25 มี.ค. เวลา 22:23 • ข่าวรอบโลก

ยาอะไร ที่ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางมากที่สุด?

ต่อเนื่องจากโพสต์ที่แล้ว บุลากรทางการแพทย์หลายฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ห่วงโซ๋อุปทานของยา Warfarin ซึ่งมีที่ใช้อย่างมากในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับลิ่มเลือดอุดตัน(Thromboembolism) ในไทย เนื่องจากมีความสะดวกในการปรับขนาดและจัดการกับอาการข้างเคียง มากกว่ายาในประเภทเดียวกันอย่าง Direct factors X inhibitors ซึ่งไม่มี Antidote โดยตรง จึงมีความเสี่ยงมากกว่าที่จะเกิดผลกระทบรุนแรงต่อผู้ป่วย
กรณีของ Warfarin ชี้นำให้เกิดคำถามว่า มียาอะไรอีกบ้างที่เรานำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง และไทยควรปรับตัวต่อความเสี่ยงในอนาคนเหล่านี้อย่างไร วันนี้ เราจึงมารู้จักกับกลุ่มยาที่เรานำเข้าจากประเทศแถบตะวันออกกลางมากที่สุด เพื่อเป็นข้อมูลว่าเราใช้ยาดังกล่าวอยู่หรือไม่ เพื่อประโยชน์ในการเตรียมการรับมือนั่นเอง
อันดับ 5 Glatiramer Acetate
สารภาพว่าแม้แต่ตัวผมเองก็ได้ยิน Glatiramer Acetate น้อยครั้งมากๆ นางเป็นยาฉีดที่ออกฤทธิ์ในการปรับภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immunomodulator) มีข้อบ่งใช้ในการรักษา Relapsing-Remitting Multiple Sclerosis และด้วยมูลค่าตลาดในประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 30-50 ล้านบาทต่อปี สาเหตุหลักมาจากฐานจำนวนผู้ป่วย (Patient pool) ที่มีขนาดเล็กมาก แม้ว่าราคาต่อหน่วย (Unit price) ของยาจะอยู่ในระดับที่สูงก็ตาม
ยาเหล่านี้จึงใกล้เคียงกับยาในกลุ่ม "ยากำพร้า" ซึ่งไม่ได้หมายความว่ายานั้นไม่มีพ่อไม่มีแม่แต่ประการใด แต่เป็นเพราะยาเหล่านั้นมีราคาแพง แต่ผู้ป่วยที่ต้องการมีจำนวนน้อย ทำให้ต้องมีกระบวนการการจัดสรรอย่างเหมาะสม ซึ่งหากเกิดภาวะขาดแคลนจากภาวะสงครามขึ้นมาจริงๆ วิธีการที่ดีที่สุดคือการเลี่ยงไปใช้ยาที่มีกลไกใกล้เคียงกันอย่าง Interferon beta หรือ Teriflunomide ได้ในเวลาสั้นๆ
อันดับ 4 Olanzapine
ยาพระเอกประจำคลินิกจิตเวช Olanzapine เป็นยารักษาอาการทางจิตกลุ่มใหม่ (Atypical antipsychotic หรือ Second-generation antipsychotic) ที่ออกฤทธิ์ต้านตัวรับสื่อประสาทหลายชนิดในสมอง โดยเฉพาะกลุ่มตัวรับ Serotonin (5-HT2A) และ Dopamine (D2) ยานี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและเป็นรากฐานสำคัญในแนวทางการรักษาโรคจิตเภท (Schizophrenia) และโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder)
และแม้จะไม่ได้มีราคาแพงมากนัก แต่มีปัจจุบันมีการสั่งใช้ยาดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ทำให้ตัวเลขคาดการณ์มูลค่าในไทยอยู่ที่ราว 100-200 ล้านบาทต่ปี และถึงแม้จะสามารถปรับมาจ่ายยากลุ่มเก่าได้อย่างไม่มีปัญหาหากเกิดภาวะขาดแคลน Olanzapine แต่นั่นก็จะทำให้คนไข้เสี่ยงต่อภาวะ EPS ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงสำคัญของยาจิตเวชกลุ่มเดิม นั่นทำให้แพทย์ต้องเฝ้าระวังอาการข้างเคียงของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดเพิ่มมากขึ้น
อันดับ 3 Pegfilgrastim
อีกหนึ่งตัวที่ชื่อไม่ค่อยคุ้น Pegfilgrastim เป็นยาชีววัตถุชั้นสูง (Biologic agent) ที่จัดอยู่ในกลุ่มกระตุ้นการสร้างโคโลนีของแกรนูโลไซต์แบบเติมสายโพลีเอทิลีนไกลคอล (PEGylated Granulocyte Colony-Stimulating Factor: PEG-G-CSF) ยาตัวนี้มีบทบาทสำคัญระดับชี้เป็นชี้ตายในการดูแลรักษาแบบประคับประคอง (Supportive care) สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่กำลังเข้ารับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิดที่กดไขกระดูก
กลไกการออกฤทธิ์ของยาจะไปกระตุ้นไขกระดูกให้เร่งผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล เพื่อป้องกันและรักษาภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำที่มีไข้ (Febrile neutropenia) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต ภายหลังจากการสิ้นสุดสิทธิบัตรของยาต้นแบบ ตลาดโลกได้เปิดรับยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilars) ของ Pegfilgrastim มากขึ้น ประเทศไทยมีการนำเข้ายาดังกล่าวจากผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากบริษัท Hikma Pharmaceuticals ซึ่งมีฐานปฏิบัติการและการผลิตหลักตั้งอยู่ในประเทศจอร์แดน
ข้อมูลการส่งออกทางศุลกากรระดับสากลระบุถึงรายการจัดส่ง PEGFILGRASTIM INJ 6MG/0.6ML (PFS) หรือในรูปแบบเข็มฉีดยาสำเร็จรูปความแรง 6 มิลลิกรัม ที่ถูกส่งกระจายออกจากจอร์แดนไปยังหลายภูมิภาค รวมถึงในประเทศไทย ตลาดชีววัตถุคล้ายคลึงของ Pegfilgrastim ในระดับโลกมีมูลค่าสูงถึง 1.92 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ร้อยละ 6.7 จนทะลุ 2.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2578
ในบริบทของประเทศไทย ตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์กระตุ้นเซลล์เม็ดเลือด (Blood cell factors market) มีการจับจ่ายสูงถึงระดับ 150-200 ล้านบาทต่อปี และถูกขับเคลื่อนด้วยนโยบายที่พยายามผลักดันการใช้ยาสามัญและชีววัตถุคล้ายคลึงเพื่อควบคุมงบประมาณประเทศ การขาดแคลน PEGFILGRASTIM จะส่งผลกระทบในหลายประเทศ เนื่องจากยาชีววัตถุมีกลไกการออกฤทธิ์ที่ค่อนข้างเฉพาะตัว และการหายาที่มีกลไกใกล้เคียงกันเพื่อทดแทนทำได้ยากกว่ายาเคมีแบบเดิมมาก
อันดับ 2 Capecitabine
Capecitabine เป็นยาเคมีบำบัดชนิดรับประทาน (Oral chemotherapy) ในกลุ่มฟลูออโรไพริมิดีน (Fluoropyrimidine) ความพิเศษของยาตัวนี้คือมันเป็นสารตั้งต้น (Prodrug) ที่เมื่อผู้ป่วยกลืนเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะถูกเอนไซม์ในร่างกายและบริเวณเนื้อเยื่อก้อนมะเร็งเปลี่ยนโครงสร้างให้กลายเป็นตัวยาออกฤทธิ์ทำลายเซลล์ที่มีชื่อว่า 5-Fluorouracil (5-FU)
ยานี้มีข้อบ่งใช้ที่กว้างขวางและเป็นมาตรฐานการรักษาครอบคลุมโรคมะเร็งที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก ตั้งแต่มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal cancer) ไปจนถึงมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย (Metastatic breast cancer) และมะเร็งกระเพาะอาหาร
มูลค่าตลาดของคาเปไซตาบีนในประเทศไทยมีขนาดใหญ่โตมาก โดยประมาณการอยู่ที่ระดับ 250-300 ล้านบาทต่อปี หรืออาจสูงกว่านั้น ข้อมูลการวิเคราะห์ชี้ว่าขนาดตลาดรวมของ Capecitabine ทั่วโลกคาดว่าจะขยายตัวทะลุ 524.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 และเติบโตอย่างต่อเนื่อง (CAGR 6.6%) สู่ระดับ 820.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2576
การเติบโตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ครอบคลุมประเทศไทย) ถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก (Fastest-growing region ด้วยส่วนแบ่งร้อยละ 24.2) ด้วยสัดส่วนผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมที่ติดอันดับยอดฮิตในไทย ตลาดนี้จึงเป็นขุมทรัพย์สำคัญของบริษัทยานำเข้า
และถึงแม้จะเป็นยาชีววัตถุ แต่การผลิตของ Capecitabine ที่เป็น Oral dosage นั้นผลิตยากว่าแบบฉีดมาก และมีผู้เล่นรายอื่นในทวีปเอเชียพร้อมเสียบแทน หากบริษัทในอิสราเอลส่งยาไม่ทัน องค์การเภสัชกรรมของไทยย่อมสามารถเปิดประมูลจัดซื้อยาคาเปไซตาบีนชื่อสามัญจากฐานการผลิตยักษ์ใหญ่ในประเทศอินเดีย (เช่น Dr. Reddy's หรือ Cipla) หรือประเทศจีน มาทดแทนได้ในระยะเวลาที่รับได้ โดยไม่ต้องเผชิญภาวะขัดสนจนผู้ป่วยขาดยา
อันดับ 1 Warfarin
Warfarin ขวัญใจใครหลายๆคน ที่ต้องทนเขียนสมุดจดค่าเลือดทุกสัปดาห์ Warfarin เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant) ชนิดรับประทานในกลุ่มต้านการออกฤทธิ์ของวิตามินเค (Vitamin K Antagonist: VKA) ตัวยาจะเข้าไปยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดในตับ (Clotting factors II, VII, IX, X) วาร์ฟารินเปรียบเสมือน "เส้นเลือดใหญ่" ของระบบการรักษาโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดในระบบสาธารณสุขของประเทศไทย
โดย Warfarin มีข้อบ่งใช้ที่ครอบคลุมถึงการรักษาและป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในสภาวะต่างๆ อย่างกว้างขวาง อาทิ ภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation: AF), ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำลึก (Deep Vein Thrombosis: DVT) มักพบที่ขา, ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดปอด (Pulmonary Embolism: PE) และการป้องกันลิ่มเลือดเกาะในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียม
ยาวาร์ฟารินเป็นยาที่มีปริมาณการสั่งจ่ายมหาศาลที่สุดและสัมผัสกับประชากรไทยในวงกว้างที่สุดในบรรดายาทั้ง 5 อันดับที่กล่าวมา ข้อมูลทางระบาดวิทยาระบุว่าโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ โดยสถิติระดับโลกชี้ว่าประชากรเสียชีวิตจากกลุ่มโรคนี้กว่า 17.9 ล้านคนต่อปี สำหรับประเทศไทยที่มีโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ผู้ป่วยสูงอายุจำนวนนับแสนรายตามโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชน จำเป็นต้องรับประทานยาวาร์ฟารินเป็นประจำทุกวันและต้องรับประทานไปตลอดชีวิต
ด้วยปริมาณฐานผู้ใช้ที่กว้างขวางครอบคลุมทั่วประเทศ มูลค่าการตลาดของยาวาร์ฟารินในไทยจึงสูงที่สุดในการจัดอันดับเชิงกลยุทธ์นี้ รายงานวิเคราะห์การตลาดเจาะจงระบุว่า มูลค่าตลาดของยาวาร์ฟารินเฉพาะในประเทศไทย ในปี 2567 สร้างรายได้สูงถึง 10.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือคิดเป็นประมาณ 370-380 ล้านบาท) และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องสอดรับกับสภาวะประชากรสูงวัยและวิถีชีวิตแบบนั่งโต๊ะ (Sedentary lifestyle) ที่กระตุ้นให้เกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน
ตลาดกลุ่มยารักษาโรคอุดตันในหลอดเลือดระดับโลกนั้นมีมูลค่ามหาศาล และคาดว่าจะเติบโตจาก 4.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ทะลุ 8.95 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 และด้วยปริมาณการใช้มหาศาล ทำให้ไทยอาจจำเป็นต้องมองหาตลาดใหม่เพื่อป้องกันการขาดแคลนยา Warfarin เช่น จีน หรืออินเดีย ในช่วงที่เหตุการณ์ความไม่สงบในแถบตะวันออกกลางยังคงดำเนินอยู่
สงครามและความขัดแย้ง ไม่เคยสร้างผลดีให้ใคร นอกจากห่วงโซ่อุปทานจะถูกตัดขาด รัฐบาลแต่ละประเทศยังต้องระบายเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อใช้จ่ายค่ายาและเวชภัณฑ์ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งระยะยาวก็จะส่งผลต่อการทำงานและวิถีชีวิตของเราทุกคน
นอกจากมาตรการของภาครัฐแล้ว คนธรรมดาอย่างเราก็สามารถช่วยลดภาวะวิกฤตด้านยาและเวชภัณฑ์นี้ได้ ด้วยการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ไม่ใช่ยาทิ้งขว้าง และสอบถามแนวทางที่ชัดเจนจากโรคพยาบาลที่เรารักษาอยู่ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เราใช้ทรัพยากรที่มีได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ในวันที่โลกผันผวนเช่นนี้
อ้างอิง
Gallehzan NA, Khosravi M, Jamebozorgi K, Mir N, Jalilian H, Soleimanpour S, Hoseini S, Rezapour A, Eshraghi A. Cost-utility and cost-effectiveness analysis of disease-modifying drugs of relapsing-remitting multiple sclerosis: a systematic review. Health Econ Rev. 2024 Feb 16;14(1):12. doi: 10.1186/s13561-024-00478-7. PMID: 38363408; PMCID: PMC10870486.
CEIC Data. Thailand Exports: Medicament, 1995 – 2025 [Internet]. CEIC Data; [cited 2026 Mar 25]. Available from: https://www.ceicdata.com/en/indicator/thailand/exports-medicament
Trading Economics. Thailand Imports of Pharmaceutical products - 2026 Data 2027 Forecast 1988-2024 Historical [Internet]. Trading Economics; [cited 2026 Mar 25]. Available from: https://tradingeconomics.com/thailand/imports/pharmaceutical-products
โฆษณา