23 มี.ค. เวลา 14:49
ตัวจริงของเรา จริงๆ มันเป็นจิตดวงหนึ่ง ที่มาอาศัยกายนี้ .ที่มีสภาพ ปรุงแต่ง มีอารมณ์ นึกคิด เป็นสมมุติ เกิดขึ้น เหมือนสวมหัวโขน เล่นละคร เวลาเราดูโขน ที่เค้าสวมใส ออกมาเล่น เราก็ไม้รู้จัก มองไม่เห็นรูปร่างหน้าตา ที่เค้าเต้นไปมา ด้วยท่าทางต่าง เป็นพระเป็นนาง ผู้ร้าย นางยักษ์ .นางมารร้าย ตัวดีตัวร้าย
.เราก็ดูเพลิน ดูเค้าเล่นโขนละคร พอเค้าถอดชุดออก ไม่มีตำแหน่ง ให้ในโขนละคร เค้าก็เป็นคนปกติ เราไปมองเห็น ..ลุงแก่ นัวผ้าขาวม้า ถือพร้า ตัดใบตอง ..มีคนมาองบอกว่า .ชั้ไปว่า นี่นายพลน่ะ .เราก็ .ไม่เชื่อ .ตอนนี้เค้าเป็นคนแก่ชรา
นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว เค้าคงไม่อยู่เดินไปเดินมาในโลกให้ใครเห็นอีก หายตัวจากโลกไปแล้ว เราก็หันมองดูตัวเรา เวลามันเหลือน้อย .มองดูกาย . อ้อ..มันเริ่ม เหี่ยว .เดืรไกลไม่ไหว .ท่าทาง .ใกล้เวลา หายตัวได้ .ถึงเวลานั้น จะหานตัสไป ไม่ให้ใครมาเห็นอีกเลย หากมีคนถามว่าไปไหน อย่ากจะบอก ก็ไม่มีกายให้พูดเสียอีก
นี่ ที่กลัว.ก็กลัวจะมาเกิดอีก เกิดแต่อละทีทีก็มีภาระ เล่นโขน หากไปได้สังจาร เป็นหมาแมว พูดไม่ได้เสียอีก .มีคนสงเคราะห์ ให้ข้าวกินเลี้ยงดู เค้า.เอาข้างตัดใส่ กาละมัง ช้อนเค้่าก็ไม่มีให้ .ก็ต้องอาศัยปากงับๆ เข้าไป มือจะไปหยิบจับทำอะไรก็ไม่ได้ มีคนเลี้ยง.ยิ่งเสี่ยเลี้ยง.ก็สบายหน่อย ที่กลัว .กบัวถูกตัยทำหมัน .หากขาดผู้ที่อุปถัมภ์เลี้ยงดู ก็เร่ร่อน ไม่มีใครอาบน้ำ ตัดขนให้
โฆษณา