อว่า “โมฮัมหมัด มอสซาเดก”(Mohammad Mosaddegh) เขาเป็นคนชาตินิยมที่มีวิสัยทัศน์ว่า “น้ำมันของอิหร่าน ก็ต้องเป็นของคนอิหร่านสิ” ท่านนายกจึงตัดสินใจ ยึดอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นของรัฐ
1
ซึ่งแน่นอนว่าไปเหยียบเข้ากับตอบริษัทน้ำมันของอังกฤษเข้าอย่างจัง อังกฤษก็เลยยอมไม่ได้ จึงไปจับมือกับหน่วย CIA ของสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการลับที่ชื่อว่า “Operation Ajax” ในปี 1953 เพื่อทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลมอสซาเดก แล้วผลักดันให้ “พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี” ขึ้นมามีอำนาจเบ็ดเสร็จแทน
พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ก็เลยกลายเป็นพันธมิตรที่แสนดีของอเมริกา จึงได้เปิดประเทศรับวัฒนธรรมตะวันตกขึ้น มีการซื้ออาวุธลอตใหญ่ และแน่นอนว่า มีการแบ่งปันน้ำมันกันประเทศพันธมิตร
แต่นั่นคือการทิ้งระเบิดเวลาไว้ในใจของประชาชนชาวอิหร่านที่มองว่า ชาติตะวันตกจะเข้ามาขโมยอำนาจอธิปไตยของพวกเขาไปแบบเนียนๆ
🔍การปฏิวัติอิสลามและ 444 วันที่โลกจดจำ (ช่วงปี 1979)
เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความเหลื่อมล้ำในอิหร่านเริ่มพุ่งสูงขึ้น คนรวยกระจุกตัว คนจนก็มีมากมาย พระเจ้าชาห์ใช้ชีวิตหรูหราในขณะที่ชาวบ้านเริ่มอดอยาก ท้ายที่สุด ความโกรธแค้นก็ระเบิดออกเป็นการ “ปฏิวัติอิสลามในปี 1979”
2
ซึ่งนำโดย “อยาตอลเลาะห์ โคเมนี (Ayatollah Khomeini)” พระเจ้าชาห์เลยต้องลี้ภัยหนีออกนอกประเทศ (อเมริกาก็ไปรับตัวไปรักษาตัว) นำไปสู่เหตุการณ์ที่ตัดขาดความสัมพันธ์ทั้งคู่อย่างถาวร
นั่นคือ วิกฤตการณ์จับตัวประกัน (Iran Hostage Crisis) เมื่อกลุ่มนักศึกษาอิหร่านบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน และจับชาวอเมริกันเป็นตัวประกันยาวนานถึง 444 วัน
นับแต่เหตุการณ์นั้นผู้นำอิหร่านก็สถาปนาให้สหรัฐอเมริกาเป็นซาตานผู้ยิ่งใหญ่ (The Great Satan) ส่วนอเมริกาก็มองว่าอิหร่านเป็นรัฐที่สนับสนุนผู้ก่อการร้าย ทำให้ความสัมพันธ์มิตรภาพระหว่างสองประเทศถูกปิดตัวลงในทันที
🔍จิ๊กซอว์นิวเคลียร์ที่อเมริกายอมไม่ได้
เมื่อถึงแกนกลางของปัญหาในยุคปัจจุบัน นั่นคือ “โครงการนิวเคลียร์” ซึ่งอิหร่านก็อ้างมาตลอดว่าโครงการนี้มีไว้เพื่อ “สร้างสันติภาพและพลังงาน” แต่อเมริกาและอิสราเอลกลับไม่มองอย่างนั้น พวกเขามองว่านี่คือการแอบซุ่มสร้าง ระเบิดนิวเคลียร์ที่จะใช้เป็นอาวุธ
📅ในปี 2015 : โลกเคยมีความหวังเมื่อยุค ประธานาธิบดี โอบามา มีการเซ็นข้อตกลง JCPOA (อิหร่านยอมลดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แลกกับการยกเลิกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
📅ในปี 2018 : ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ฉีกข้อตกลงนี้ทิ้งไป และกลับมาคว่ำบาตรอิหร่านขั้นสุดทำให้อิหร่านกลับมาเดินเครื่องเรื่องนิวเคลียร์แบบเต็มพิกัดอีกครั้ง
📅ในเดือนมิถุนายน 2025 : ความตึงเครียดเริ่มพุ่งสูงขึ้นสุดขีด สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ตัดสินใจเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศทำลายศูนย์นิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน เช่นที่ ฟอร์โดว์ และ นาตันซ์ จนเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือด 12 วัน ก่อนที่จะมีคำสั่งหยุดยิง แต่นั่นก็ยิ่งทำให้อิหร่านถอยห่างจากโต๊ะเจรจาไปไกลกว่าเดิม
🔍สงครามตัวแทน
อิหร่านฉลาดพอที่จะไม่รบกับอเมริกาแบบตรงๆ ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่พวกเขาก็ใช้กลยุทธ์สร้างแกนนำแห่งความต่อต้าน หรือการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในประเทศต่าง ๆ เพื่อปั่นป่วนอเมริกาและอิสราเอลแทนไม่ว่าจะเป็น
📍ฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ในเลบานอน
📍ฮามาส (Hamas) ในกาซา
📍กบฏฮูตี (Houthis) ในเยเมน
📍กองกำลังติดอาวุธต่างๆ ในซีเรียและอิรัก
นี่คือเครือข่ายที่ทำให้อิหร่านสามารถสร้างแรงกระเพื่อมในตะวันออกกลางได้โดยที่มือของตัวเอง ไม่แปดเปื้อนมากนัก จนกระทั่งไฟสงครามลามทุ่งอย่างหนักในช่วงปี 2023 - 2024 ที่ผ่านมานี่เอง
🔍วิกฤตการณ์ปี 2026 สู่จุดแตกหัก
และแล้วพวกเราก็เดินทางมาถึงช่วงเวลาปัจจุบัน (มีนาคม 2026) สถานการณ์ตอนนี้เรียกได้ว่าทะลุจุดเดือดไปเรียบร้อยแล้ว
📅ปลายปี 2025 - ต้นปี 2026 : เศรษฐกิจอิหร่านพังทลายจากมาตรการคว่ำบาตรจากนานาประเทศ เกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ รัฐบาลอิหร่านใช้กำลังปราบปรามอย่างหนักจนสูญเสียความชอบธรรมในสายตาประชาชน
📅ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 : สหรัฐฯ พยายามเปิดโต๊ะเจรจากับอิหร่านที่โอมาน โดยยื่นคำขาดให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์และหยุดสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ แต่แล้วอิหร่านก็ปฏิเสธอยู่ดี
📅28 กุมภาพันธ์ 2026 : สหรัฐฯ (ภายใต้ผู้นำอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์) และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีสายฟ้าแลบ ครั้งประวัติศาสตร์ใส่เป้าหมายทางทหารและนิวเคลียร์ทั่วอิหร่าน โดยตั้งเป้าไปที่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ซึ่งข่าวใหญ่ที่สุดคือมีรายงานว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้ด้วย นำไปสู่การโต้กลับด้วยขีปนาวุธของอิหร่านไปยังฐานทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล
สงครามอิหร่านจึงเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการนั่นเอง
🔍อนาคตโลกจะเป็นอย่างไร?
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ไม่ได้กระทบแค่คนในแถบนั้น แต่มันส่งแรงกระเพื่อมมาถึงหน้าบ้านเราทุกคนด้วย ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกพุ่งทะยานทะลุเพดานในทันที เพราะช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นที่ขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก ได้กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสูงสุด ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างรุนแรง
สงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้นไหม?
นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์มีความเห็นแบ่งแยกเป็นสองทาง
💬มุมมองที่ 1 : มองว่านี่คือสงครามจำกัดวง ที่เป้าหมายคือการเด็ดหัวผู้นำและทำลายระบบอาวุธของอิหร่านเท่านั้น หากระบบการปกครองใหม่ในอิหร่านอ่อนแอลง สงครามอาจจบได้เร็ว
💬มุมมองที่ 2 : กังวลว่าการสูญเสียผู้นำสูงสุด จะทำให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และเครือข่ายทั่วตะวันออกกลางจะเปิดโหมดพลีชีพ โจมตีแบบไร้กฎเกณฑ์ ซึ่งอาจลากประเทศมหาอำนาจอื่นมาพัวพันในระยะยาว เช่น รัสเซีย หรือ จีน
🔍บทสรุป
จากเพื่อนรักที่เคยแบ่งปันผลประโยชน์ สู่การหักหลัง อุดมการณ์ที่แตกต่าง และความหวาดระแวงอาวุธนิวเคลียร์ สุดยอดมหากาพย์ความขัดแย้ง 70 กว่าปีนี้ระหว่างอเมริกาและอิหร่าน ได้เดินทางมาถึงจุดพีคที่สุดในปี 2026 แล้ว
ประวัติศาสตร์กำลังจะถูกเขียนขึ้นใหม่แบบวันต่อวัน
และเราทุกคนก็ล้วนเป็นพยานในเหตุการณ์นี้
ก่อนจากกันคิดว่าสถานการณ์นี้จะจบลงภายในกี่เดือน หรือกี่ปี (ไม่อยากให้นานขนาดนี้) เหตุผลเพราะอะไร
มาคอมเมนต์บอกกันหน่อย
เมื่อคอมเมนต์กันแล้ว ผู้ใช้ Blockdit ยังสามารถแลกรับส่วนลดบริการทำความสะอาดพื้นฐานของคุณแม่บ้านบีนีท
เพียงซื้อดีล 19 บาท เพื่อรับส่วนลด 10% จาก BeNeat
📲 คลิก Banner เลย

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา