28 มี.ค. เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์

พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร)

จากคุณครูสู่นักธุรกิจ
“สิงห์” ผู้สร้างอาณาจักรเครื่องดื่มไทย
“สิงห์” นับว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์เครื่องดื่มที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งในฐานะของน้ำดื่มไปจนถึงน้ำเมา หลาย ๆ คนเห็นภาพของแบรนด์มาตั้งแต่เกิด ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่การันตีถึงความเก่าแก่ของแบรนด์นี้เป็นอย่างดี
สิงห์ นับว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมาในสังคมไทยช่วงเปลี่ยนผ่านยุคสมัย โดยเป็นสิ่งที่ถูกริเริ่มขึ้นมาโดยนักธุรกิจผู้หนึ่งที่มีฐานะเป็นญาติผู้น้องของนายเลิศ โดยชายผู้ที่ก่อร่างสร้างสิงห์ให้กลายเป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่คนไทยรู้จักมากเป็นอันดับต้น ๆ ก็คือ “พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร)”
⭐ บุญรอด เศรษฐบุตร
พระยาภิรมย์ภักดี หรือบุญรอด เศรษฐบุตร เกิดมาในครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนที่อพยพเข้ามาเมื่อครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเป็นบุตรของพระภิรมย์ภักดี (ชม เศรษฐบุตร) อีกทั้งยังมีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องของพระยาภักดีนรเศรษฐ (เลิศ เศรษฐบุตร) ด้วย นายบุญรอดเกิดที่บ้านย่านวัดเชิงเลน โดยชื่อบุญรอดนี้ได้มาจากการที่ในวัยเด็กได้เล่นว่าวแล้วพลัดตกสะพานหัวทิ่มลงเลน โชคดีที่มีคนมาช่วยไว้ พระภิรมย์ภักดีผู้เป็นบิดาจึงให้ชื่อบุตรชายผู้นี้ว่า “บุญรอด” นับแต่นั้นเป็นต้นมา
ประวัติการศึกษาของนายบุญรอดก็ใกล้เคียงกันกับนายเลิศ โดยเริ่มจากการศึกษาที่บ้าน ก่อนที่จะไปเรียนที่วัด ก่อนที่จะเข้าเรียนโรงเรียนหลวงสวนอนันต์และโรงเรียนสุนันทาลัย และรับราชการเป็นครูอยู่ที่นั่น เหมือนกันกับนายเลิศไม่มีผิด ก่อนที่จะสมัครเข้ารับราชการเป็นเลขานุการอยู่ที่กระทรวงธรรมการก่อนที่จะตัดสินใจลาออกมา
⭐ จากคุณครูสู่นักธุรกิจ
หลังจากที่นายบุญรอดลาออกมาก็ได้เข้าทำงานเป็นเสมียนที่ห้างกิมเซ่งหลีย่านสามเสนของหลวงอุดรพาณิชย์ ซึ่งเป็นกิจการโรงสีไฟ ป่าไม้ และโรงเลื่อย ซึ่งทำงานเป็นเสมียนล่ามภาษาอังกฤษอยู่ที่นี่พร้อม ๆ กับเรียนรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจได้ 4 ปี ก็ได้ไปทำงานในโรงไม้อีกแห่งหนึ่งของห้างเด็นนิมอต แอนด์ ดิกซัน ซึ่งเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับธุรกิจป่าไม้เป็นอย่างมาก
นายบุญรอดไม่ได้คาดหวังหรือมุ่งหมายที่จะทำงานด้านการค้ามาตั้งแต่ยังเยาว์วัยเหมือนอย่างนายเลิศ แต่ทั้งนี้การตัดสินใจลาออกจากราชการมาทำงานในแวดวงธุรกิจก็ได้เป็นการเบนเข็มทิศชีวิตที่สำคัญที่จะนำพาให้นายบุญรอดกลายเป็นนักธุรกิจใหญ่ที่ประสบความสำเร็จได้ในอนาคต
หลังจากทำงานที่ห้างเด็นนิมอตได้ 6 ปี นายบุญรอดก็ตัดสินใจที่จะออกบวช ก่อนที่จะสึกออกมาทำกิจการไม้เป็นของตัวเอง โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้ที่เคยทำธุรกิจด้วยกันมาอย่างหลวงอุดรพาณิชย์ ตลอดจนนายดิกซันเจ้าของห้างเด็นนิมอต ก็ได้ช่วยอุปถัมภ์จนนายบุญรอดสามารถตั้งตัวได้สำเร็จ ธุรกิจค้าไม้ของนายบุญรอดมีทั้งคู่ค้าในประเทศไปจนถึงการบุกเบิกธุรกิจกับต่างประเทศ ซึ่งนายบุญรอดได้เดินทางไปทั้งญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งการออกท่องโลกกว้างนี้ก็ได้ทำให้นายบุญรอดคิดริเริ่มที่จะนำเอาสิ่งใหม่ ๆ มาให้ประเทศไทยได้รู้จักด้วย
กิจการด้านอื่น ๆ ของนายบุญรอดเริ่มจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จากยุโรป ไปจนถึงการทำธุรกิจเรือข้ามฟากและเรือรับส่งผู้โดยสารภายใต้ชื่อเรือเมล์ขาวด้วย ซึ่งกิจการเรือเมล์ขาวนี้ก็เติบโตขึ้นมาก ประสบความสำเร็จและสร้างกำไรมากมาย ซึ่งเมื่อร่ำรวยแล้วนายบุญรอดก็คืนกำไรตอบแทนผู้ใช้บริการผ่านการทำกุศลมาโดยตลอด ซึ่งคุณงามความดีที่สร้างไว้นี้ก็ทำให้นายบุญรอดได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นหลวงภิรมย์ภักดี และได้เลื่อนขึ้นจนถึงชั้นพระยาในเวลาต่อมา
⭐ โรงเบียร์แห่งแรกของสยามประเทศ
กาลเวลาเวียนผ่าน อะไรใหม่ ๆ ก็ล้วนแต่เกิดขึ้นมาในไทย เกิดสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกอย่างสะพานพุทธ ตลอดจนการตัดถนนเข้าตลาดพลูและปากคลองภาษีเจริญตามลำดับ ซึ่งการเกิดขึ้นมาของอะไรใหม่ ๆ นี้ก็ทำให้ท่านเจ้าคุณกังวลถึงธุรกิจเรือของตนเอง ทำให้แสวงหาลู่ทางกิจการใหม่ ๆ ในขณะที่ท่านเจ้าคุณก็มีอายุได้เกือบ 60 ปี แล้วในขณะนั้น
แรกเริ่มเดิมที ท่านเจ้าคุณวางแผนที่จะเบนไปทำกิจการยาสูบ แต่ก็มีมิตรสหายทักท้วงเอาไว้ตลอดจนได้รู้จักกับเอมีล ไอเซนโฮเฟอร์เข้าซึ่งเคยมีโอกาสไปร่วมดื่มเบียร์ด้วยกันจึงเกิดความคิดว่าเบียร์เยอรมันนี้ดี แต่เมืองไทยเราก็ไม่เคยมีเบียร์เป็นของตนเองต้องนำเข้ามาตลอด จึงเกิดความคิดที่ตั้งโรงกลั่นเบียร์ขึ้นมา
ซึ่งได้วิ่งเที่ยวไปหาคนนู้นคนนี้ทีเพื่อขออนุญาตจัดตั้งโรงเบียร์ขึ้นมา ได้เดินทางไปศึกษางานยังไซง่อนเพื่อดูรูปแบบแล้วนำมาเสนอหลวงอีกทีหนึ่ง ครั้นเมื่อหลวงอนุมัติเห็นชอบ กิจการโรงเบียร์ของพระยาภิรมย์ภักดีก็เริ่มเดินหน้า
ในช่วงแรกที่จะตั้งบริษัทนั้น ในระหว่างการจัดหาประมูลโรงงานที่จะทำเครื่องจักรให้ในเยอรมันก็เกิดข่าวการเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียก่อน ซึ่งก็ทำให้กิจการการตั้งโรงเบียร์ชะงักไปครู่หนึ่ง พอได้รับข่าวว่าสามารถดำเนินกิจการต่อได้พระยาภิรมย์ภักดีจึงทำการจัดซื้อจัดจ้างเรียบร้อยจนตั้งโรงเบียร์แห่งแรกของไทยได้สำเร็จภายใต้ชื่อ “บุญรอดบริวเวอรี่” ในปี 2477 โดยมีพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นประธานในพิธีเปิด
⭐ มรดกของเจ้าสัวบุญรอด
พระยาภิรมย์ภักดีถึงแก่อนิจกรรมในปี 2493 สิริอายุรวม 77 ปี
กิจการของบุญรอดบริวเวอรี่ดำเนินต่อมาหลายช่วงอายุคน สืบทอดกิจการมาในตระกูลภิรมย์ภักดี และมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มมากมายซึ่งก็พัฒนามาเรื่อย ๆ ทั้งเบียร์ โซดา น้ำดื่ม ซึ่งความรุ่งเรืองของบุญรอดบริวเวอรี่ก็เป็นสิ่งที่พระยาภิรมย์ภักดีได้ตรากตร่ำศึกษาและดำเนินงานแม้ว่าจะอายุเยอะแล้วก็ตาม ซึ่งก็ได้ลงทุนลงแรงไปกับกิจการนี้มากจนกระทั่งงอกเงยออกมาได้เป็นผลสำเร็จ
พระยาภิรมย์ภักดี นับว่าเป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจที่ทำกำไรควบคู่กับการคืนกำไรสู่สังคมเหมือนอย่างที่นักธุรกิจจำนวนมากนิยมทำกันในไทย นับตั้งแต่กิจการเรือเมล์ขาวที่มีส่วนสำคัญในการส่งเรือยนต์สูบน้ำเข้าช่วยดับไฟในเหตุการณ์เพลิงไหม้นับสิบครั้ง อีกทั้งยังอุทิศเงินบริจาคให้แก่วัดต่าง ๆ ตลอดจนจัดตั้งโรงเรียนอย่างโรงเรียนอนาถาที่วัดจันทาราม และโรงเรียนเศรษฐบุตรบำรุงขึ้นมา ซึ่งเป็นการส่งต่อความรู้ให้แก่เยาวชน เหมือนดังเมื่อครั้งที่ยังเป็นครูอยู่ ซึ่งการ
"ดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส พร้อมตอบแทนสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" นับว่าเป็นอีกหนึ่งปรัชญาการทำงานของพระยาภิรมย์ภักดีที่ปลูกฝังต่อลูกหลานของท่านสืบต่อมา
#สุดโปรด #บุคคล #สิงห์ #Singha #ชีวประวัติ #นักธุรกิจ #ธุรกิจ #ประวัติศาสตร์ #BBL #BangkokBank #ธนาคารกรุงเทพ
โฆษณา