3 ชั่วโมงที่แล้ว • ข่าว

รพ. จำกัดจ่ายยาแค่ 2 เดือน เซ่นพิษสงคราม

ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่สร้างผลกระทบต่อเราในหลายมิติ ทั้งเชื้อเพลิง ราคาสินค้า และอีกมากมายที่มากเกินจะกล่าวถึง
และหนึ่งในสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือ ยาและเวชภัณฑ์ ที่ไม่เพียงแต่ได้รับผลกระทบในเรื่องของราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น แต่ได้รับผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตโดยตรง ในแบบที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง
ยาที่เราใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดจากการสังเคราะห์ด้วยสารประกอบปิโตรเคมี ซึ่งมีวัตถุดิบมาจากสารในกลุ่มแนปทาร์ ซึ่งสกัดได้จากน้ำมันดิบ ดังนั้นชาติไหนเป็นเจ้าของน้ำม้นดิบ ชาตินั้นย่อมเป็นผู้ส่งออกยารายใหญ่ได้ไม่ยาก แต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ทำให้ห่วงโซ่อุปทานถูกขัดขวาง ทำให้การผลิตและส่งออกยามีปัญหาตามไปด้วย
แม้หลายฝ่ายจะบอกว่ายาอาจมีพอใช้ไปอีก 3-4 เดือน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุปทานยาตอนนี้มีปัญหา หลายบริษัทไม่สามารถนำส่งยาให้กับโรงพยาบาลตามกำหนดได้ ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
โรงพยาบาลศิริราชได้เลือกใช้มาตรการควบคุมที่รัดกุมที่สุดในบรรดากลุ่มโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ โดยประกาศจำกัดการจ่ายยาสำหรับผู้ป่วยนอกทุกสิทธิการรักษาไว้ที่ไม่เกิน 1 เดือน แม้โรงพยาบาลจะออกแถลงการณ์ยืนยันอย่างชัดเจนต่อสาธารณชนว่า ปัจจุบันยังคงมียาและเวชภัณฑ์สำรองเพียงพอ
การปรับตัวนี้ถูกระบุว่าเป็นมาตรการเชิงป้องกัน เพื่อรองรับสถานการณ์ล่วงหน้าที่ไม่อาจคาดเดาได้ การบีบวงรอบการจ่ายยาให้เหลือเพียง 1 เดือน ช่วยให้ฝ่ายเภสัชกรรมสามารถประเมินอัตราการบริโภคยาที่แท้จริง (Actual Burn Rate) ได้อย่างแม่นยำในระยะสั้น เป็นการป้องกันการรั่วไหลของทรัพยากร และชะลอการพร่องของคลังยาสำรองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เลือกใช้มาตรการจ่ายยาไม่เกิน 2 เดือน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ปกติตามมาตรฐานการรักษามักจะได้รับยาครอบคลุมระยะเวลา 3-4 เดือนต่อการนัดหมายหนึ่งครั้ง นอกเหนือจากการจำกัดการจ่ายยาแล้ว โรงพยาบาลรามาธิบดียังได้ชูยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการอย่างบูรณาการ โดยพยายามเพิ่มสัดส่วนการให้บริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ผ่านแอปพลิเคชัน RAMA App เพื่อลดภาระการเดินทางของผู้ป่วย
โรงพยาบาลอื่นๆก็มีการปรับตัวเช่นกัน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลอานันทมหิดล และโรงพยาบาลประจำจังหวัดอีกหลายแห่ง ประกาศจำกัดการจ่ายยาและเวชภัณฑ์ไม่เกิน 2 เดือน สำหรับผู้ป่วยนอกในทุกสิทธิการรักษา เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและความยืดหยุ่นในการรับมือกับเหตุการเฉพาะหน้า
นอกจากมุมมองจากโรงพยาบาลแล้ว ยาที่มีความจำเป็นบางตัวก็กำลังประสบปัญหา
นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของอุปทาน "ยาวาร์ฟาริน" ซึ่งเป็นยาละลายลิ่มเลือด แหล่งผลิตหลักของยาวาร์ฟารินที่ถูกนำเข้ามายังประเทศไทยคือประเทศอิสราเอล แม้ในปัจจุบันปริมาณยาจะยังไม่ขาดแคลนและระบบสำรองยายังคงดำเนินไปตามปกติ แต่ความขัดแย้งทางทหารที่ขยายวงกว้างและดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในพื้นที่ของอิสราเอล ได้สร้างความเสี่ยงระดับวิกฤตต่อกระบวนการผลิตและการส่งออกสินค้า
เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ริเริ่มแผนฉุกเฉินเชิงรุกในการจัดหาแหล่งผลิตทางเลือกจากประเทศอินเดีย สาธารณรัฐประชาชนจีน และภูมิภาคยุโรป พร้อมทั้งเร่งรัดกระบวนการขึ้นทะเบียนยานำเข้าทดแทน (Accelerated Registration Procedures) เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีการหยุดชะงักของการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพายาวาร์ฟาริน
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศแผนการดำเนินงาน 3 ระยะ (Three-phase plan) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตความขัดแย้งที่อาจยืดเยื้อ โดยแผนระยะสั้น (ครอบคลุม 3-4 เดือนข้างหน้า) ส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล (อีกแล้ว) เพิ่มความเข้มข้นในการต่อรองราคายากับบริษัทยาข้ามชาติทั้งในระดับภูมิภาคและระดับชาติ เพื่อลดการพึ่งพายาต้นแบบที่มีราคาแพง
แผนระยะกลาง (ครอบคลุมมากกว่า 6 เดือน) เพิ่มการแบ่งปันยาภายใต้แผน One Province, One Hospital เพิ่มเป้าหมายสัดส่วนการให้บริการระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) สำหรับผู้ป่วยนอกจากเดิมร้อยละ 10 ให้ขยับสูงขึ้นเป็นร้อยละ 30 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายยา (เห้อออออออ)
แผนระยะยาว (ครอบคลุมมากกว่า 12 เดือน) สนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตยาภายในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ สนับสนุนให้โรงพยาบาลทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างล่วงหน้าระยะยาว (Long-term procurement contracts) เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในตลาดโลก (ควรทำตั้งนานแล้วโว้ยยย)
เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ออกมายืนยันเพื่อลดความตื่นตระหนกของสังคมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมียาสำรองในภาพรวมเพียงพอสำหรับอย่างน้อย 90 วัน หรือ 3 เดือน ทั้งในรูปแบบของยาสำเร็จรูปและสารตั้งต้น (API)
ถ้าถามความเห็นส่วนตัวของผม ถ้าผู้ปกครองบอกว่าจะไม่มีภัยพิบัติ ให้เก็บของแล้วเตรียมหนี เพราะฉะนั้น หมั่นติดตามข่าวอย่างต่อเนื่อง ไม่ตระหนกแต่ต้องตระหนัก และเตรียมความพร้อมรับมือเพื่อตัวเราเองและคนที่เรารักอยู่เสมอ
อ้างอิง
แหล่งข่าวจาก รพ. ต่างๆ และเว็บไซต์ Hfocus
โฆษณา