30 มี.ค. เวลา 08:00 • ไลฟ์สไตล์

สมองฝ่อลงตอนงานยุ่ง แก้ด้วยวิธีทำงานแบบ Move Think Rest ช่วยเพิ่ม Productivity

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกการทำงานของชาวออฟฟิศ มักยึดติดกับภาพของพนักงานที่ดูยุ่งตลอดเวลา ว่าเป็นสัญลักษณ์ของคนทำงานเก่ง เป็นคนทุ่มเทให้กับงาน และเป็นคนที่มีคุณค่าในองค์กร
แต่มาในยุคนี้ กลับพบว่าวัยทำงานเผชิญอาการหมดไฟพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พนักงานจำนวนมากเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้ากับรูปแบบการทำงานเดิม ผู้นำองค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า ที่ผ่านมา เราอาจกำลังวัดผลประสิทธิภาพการทำงานแบบผิดๆ อยู่หรือเปล่า?
ดร.นาตาลี นิกสัน (Natalie Nixon) นักวิจัยด้านความคิดสร้างสรรค์และผู้เขียนหนังสือ Move Think Rest : Redefining Productivity & Our Relationship With Time เสนอว่า โมเดลการทำงานแบบเดิมที่เน้นความเร็ว ปริมาณ และการโชว์ความงานยุ่งให้คนอื่นเห็น เป็นมรดกจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นเครื่องจักร จนลืมไปว่า การคิด การพัก และความนิ่ง ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพได้เช่นกัน
3
เธอเสนอแนวคิดใหม่ที่เรียบง่ายแต่ท้าทายระบบเดิมอย่างมาก นั่นคือ การออกแบบการทำงานให้มีจังหวะของการเคลื่อนไหว การคิด และการพัก หรือที่เรียกว่า “Move-Think-Rest” ซึ่งอาจเป็นระบบการทำงานใหม่ที่เหมาะกับยุคนี้มากกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ความเหนื่อยล้ากัดกินวัยทำงานจนหมดไฟในเร็ววัน
2
อย่างไรก็ตาม การจะปรับเปลี่ยนวิถีทำงานใหม่ในองค์กร ก็อาจจะไม่ง่ายนัก เพราะหนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของการเปลี่ยนวิธีทำงาน คือ ความเชื่อที่ฝังลึกว่า ยิ่งเราทำงานยุ่งตลอดเวลายิ่งมีคุณค่า วัยทำงานหลายคนรู้สึกผิดเมื่อได้พัก และมองว่าการพักเป็นรางวัลที่ต้องได้มาหลังจากทำงานหนักเท่านั้น
แต่ ดร.นาตาลี นิกสัน ชี้ว่าความคิดแบบนี้ กำลังทำให้คนทำงานเข้าสู่วงจรหมดไฟโดยไม่รู้ตัว มีข้อมูลจากวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่า พนักงานในสหรัฐอเมริกาถึง 70% รายงานว่าตัวเองมีภาวะหมดไฟ ซึ่งปัญหานี้ของพนักงานสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี (เกือบ 10,000,000 บาทต่อปี)
นักวิจัยด้านความคิดสร้างสรรค์ จึงเสนอว่า การพักไม่ควรเป็นรางวัล แต่ควรถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานตั้งแต่แรก เพราะช่วงเวลาที่ไม่ได้ทำงาน อาจเป็นช่วงที่สมองทำงานได้ดีที่สุด
โฆษณา