26 มี.ค. เวลา 12:09 • ประวัติศาสตร์

จีนกับญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อพูดถึงฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 (WWII) หลายคนมักจะลืมนึกถึง "จีน" ทั้งที่ในความเป็นจริง จีนถือเป็นพันธมิตรหลักที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยสหรัฐอเมริกาและจักรวรรดิอังกฤษเอาชนะญี่ปุ่น ทว่ากลับมีน้อยคนนักที่จะทราบถึงรายละเอียดของสงครามระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่อุบัติขึ้นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียอีก
"สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (Second Sino-Japanese War)" คือความขัดแย้งที่แผ่ขยายวงกว้าง นองเลือด และยืดเยื้อ ทว่ากลับถูกบดบังด้วยสมรภูมิอื่นที่โด่งดังกว่าในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลก
หากย้อนกลับไปตั้งแต่ปีค.ศ.1931 (พ.ศ.2474) รวมถึงร่องรอยจากสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งแรก จะพบว่าญี่ปุ่นได้ขยายอิทธิพลลงมาทางใต้จากแมนจูเรียเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่อย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนว่าสงครามเต็มรูปแบบระหว่างสองประเทศเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในขณะที่ญี่ปุ่นเตรียมความพร้อมสำหรับศึกครั้งนี้อย่างเต็มที่ จีนกลับตกอยู่ในสภาพที่ยังไม่พร้อมรบ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งภายใน ทั้งรัฐบาลกลางที่ขาดเสถียรภาพ และเหล่าขุนศึกที่ทรยศต่อชาติ ยิ่งไปกว่านั้น อุดมการณ์แต่ละฝ่ายยังคงจ้องจะฟาดฟันกันเอง ทำให้ญี่ปุ่นปักใจเชื่อว่าการบุกยึดจีนจะเป็นงานที่ง่ายและจบลงอย่างรวดเร็ว
ชนวนเหตุของสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สองนั้นเริ่มต้นขึ้นในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1937 (พ.ศ.2480) จาก "เหตุการณ์ที่สะพานมาร์โก โปโล (Marco Polo Bridge incident)" ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงคลุมเครือจนถึงปัจจุบัน เพราะไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าฝ่ายใดเป็นผู้เปิดฉากยิงก่อน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างก็มีแรงจูงใจที่มากพอ โดยญี่ปุ่นนั้นกระหายที่จะจุดชนวนสงครามครั้งใหญ่ในจีน ส่วนจีนเองก็มาถึงจุดที่ความอดทนสิ้นสุดต่อการรุกรานที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สะพานมาร์โก โปโล ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงปักกิ่งเพียงไม่ไกล จึงเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่จีนไม่อาจยอมถอยได้อีกต่อไป และเมื่อเสียงปืนนัดแรกดังขึ้น การสู้รบก็ดำเนินต่อเนื่องไปอย่างไม่หยุดยั้งเป็นเวลายาวนานถึงแปดปี
เฉกเช่นมหาอำนาจทางทหารที่ลำพองตน ญี่ปุ่นประเมินความมุ่งมั่นของจีนในการทำสงครามยืดเยื้อต่ำไปอย่างมหาศาล ซึ่งหากมองเพียงในกระดาษ จีนอาจจะดูเหมือนเหยื่อที่เคี้ยวง่าย เพราะภายในแตกแยก กองทัพล้าสมัย รากฐานอุตสาหกรรมแทบไม่มี อีกทั้งยังขาดแคลนแหล่งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ญี่ปุ่นจึงปักใจเชื่อว่าจีนจะยอมจำนนภายในเวลาไม่เกินหนึ่งปีหลังจากเปิดฉากโจมตี ซึ่งในช่วงแรกของสงครามก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น
กองทัพญี่ปุ่นที่มีแสนยานุภาพเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด สามารถบดขยี้และตีโต้ทุกแรงต้านจนแตกพ่ายขณะรุกคืบลงใต้ตามแนวชายฝั่ง สามารถยึดครองเมืองใหญ่ได้หลายแห่ง ควบคุมเส้นทางสายหลักและทางรถไฟทั่วประเทศ รวมถึงยึดท่าเรือสำคัญไว้ได้ทั้งหมด
1
ตั้งแต่ปีค.ศ.1937-1938 (พ.ศ.2480-2481) ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ และดูเหมือนว่าชัยชนะจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้
ทว่าปัญหาก็เริ่มพอกพูนขึ้น ประการแรกคือความโหดร้ายที่ทหารญี่ปุ่นกระทำในเมืองแต่ละแห่งได้กลายเป็นยาพิษที่ทำให้ชาวจีนโกรธแค้นและหันมาต่อต้าน
ประการต่อมาคือการที่ญี่ปุ่นไม่ลังเลที่จะทิ้งระเบิดทางอากาศแบบไม่เลือกหน้าต่อพลเรือน รวมถึงการใช้อาวุธเคมี ทั้งกับกองทัพและประชาชนทั่วไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้คนในพื้นที่จะไม่มีวันอ้าแขนรับผู้รุกรานอย่างญี่ปุ่นแน่นอน
1
แต่แม้ญี่ปุ่นจะมีแผนการอันแยบยลในการยึดครองเมืองและโครงข่ายรถไฟ แต่กลับไม่มีความเข้าใจในการปกครองประชากรในพื้นที่ยึดครองที่มีจำนวนนับสิบล้านคน ทัศนคติของญี่ปุ่นที่มีต่อชาวจีน (รวมถึงชาวเกาหลี) นั้นมีรากฐานมาจากการเหยียดเชื้อชาติอย่างรุนแรง โดยมองว่าตนเองเป็นเผ่าพันธุ์เอเชียที่สูงส่งกว่า และมองชาวจีนเป็นกลุ่มคนที่ด้อยกว่า ซึ่งควรค่าแก่การบีบบังคับและกดขี่มากกว่าจะปกครองด้วยหลักรัฐศาสตร์
จนถึงปีค.ศ.1938 (พ.ศ.2481) ญี่ปุ่นเฝ้ารอให้จีนล่มสลายอย่างสมบูรณ์ แต่ผิดคาด จีนกลับปรับกลยุทธ์และยืนหยัดสู้ พวกเขาไม่มีความคิดที่จะยอมจำนน แต่เลือกที่จะถอยทัพไปทางทิศตะวันตกเพื่อพ้นจากแนวรุกของญี่ปุ่นและย้ายฐานที่ทำการรัฐบาล
ที่แย่ไปกว่านั้นสำหรับญี่ปุ่นคือ แต่ละฝ่ายในจีนที่เคยเกลียดชังกันเข้าไส้ กลับตัดสินใจวางความขัดแย้งลงเพื่อเผชิญหน้ากับผู้รุกราน ทำให้จีนไม่ได้แตกแยกและไม่ได้ล่มสลายอย่างที่ญี่ปุ่นคาดการณ์ไว้
1
ญี่ปุ่นอาจจะชนะอย่างง่ายดายในช่วงเปิดฉากสงคราม แต่เมื่อการยอมจำนนอย่างรวดเร็วไม่เกิดขึ้น พวกเขาจึงตระหนักว่าตนเองกำลังติดหล่มอยู่ใน "สงครามยืดเยื้อ" ซึ่งเป็นรูปแบบการรบที่ญี่ปุ่นไม่ได้เตรียมตัวมารับมือเลยแม้แต่น้อย
ในปีค.ศ.1938 (พ.ศ.2481) จีนได้งัดกลยุทธ์ที่เด็ดขาดและรุนแรงมาใช้รับมือกับญี่ปุ่น นั่นการทำลายเขื่อนกั้นแม่น้ำฮวงโหเพื่อจงใจให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ
ในชั่วพริบตา ถนนหนทางถูกซัดหาย เส้นทางรถไฟจมอยู่ใต้บาดาล กลายเป็นที่ราบลุ่มอันเฉอะแฉะกว้างใหญ่ไพศาล คั่นกลางระหว่างกองทัพจีนทางทิศตะวันตกและกองทัพญี่ปุ่นทางทิศตะวันออก
มหาอุทกภัยครั้งนี้สกัดกั้นขีดความสามารถของญี่ปุ่นในการเผด็จศึกอย่างรุนแรง พวกเขาติดหล่มอยู่อย่างนั้นจริงๆ ขณะที่การจงใจสร้างน้ำท่วมช่วยซื้อเวลาอันมีค่าให้จีนได้จัดทัพใหม่และเริ่มแผนตั้งรับอย่างเต็มตัว และจีนก็เปลี่ยนแนวคิดจากการมุ่งเอาชนะสงครามมาเป็นการ "อยู่รอด" ให้ได้ โดยให้ความสำคัญกับกองทัพมากกว่าตัวเมือง
จีนยินดีที่จะแลกดินแดนเพื่อซื้อเวลา ปล่อยให้ญี่ปุ่นรุกคืบเข้ามาในพื้นที่ห่างไกลและยึดเมืองหรือหมู่บ้านที่ไม่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ในขณะที่รัฐบาลและกองทัพเร่งสะสมกำลังพลอยู่ในจุดที่ญี่ปุ่นเอื้อมไม่ถึง
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือภาวะคุมเชิงที่กินเวลานานนับปี ญี่ปุ่นไม่สามารถรุกคืบเพื่อเอาชนะสงครามได้อย่างเบ็ดเสร็จ ขณะที่จีนเองก็ยังสร้างความเสียหายให้แก่กองกำลังยึดครองของญี่ปุ่นได้ไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม การสู้รบที่ยืดเยื้อและเส้นทางส่งกำลังบำรุงที่ถูกลากยาวก็เริ่มส่งผลเสียต่อญี่ปุ่น โดยในช่วงต้นสงคราม ญี่ปุ่นมักจะสร้างความเสียหายให้แก่จีนได้มากกว่าที่ตนเองได้รับถึง 3 หรือ 4 เท่า แต่พอถึงปีค.ศ.1940 (พ.ศ.2483) ตัวเลขความสูญเสียในสมรภูมิต่างๆ กลับเริ่มก้ำกึ่งใกล้เคียงกัน แสดงให้เห็นว่ากองทัพจีนเริ่มยืนหยัดต้านทานในภาคสนามได้ดีขึ้น
ในปีค.ศ.1941 (พ.ศ.2484) จีนได้รับ "ถังออกซิเจน" ใบใหญ่ เมื่อญี่ปุ่นเปิดฉากโจมตี “เพิร์ลฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor)” และเริ่มบุกยึดหมู่เกาะอินดีสตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ขอบเขตของสงครามขยายตัวออกไปเป็นวงกว้าง ดึงกำลังพลและทรัพยากรอันมีค่าออกจากจีนไปยังสมรภูมิแปซิฟิกส่วนที่เหลือ เปิดโอกาสให้จีนได้มีช่องว่างหายใจมากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังได้รับการรับรองฐานะเป็น "พันธมิตรอย่างเป็นทางการ" ในการต่อต้านญี่ปุ่น ช่วยเปิดเส้นทางลำเลียงเสบียงและยุทโธปกรณ์ที่สำคัญจากบริติชอินเดียและพม่าผ่านเครื่องบินและรถไฟของฝ่ายสัมพันธมิตร ฝูงบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินขับไล่ของฝ่ายอเมริกันก็เริ่มปรากฏตัวที่ฐานทัพอากาศในจีน ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการทหารที่จีนขาดแคลนมาตลอด
จากเดิมที่ญี่ปุ่นเคยครองความยิ่งใหญ่ทั้งบนฟ้าและในทะเลเหนือแผ่นดินจีน สถานการณ์ก็ได้เปลี่ยนไปเมื่อสงครามขยายตัว
1
ในช่วงเวลานี้ ญี่ปุ่นพยายามรุกคืบครั้งใหญ่เข้าไปยังตะวันตกของจีน และฉวยโอกาสจากความอ่อนแอของฝรั่งเศสเพื่อเปิดเส้นทางลำเลียงพลจากอินโดจีนฝรั่งเศส แต่ท้ายที่สุดก็ยังไม่ได้ผล ขณะเดียวกัน จีนก็พยายามเปิดฉากโจมตีโต้กลับบ้าง แต่ก็ถูกตีตกไปพร้อมกับความสูญเสียมหาศาล
ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ความตึงเครียดระหว่างอุดมการณ์การเมืองสองฝ่ายในจีนก็กลับมาคุโชนอีกครั้ง ประชาชนตกอยู่ในสภาพขัดสนอย่างหนัก อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงลิ่ว รัฐบาลยังคงดิ้นรนอย่างหนักเพื่อจัดหาเสบียงอาหารและอาวุธให้เพียงพอสำหรับกองทัพที่จะเอาชนะญี่ปุ่นในสมรภูมิเปิด ซึ่งยิ่งทำให้สภาวะคุมเชิงหยั่งรากลึกเข้าไปอีก
1
แต่เมื่อสงครามในแปซิฟิกทวีความรุนแรงขึ้นในปีค.ศ.1942 (พ.ศ.2485) ก็เป็นที่แน่ชัดว่าสภาวะคุมเชิงในจีนไม่อาจคงอยู่เช่นนี้ได้ตลอด
เมื่อเข้าสู่ปีค.ศ.1944 (พ.ศ.2487) ญี่ปุ่นตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกาสามารถรุกคืบข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกและทำลายฐานที่มั่นของญี่ปุ่นลงทีละแห่ง ทำให้ญี่ปุ่นเริ่มขาดแคลนทั้งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ เชื้อเพลิง และนักบินที่เชี่ยวชาญ
1
แม้สถานการณ์ในจีนจะยังคงคุมเชิงกันอยู่ แต่ก็บั่นทอนขวัญกำลังใจและทรัพยากรของญี่ปุ่นไปมหาศาล ในตอนนั้นเองญี่ปุ่นตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด พวกเขาทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรตกตะลึงด้วยแผนการบุกครั้งใหญ่ในจีนโดยใช้กำลังพลถึง 500,000 นาย ด้วยความหวังที่จะปิดฉากสงครามในจีนเพื่อกอบกู้สถานการณ์ภาพรวมของสงคราม แม้ท้ายที่สุดจะล้มเหลว แต่ความพยายามครั้งนี้ก็น่าทึ่งและส่งผลกระทบที่กว้างไกล
ในเดือนเมษายน ค.ศ.1944 (พ.ศ.2487) ญี่ปุ่นระดมพลทหารจำนวน 500,000 นาย ม้า 100,000 ตัว และปืนใหญ่อีกหลายพันกระบอก รุกคืบครั้งสุดท้ายในจีน
การเคลื่อนไหวนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาตกใจเพราะไม่คิดว่าญี่ปุ่นจะยังมีแสนยานุภาพสำรองหลงเหลืออยู่มากขนาดนี้ และประหลาดใจว่าเหตุใดญี่ปุ่นจึงเลือกใช้กำลังนั้นที่นี่แทนที่จะใช้ต้านทานฝ่ายอเมริกันที่ยึดครองเกาะต่างๆ ในแปซิฟิกไว้หมดแล้ว
เช่นเดียวกับหลายสมรภูมิในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง "ปฏิบัติการอิจิโกะ (Operation Ichi-Go)“ ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ซึ่งหากดูเพียงในหน้ากระดาษ กองทัพญี่ปุ่นบุกลงสู่ทางใต้และพยายามเชื่อมต่อพื้นที่ยึดครองต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อครอบคลุมพื้นที่จีนตะวันออกทั้งหมด และญี่ปุ่นก็ทำสำเร็จ สามารถสร้างความสูญเสียแก่กำลังพลฝ่ายจีนถึง 750,000 นาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกองกำลังฝ่ายชาตินิยม
ญี่ปุ่นสามารถเชื่อมโยงกองกำลังในฮ่องกง อินโดจีนฝรั่งเศส เซี่ยงไฮ้ และฟอร์โมซาเข้าด้วยกันได้สำเร็จ ซึ่งหากนี่เป็นการรบที่ตัดขาดจากโลกภายนอก มันก็อาจเป็นทางลงที่ช่วยให้ญี่ปุ่นยึดครองจีนตะวันออกได้ทั้งหมดและปล่อยพื้นที่ที่เหลือไว้ตามยถากรรม
1
แต่ความจริงคือ สงครามครั้งนี้ไม่ได้สู้กันโดยลำพังเพียงแค่สองฝ่าย
แม้ปฏิบัติการอิจิโกะจะทำให้ญี่ปุ่นได้ดินแดนในจีนเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่มันไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ที่รบกับสหรัฐอเมริกาดีขึ้นเลย ญี่ปุ่นต้องการกำจัดฐานทัพอากาศอเมริกันในจีนที่เป็นภัยคุกคามต่อแผ่นดินแม่ของตน ซึ่งแม้จะทำสำเร็จ แต่การเสียฐานทัพที่เกาะกวมให้ฝ่ายอเมริกันก็ทำให้ความสำเร็จในจีนนั้นไร้ความหมาย
สถานการณ์ในจีนเริ่มทรงตัว แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว
ตลอดปีค.ศ.1944 (พ.ศ.2487) และค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) สหรัฐอเมริกาได้ยึดฐานทัพที่อยู่ประชิดเกาะญี่ปุ่นได้สำเร็จ และกระหน่ำทิ้งระเบิดจนจักรวรรดิญี่ปุ่นย่อยยับ พร้อมกับกวาดล้างกองทัพเรือและกองทัพอากาศจนหมดสิ้น
ญี่ปุ่นไม่มีวันชนะสงครามในจีนได้ตราบใดที่พวกเขายังไม่สามารถเอาชนะสหรัฐอเมริกาได้
1
ด้วยการทิ้งระเบิดปรมาณูในปีค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) และการบุกรุกของสหภาพโซเวียตจากทางเหนือของจีน ในที่สุดญี่ปุ่นก็ยอมยกธงขาว และถูกบังคับให้ละทิ้งดินแดนทั้งหมดที่ยึดมาได้ในจีน
สงครามสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น
สงครามในแปซิฟิกมักถูกจดจำผ่านสมรภูมิอย่าง เพิร์ลฮาร์เบอร์มิดเวย์ และโอกินาวา ขณะที่สมรภูมิอย่าง หูเป่ยตะวันตก ไคเฟิง หรืออู่ฮั่น กลับไม่เคยอยู่ในรายชื่อเหล่านั้น ทั้งที่ตลอดช่วงสงคราม ญี่ปุ่นต้องสู้รบใน "ศึกใหญ่" กับจีนถึง 22 ครั้ง ทว่ากลับแทบไม่มีใครในโลกตะวันตกจดจำได้เลย
ท้ายที่สุด ญี่ปุ่นพบว่าตนเองตกอยู่ในสถานะเดียวกับมหาอำนาจอื่นๆ ที่ติดหล่มในสงครามที่ไม่มีวันชนะ พวกเขาอาจชนะในสมรภูมิ คุมเมืองใหญ่ และเส้นทางรถไฟได้ แต่ไม่มีหนทางที่จะชนะสงครามอย่างแท้จริง
เยอรมนีเคยเผชิญปัญหานี้ในสหภาพโซเวียตในช่วงเวลาเดียวกับที่ญี่ปุ่นกำลังซวนเซในจีน เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาในเวียดนาม หรือโซเวียตในอัฟกานิสถานช่วงสงครามเย็น บทเรียนสำคัญคือ
"การคุมเมืองเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ชนะสงคราม"
หากญี่ปุ่นไม่เริ่มสงครามกับบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกา พวกเขาอาจจะพอมีหวังได้รับชัยชนะในจีนบ้าง แต่เพราะสงครามในจีนนี่เองที่ทำให้สหรัฐอเมริกาและอังกฤษตัดการส่งน้ำมันและเหล็กกล้า บีบให้ญี่ปุ่นต้องตัดสินใจโจมตีทั้งสองมหาอำนาจเพื่อหวังจะยึดทรัพยากรมาใช้ทำสงครามในจีนต่อไป และนี่คือวงจรหายนะที่จบลงด้วยความพินาศ
ความล้มเหลวของฝ่ายชาตินิยมจีนในช่วงท้ายสงคราม ได้สร้างความฮึกเหิมให้แก่ฝ่ายตรงข้าม และทำให้ชาวนาส่วนใหญ่หันไปต่อต้านฝ่ายชาตินิยมในสงครามกลางเมืองที่ตามมา ส่งผลให้ฝ่ายชาตินิยมพ่ายแพ้และต้องถอยร่นไปยังเกาะฟอร์โมซา จนกลายเป็น "ไต้หวัน" ในปัจจุบัน
เหตุการณ์หลายอย่างในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สองส่งผลโดยตรงต่อสถานการณ์ทางการเมืองและการทหารในเอเชียทุกวันนี้ แต่ถึงกระนั้น พวกเราส่วนใหญ่กลับมองข้ามความขัดแย้งนี้ไป โดยทำความเข้าใจเพียงผิวเผินเท่านั้น
โฆษณา