Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
5 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์
บทเรียนจากเวเนซุเอลา เมื่อมหาอำนาจเผลอเดินตามรอยเท้าของผู้ที่ตนเหยียบย่ำ
ในช่วงเดือนมกราคม ค.ศ.2026 (พ.ศ.2569) ที่ผ่านมา ในรายการของ CNN “สตีเฟน มิลเลอร์ (Stephen Miller)” ที่ปรึกษาระดับสูงของประธานาธิบดี ”โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)” ได้แสดงทัศนะถึงอุดมการณ์แบบ "อำนาจคือธรรม (might-makes-right)” ของรัฐบาลชุดนี้ โดยมิลเลอร์วางตัวเป็นผู้ตีแผ่ความจริงที่ไร้การปรุงแต่ง กะเทาะเปลือกความซับซ้อนของการทูตระหว่างประเทศออกจนหมด เพื่อเผยให้เห็นเนื้อแท้ของการเมืองเชิงอำนาจว่า
"เราอยู่ในโลกที่คุณจะพร่ำเพ้อเรื่องมารยาทระหว่างประเทศหรืออะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง โลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยความแข็งแกร่ง ขับเคลื่อนด้วยกำลัง และปกครองด้วยอำนาจ นี่คือสัจธรรมที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าของโลกใบนี้ เราคือมหาอำนาจ และภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ เราจะวางตัวและดำเนินการในฐานะมหาอำนาจอย่างเต็มตัว"
คำกล่าวของมิลเลอร์สะท้อนถึงนโยบายต่างประเทศของ "ทรัมป์ 2.0" ได้อย่างชัดเจน นั่นคือการผสมผสานระหว่างความเชื่อมั่นอันล้นเหลือ (Hyper-confident swagger) เข้ากับแนวคิดสัจนิยม (Realism) ต่อระเบียบโลก และดูเหมือนว่าทรัมป์ก็กำลังวางบทบาทของสหรัฐอเมริกาให้คล้ายกับชาวเอเธนส์โบราณใน “บทสนทนาแห่งเมรอส (Melian Dialogue)” ของ “ธูซิดิดีส (Thucydides)” นักประวัติศาสตร์กรีก ซึ่งได้บันทึกไว้ว่า ในยุคที่เอเธนส์รุ่งเรืองถึงขีดสุด พวกเขาได้ประกาศต่อชาวเมรอสผู้ต่ำต้อยกว่าว่า
"พวกท่านก็รู้ดีพอๆ กับเราว่า ในวิถีของโลกนั้น ความยุติธรรมจะมีผลก็ต่อเมื่อคู่กรณีมีอำนาจสูสีกันเท่านั้น แต่หากฝ่ายหนึ่งแข็งแกร่งกว่า ผู้แข็งแกร่งย่อมทำตามอำเภอใจ ส่วนผู้อ่อนแอก็ต้องจำนนต่อโชคชะตา"
นี่ดูจะเป็นสิ่งที่มิลเลอร์และทรัมป์กำลังสื่อสารไปยังเวเนซุเอลาและอีกหลายประเทศทั่วโลก นั่นคือ
"เราแข็งแกร่ง ส่วนพวกคุณอ่อนแอ ดังนั้นเราจะทำอะไรกับพวกคุณก็ได้"
พวกเขากล่าวถูกอยู่อย่างหนึ่ง คือวันนี้เวเนซุเอลาอยู่ในสถานะที่อ่อนแอ ขณะที่สหรัฐอเมริกาทรงอำนาจมหาศาล ทว่าเวเนซุเอลาไม่ได้อ่อนแอเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร
แล้วเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้จนทำให้ต้องตกอยู่ในสภาวะที่เปราะบางต่อการคุกคามของสหรัฐอเมริกา? และบทเรียนนี้จะบอกอะไรเราได้บ้างเกี่ยวกับความสามารถของสหรัฐอเมริกาในการรักษาความแข็งแกร่งของตนเองไว้ในระยะยาว?
วันนี้เรามาดูกันครับ
ในช่วงยุค 70 (พ.ศ.2513-2522) และยุค 80 (พ.ศ.2523-2532) เวเนซุเอลาเคยได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความมั่นคง เป็นประชาธิปไตย และมั่งคั่งที่สุดในละตินอเมริกา
ด้วยอภิมหาโปรเจกต์การควบคุมคลังน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ที่ส่งออกไปทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา “พีดีวีเอสเอ (PDVSA)” รัฐวิสาหกิจน้ำมันของเวเนซุเอลาในขณะนั้น บริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหนือกว่าบริษัทลักษณะเดียวกันในประเทศอื่น ส่งมอบผลกำไรมหาศาลคืนสู่ประชาชน ทำให้รายได้ประชาชาติต่อหัว (Nominal GDP per capita) พุ่งสูงขึ้นถึงสี่เท่าในช่วงปีค.ศ.1970-1982 (พ.ศ.2513-2522)
1
นอกจากนี้ เวเนซุเอลายังรอดพ้นจากวังวนความวุ่นวายทางการเมืองมาได้ โดยหลังจากผ่านพ้นยุคเผด็จการในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เหล่าชนชั้นนำทางการเมืองได้หาข้อตกลงในการแบ่งปันอำนาจและวางรากฐานระบบประชาธิปไตยที่ใช้งานได้จริง
ประเทศถูกบริหารโดยกลุ่มสายกลางที่มีความสามารถมานานหลายทศวรรษ ทำให้เวเนซุเอลาไม่ต้องเผชิญกับการรัฐประหาร คณะปฏิวัติ หรือการสู้รบทางอุดมการณ์ที่ทำลายล้างประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งในภูมิภาค
แม้เวเนซุเอลาจะไม่ใช่ประเทศที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นที่อิจฉาของหลายประเทศในแถบนั้น ทว่าสถานการณ์เริ่มพลิกผัน จากที่ค่อยเป็นค่อยไป กลับกลายเป็นดิ่งลงเหวอย่างรวดเร็ว
ในยุค 80 (พ.ศ.2523-2532) ความรุ่งเรืองที่เคยหอมหวานก็เริ่มสะดุดลง เศรษฐกิจเริ่มเผชิญกับมรสุมจากการพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียวหลังจากเสวยสุขกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในยุค 70 (พ.ศ.2513-2522)
เวเนซุเอลาต้องเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันตกต่ำอย่างหนักในยุค 80 (พ.ศ.2523-2532) และรัฐบาลที่พยายามประคับประคองความพึงพอใจของประชาชนก็เลือกใช้วิธีกู้หนี้ยืมสินเพื่อกู้ซากวิกฤต
นั่นทำให้ประเทศขาดดุลมหาศาลต่อเนื่องปีแล้วปีเล่า ทิ้งภาระหนักอึ้งไว้ให้ผู้เสียภาษีในอนาคต การอัดฉีดงบประมาณเหล่านี้นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงถึง 80% ในปีค.ศ.1989 (พ.ศ.2532)
ความเสี่ยงนี้อาจจะรอดไปได้หากราคาน้ำมันดีดตัวกลับขึ้นมาโดยเร็ว แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อถึงปีค.ศ.1989 (พ.ศ.2532) รัฐบาลจำต้องใช้มาตรการรัดเข็มขัด ตัดงบอุดหนุนเชื้อเพลิงและขึ้นค่าโดยสาร นำไปสู่เหตุจลาจลในกรุงคารากัส ซึ่งลงเอยด้วยการที่ตำรวจสังหารผู้ประท้วงไปหลายร้อยศพ
นักการเมืองกระแสหลักดูจะไม่มีคำตอบที่น่าพอใจให้กับวิกฤตที่พอกพูนขึ้นตลอดช่วงยุค 90 (พ.ศ.2533-2542) ขณะที่บรรยากาศทางการเมืองก็เริ่มคุกรุ่นและผันผวนมากขึ้น
ความล้มเหลวของพรรคการเมืองสายกลางที่ครองอำนาจมานาน กลายเป็นการเปิดทางให้กลุ่มสุดโต่ง โดยเฉพาะ “ขบวนการปฏิวัติโบลิวาร์ 200 (MBR-200)” นำโดยนายทหารหนุ่มผู้มีวาทะร้อนแรงอย่าง “อูโก ชาเวซ (Hugo Chavez)” ซึ่งพยายามก่อรัฐประหารในปีค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) โดยแม้จะล้มเหลว แต่ชาเวซก็ได้โน้มน้าวให้ผู้จับกุมอนุญาตให้เขาแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเพื่อบอกให้ผู้สนับสนุนวางอาวุธ คำประกาศอันห้าวหาญที่ว่าเขาไม่บรรลุเป้าหมายในตอนนี้ กลับกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดใจผู้คน
"สหายทั้งหลาย เป็นที่น่าเสียใจว่า ในขณะนี้ เป้าหมายที่เราตั้งไว้ยังไม่บรรลุผลในเมืองหลวง กล่าวคือ พวกเราที่อยู่ที่นี่ในคารากัสยังไม่สามารถกุมอำนาจไว้ได้ พวกท่านทำหน้าที่ได้ดีมากแล้ว แต่ถึงเวลาที่ต้องหลีกเลี่ยงการเสียเลือดเนื้อ ถึงเวลาที่ต้องกลับไปทบทวน สถานการณ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้น และประเทศชาติจะสามารถก้าวไปสู่โชคชะตาที่ดีกว่าได้อย่างแน่นอน ดังนั้น ขอให้ฟังคำสั่งจากผู้บัญชาการชาเวซที่ส่งสารนี้มาเพื่อให้พวกท่านพิจารณาวางอาวุธ"
อูโก ชาเวซ (Hugo Chavez)
บุคลิกที่โผงผางและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของชาเวซได้ดึงดูดชาวเวเนซุเอลาที่เบื่อหน่ายนักการเมืองหน้าเดิมๆ ที่บริหารประเทศมานานหลายสิบปี ซึ่งแม้เขาจะติดคุกและถูกชนชั้นนำมองว่าเป็น "สารพิษทางการเมือง" แต่ประธานาธิบดี “ราฟาเอล กัลเดรา (Rafael Caldera)“ ที่ต้องการสร้างฐานเสียงสนับสนุน กลับตัดสินใจอภัยโทษและปล่อยตัวชาเวซในปีค.ศ.1994 (พ.ศ.2537)
การตัดสินใจครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เพราะมันทำให้ชาเวซกลับเข้าสู่สนามการเมืองกระแสหลักได้อีกครั้ง ทั้งที่เคยพยายามทำลายมันมาก่อน จนกระทั่งเขาสามารถชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีได้ในปีค.ศ.1998 (พ.ศ.2541)
ชาเวซดำเนินบทบาทผู้นำประชานิยมขวาจัดอย่างเต็มตัว เขาไม่ลังเลที่จะใช้โวหารโจมตีศัตรูทั้งในและต่างประเทศ เขามองว่ารัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป จึงรีบยกร่างฉบับใหม่ที่ยุบวุฒิสภาและขยายวาระการดำรงตำแหน่งของตนเอง ออกกฎหมายหลายฉบับผ่านคำสั่งประธานาธิบดีโดยใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายข้ามขั้นตอนของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสิ้นเชิง
แม้จะมีฝ่ายค้านพยายามต่อต้านชาเวซที่กำลังรื้อถอนประชาธิปไตยต่อหน้าต่อตา แต่พวกเขาก็พลาดโอกาสสำคัญหลายครั้ง ทั้งการพยายามรัฐประหารที่สนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกาซึ่งนำโดยกลุ่มนักธุรกิจที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า รวมถึงการลงประชามติเพื่อถอดถอน ซึ่งชาเวซก็ตอบโต้ด้วยการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ เข้าควบคุมสถานีโทรทัศน์และอุตสาหกรรมหลักของประเทศ
1
หลังจากการประท้วงหยุดงานในอุตสาหกรรมน้ำมัน ชาเวซสั่งปลดพนักงานน้ำมันหลายพันคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม และแทนที่ด้วยคนที่จงรักภักดี
“พีดีวีเอสเอ (PDVSA)” ที่เคยเป็นต้นแบบของการบริหารที่มีประสิทธิภาพ กลับกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะการทุจริต ชาเวซและพวกพ้องสูบผลกำไรออกจากบริษัทเพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตนเอง โดยไม่เจียดเงินไว้สำหรับการบำรุงรักษาและพัฒนาระบบ
โครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน พนักงานที่มีความสามารถและจริยธรรมถูกแทนที่ด้วยผู้สนับสนุนระบอบที่ฉ้อฉล ผลผลิตน้ำมันเริ่มดิ่งลง และผลกำไรนับพันล้านดอลลาร์ก็หายไปอย่างปริศนา
ปัญหาเหล่านี้ถูกกลบไว้ได้ชั่วคราวด้วยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นหลังเหตุการณ์ในปีค.ศ.2001 (พ.ศ.2544) แต่เมื่อราคาน้ำมันลดลงอีกครั้ง ความล่มจมทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาก็ปรากฏชัดเจน
ในช่วงเวลาเดียวกัน ชาเวซตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง โดยแม้เขาจะชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปีค.ศ.2012 (พ.ศ.2555) ด้วยโครงสร้างอำนาจที่เขาติดตั้งไว้เพื่อชัยชนะของตัวเอง แต่เขาก็ป่วยหนักจนไม่สามารถเข้าร่วมพิธีสาบานตนได้และเสียชีวิตในปีค.ศ.2013 (พ.ศ.2556) และถูกแทนที่โดยรองประธานาธิบดี “นิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro)“
หลังจากปีค.ศ.2013 (พ.ศ.2556) การถดถอยของเวเนซุเอลาก็เปลี่ยนเป็นการดิ่งเหวอย่างรุนแรง มาดูโรขาดเสน่ห์และฐานเสียงที่มั่นคงอย่างที่ชาเวซเคยมี เขาจึงเลือกใช้วิธีทุจริตอย่างเปิดเผย การปล้นสะดมจากพีดีวีเอสเอและรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ก็เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และมาดูโรก็ยอมให้เครือข่ายอาชญากรรมเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และรักษาอำนาจด้วยการใช้กลุ่มติดอาวุธคอยข่มขู่ศัตรูทางการเมือง
ในขณะที่มาดูโรและคนใกล้ชิดร่ำรวยมหาศาล ระบบพื้นฐานที่ทำให้ประเทศขับเคลื่อนได้กลับพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง โดยในปีค.ศ.2019 (พ.ศ.2562) บริการพื้นฐานอย่างไฟฟ้าได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วประเทศที่สามารถป้องกันได้ กลายเป็นภาพสะท้อนว่าเวเนซุเอลาตกต่ำลงไปเพียงใด
ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นในสกุลเงินของเวเนซุเอลาก็หายไปจนกลายเป็นเพียงเศษกระดาษ ประเทศต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ส่งผลให้ชาวเวเนซุเอลานับล้านคนที่ไม่สามารถทนต่อการกดขี่ ความไร้ความสามารถ และการทุจริตของระบอบมาดูโร ต้องพากันลี้ภัยออกนอกประเทศในที่สุด
และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเวเนซุเอลาถึงตกที่นั่งลำบาก ทั้งการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากเกินไป การใช้จ่ายจนหนี้ท่วมตัว การตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดของผู้นำประชานิยมจอมปลอมที่ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งเป็นชิ้นๆ และการปล่อยให้รัฐบาลกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของการทุจริตที่ไร้ซึ่งความเป็นประชาธิปไตย
เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เรานึกถึงประเทศไหนเป็นพิเศษบ้างหรือไม่?
โดนัลด์ ทรัมป์และสตีเฟน มิลเลอร์อาจรู้สึกว่าพวกเขาสามารถข่มเหงเวเนซุเอลาได้เพียงเพราะสหรัฐอเมริกาแข็งแกร่งกว่าและเวเนซุเอลาอ่อนแอ แต่ในท่าทีโอ้อวดอำนาจอันล้นเหลือเหล่านั้น กลับมีส่วนผสมที่เป็นต้นเหตุแห่งความเสื่อมถอยของประเทศตนเองแฝงอยู่
แม้สหรัฐอเมริกาจะยังห่างไกลอีกมากนักกว่าจะตกต่ำลงไปอยู่ในสภาพเดียวกับเวเนซุเอลา (แทบเป็นไปไม่ได้เลย) แต่มันก็เป็นเรื่องที่ตลกไม่ออก เมื่อพบว่าชาวอเมริกันที่กำลังฉกฉวยประโยชน์จากความอ่อนแอของเวเนซุเอลา กลับเป็นกลุ่มคนเดียวกับที่กำลังสร้างรอยร้าวและความอ่อนแอในลักษณะเดียวกันให้เกิดขึ้นในประเทศของตนเอง
ท้ายที่สุดแล้ว ความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่การมีศัตรูที่อ่อนแอ แต่อยู่ที่การเลียนแบบวิถีทางของศัตรูจนความแข็งแกร่งที่เราภาคภูมิใจ กลายเป็นเพียงเปลือกนอกที่รอวันผุพังจากภายใน
References:
https://worldhistory.medium.com/how-populism-corruption-and-oil-made-venezuela-weak-5fca5a0afba2?source=list---------3-------predefined%3Af06bcd4c0010%3AREADING_LIST----------------------------
https://www.cfr.org/backgrounders/venezuela-crisis
https://latintrade.com/2024/08/22/the-sad-legacy-of-corruption-in-venezuela-a-column-by-jerry-haar/
https://smallwarsjournal.com/2021/08/20/state-weakness-and-transnational-power-explaining-crisis-venezuela/
ประวัติศาสตร์
12 บันทึก
16
1
6
12
16
1
6
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย