เมื่อวาน เวลา 11:09 • ประวัติศาสตร์

ท่วงทำนองสุดท้ายใต้เกลียวคลื่น วีรกรรมอันเงียบสงบของวงดนตรีบนเรือ “ไททานิก (Titanic)”

ท่ามกลางความโกลาหลและโศกนาฏกรรมของการอับปางของเรือ “ไททานิก (Titanic)” เมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ.1912 (พ.ศ.2455) สิ่งหนึ่งที่ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้รอดชีวิตจำนวนมากคือ "เสียงดนตรี"
วงดนตรีประจำเรือไททานิกยังคงบรรเลงต่อไปในขณะที่ตัวเรือกำลังดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทร มอบการปลอบประโลมใจให้แก่ทั้งผู้ที่กำลังหนีเอาตัวรอดและผู้ที่จำนนต่อโชคชะตาไปพร้อมกับเรือลำนี้
เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งที่นักดนตรีทั้งแปดท่าน ยังคงเล่นดนตรีต่อไปจนถึงวาระสุดท้ายของเรือ โดยพยานบางส่วนระบุว่าบทเพลงสุดท้ายที่พวกเขาบรรเลงคือ "Nearer, My God, to Thee" ในขณะที่บางส่วนแย้งว่าเป็นเพลง "Autumn"
ไททานิก (Titanic)
แต่ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงใด เสียงดนตรีนั้นก็ได้มอบความสงบทางใจที่จำเป็นอย่างยิ่งให้แก่เหล่าผู้โดยสารและลูกเรือในยามวิกฤต และวงดนตรีไททานิกได้รับการยกย่องและจารึกไว้ในวัฒนธรรมร่วมสมัยจนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญอันเงียบสงบ การเสียสละอย่างแรงกล้า และความสง่างามท่ามกลางภัยพิบัติทางทะเลครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลก
เมื่อวันที่ 10 เมษายน ค.ศ.1912 (พ.ศ.2455) นักดนตรีแปดท่านภายใต้สังกัดเอเจนซี่ ”C.W. and F.N. Black“ จากเมืองลิเวอร์พูล ได้ร่วมเดินทางไปกับเรือ ”RMS Titanic“ ณ เมืองเซาแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ
ในขณะที่เรือลำนี้กำลังเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกด้วยขนาดที่มหึมาและความหรูหราอลังการ วงดนตรีชุดนี้ก็ได้รับมอบหมายให้สร้างความบันเทิงแก่เหล่าผู้โดยสารตลอดการเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์มุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์ก
รายนามของนักดนตรีผู้กล้าประกอบด้วย
• “วอลเลซ ฮาร์ตลีย์ (Wallace Hartley)” นักไวโอลิน
• ”ธีโอดอร์ โรนัลด์ เบรลีย์ (Theodore Ronald Brailey)“ นักเปียโน
• ”จอห์น ลอว์ ฮูม (John Law Hume)“ นักไวโอลิน
• ”จอห์น เฟรเดอริก เพรสตัน คลาร์ก (John Frederick Preston Clarke)“ นักดับเบิลเบส
• ”โรเจอร์ มารี บริคูซ์ (Roger Marie Bricoux)“ นักเซลโล
• ”จอร์จ อเล็กซองดร์ ครินส์ (George Alexandre Krins)“ นักไวโอลิน
• ”เพอร์ซี คอร์เนลีอุส เทย์เลอร์ (Percy Cornelius Taylor)“ นักเปียโน
• ”จอห์น เวสลีย์ วูดเวิร์ด (John Wesley Woodward)“ นักเซลโล
ฮาร์ตลีย์ วัย 33 ปี จากเมืองโคลน มณฑลแลนคาเชียร์ รับหน้าที่เป็นหัวหน้าวง โดยเขาเป็นนักดนตรีประจำเรือผู้เชี่ยวชาญ เคยผ่านการแสดงบนสายการเดินเรือคูนาร์ด ทั้งเรือลูคาเนีย ลูซิทาเนีย และมอริเทเนีย มาแล้ว และฮาร์ตลีย์ก็ตอบรับงานบนเรือไททานิกด้วยหวังว่าจะช่วยให้หน้าที่การงานก้าวหน้ายิ่งขึ้น
นักดนตรีบนไททานิก
เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนออกเดินทาง ฮาร์ตลีย์เพิ่งได้ใช้เวลาร่วมกับคู่หมั้นที่มณฑลยอร์กเชียร์ พร้อมความหวังเต็มเปี่ยมว่างานนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล ซึ่งในแง่หนึ่ง มันก็ได้เปลี่ยนไปจริงๆ
เบรลีย์ วัย 24 ปี จากวอลแธมสโตว์ ประเทศอังกฤษ และฉายแววรักดนตรีมาตั้งแต่เด็ก
เขาเข้าเรียนในโรงเรียนดนตรีและเคยร่วมงานกับวงออร์เคสตรา Pier Pavilion รวมถึงเคยแสดงบนเรือมาหลายลำ รวมถึงเรือคาร์เพเทีย
ฮูม นักไวโอลินวัย 21 ปี เป็นสมาชิกเพียงคนเดียวจากสกอตแลนด์
เขาเติบโตมาในครอบครัวนักดนตรีโดยมีบิดาเป็นครูสอนดนตรี และตัวเขาเองก็เริ่มสร้างชื่อเสียงในฐานะนักดนตรีที่มีฝีมือ ทว่าในการจากลาเพื่อมาประจำการบนเรือไททานิกครั้งนี้ ฮูมได้ทิ้งคู่หมั้นที่กำลังตั้งครรภ์ไว้เบื้องหลัง
คลาร์ก มือเบสวัย 28 ปี จากแมนเชสเตอร์ เคยทำงานเป็นพนักงานบริษัทประกันภัยก่อนจะหันมามุ่งมั่นกับเส้นทางดนตรีเต็มตัว โดยเขาเคยฝากฝังฝีมือไว้ที่โรงละคร Argyle Theatre of Varieties ในเบอร์เคนเฮด และวงฟิลฮาร์โมนิกอันทรงเกียรติแห่งลิเวอร์พูล
บริคูซ์ มือเซลโลผู้เป็นน้องเล็กของวงด้วยวัยเพียง 20 ปี เกิดที่เมืองกอน-กูร์-ซูร์-ลัวร์ ประเทศฝรั่งเศส และเช่นเดียวกับเบรลีย์ เขาเคยหาประสบการณ์บนเรือคาร์เพเทียมาก่อนหน้านี้
ครินส์ นักไวโอลินวัย 23 ปี จากเมืองสปา ประเทศเบลเยียม เขาเข้าเรียนที่สถาบันดนตรีหลวงในเมืองลีแยฌตั้งแต่อายุเพียง 13 ปี และแม้จะเคยลังเลระหว่างการเข้าเป็นทหารหรือช่วยงานที่ร้านของบิดา แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเลือกเดินบนเส้นทางสายดนตรีต่อไป
เทย์เลอร์ วัย 40 ปี มือเซลโลผู้เป็นพี่ใหญ่ของกลุ่ม เกิดในลอนดอนและใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ ก่อนจะตัดสินใจผันตัวมาเป็นนักดนตรีอาชีพ
และสุดท้ายคือ วูดเวิร์ด วัย 32 ปี มือเซลโลจากสแตฟฟอร์ดเชียร์ เขาเคยร่วมแสดงกับสถาบันดนตรีหลวงและวงออร์เคสตราประจำเมืองอีสต์บอร์น ก่อนจะเริ่มรับงานบนเรือสำราญหลายลำ โดยเขาตั้งใจว่างานบนเรือไททานิกจะเป็นงานชิ้นสุดท้ายในทะเล ก่อนที่จะกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบในอังกฤษ
เหล่านักดนตรีทั้งหมดก้าวขึ้นเรือไททานิก ณ เมืองเซาแธมป์ตันเมื่อวันที่ 10 เมษายน ค.ศ.1912 (พ.ศ.2455) ภายใต้ตั๋วหมายเลขเดียวกันคือ 250654
และในอีกเพียงไม่กี่วันให้หลัง สมาชิกวงไททานิกทั้งแปดท่าน ก็ได้จากโลกนี้ไปพร้อมกันในฐานะวีรบุรุษ
วงดนตรีไททานิกเริ่มปฏิบัติหน้าที่ทันทีหลังจากก้าวขึ้นสู่เรือมรณะลำนี้ โดยวันแรกของการเปิดแสดงเต็มรูปแบบคือวันที่ 11 เมษายน ค.ศ.1912 (พ.ศ.2455)
ขณะที่เรือกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองควีนส์ทาวน์ ประเทศไอร์แลนด์ เพื่อรับผู้โดยสารเพิ่มเติม ก่อนเริ่มการแสดงรอบ 10 โมงเช้า ฮาร์ตลีย์ ได้ส่งจดหมายถึงพ่อแม่ของเขาเพื่อเล่าถึงการเดินทางในตอนนั้นว่า
"เขียนมาสั้นๆ เพื่อจะบอกว่าพวกเราออกเดินทางกันเรียบร้อยดีครับ ช่วงแรกอาจจะวุ่นวายไปบ้างแต่ตอนนี้เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว เรือลำนี้ช่างสง่างามและน่าจะทำเงินได้ดีทีเดียว พวกเรามีวงดนตรีที่ยอดเยี่ยมและเพื่อนร่วมวงทุกคนก็นิสัยดีมาก ผมน่าจะกลับถึงบ้านในเช้าวันอาทิตย์ รักเสมอ, วอลเลซ"
ในวันต่อๆ มา ฮาร์ตลีย์และสมาชิกในวงต้องรับภาระงานที่หนักอึ้ง โดยไม่เพียงแต่ฮาร์ตลีย์จะต้องจัดรายการเพลงในแต่ละวัน แต่นักดนตรีทุกคนยังต้องจดจำบทเพลงนับร้อยเพลงให้ขึ้นใจเนื่องจากผู้โดยสารสามารถขอเพลงที่อยากฟังได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้โดยสารชั้นหนึ่งที่ได้รับสมุดรายชื่อเพลงที่มีให้เลือกสรรถึง 352 บทเพลง
ผู้โดยสารคนหนึ่งรำลึกถึงบรรยากาศในตอนนั้นว่า
"ไม่มีอะไรบนเรือที่จะได้รับความนิยมไปมากกว่าวงออร์เคสตราอีกแล้ว คุณจะเห็นได้จากอาการที่ไม่มีใครยอมเดินจากไปไหน และทุกคนต่างเฝ้ารอขอเพลงโปรดของตัวเอง"
ทว่าเพียงไม่กี่วันหลังออกเดินทาง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
เมื่อเวลา 23:40 น. ของวันที่ 14 เมษายน ค.ศ.1912 (พ.ศ.2455) เรือไททานิกได้พุ่งชนภูเขาน้ำแข็ง และกัปตัน “เอ็ดเวิร์ด สมิธ (Edward Smith)” ก็ยังคงรักษาความเร็วเรือในระดับสูงแม้จะได้รับคำเตือนเรื่องน้ำแข็งมาก่อนหน้า
และในไม่ช้า เรือไททานิกก็เริ่มจมลงสู่ก้นทะเล
ในขณะที่ไททานิกมีเรือชูชีพสำหรับผู้โดยสารและลูกเรือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แม้จะมีการประกาศให้ผู้หญิงและเด็กได้รับสิทธิ์ก่อน แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะรอดชีวิต
ท่ามกลางโศกนาฏกรรมอันเลวร้ายที่อยู่ตรงหน้า วงดนตรีไททานิกกลับตัดสินใจร่วมกันว่า พวกเขาจะบรรเลงดนตรีต่อไป
ท่ามกลางความวุ่นวายระหว่างการอพยพ ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ไททานิกหลายคนต่างระบุถึงรายละเอียดหนึ่งที่สะเทือนอารมณ์อย่างยิ่ง นั่นคือ "เสียงดนตรี"
หลังจากเรือพุ่งชนภูเขาน้ำแข็งได้ไม่นาน นักดนตรีทั้งแปดท่านก็ได้หยิบเครื่องดนตรีคู่ใจขึ้นมาบรรเลงเพื่อช่วยปลอบประโลมและรักษาความสงบสติอารมณ์ของผู้โดยสารในระหว่างการลำเลียงลงเรือชูชีพ
“อาร์ชิบัลด์ เกรซี (Archibald Gracie)” หนึ่งในผู้รอดชีวิต ได้เขียนบันทึกในภายหลังว่า
"ในตอนนั้นเองที่วงดนตรีเริ่มบรรเลง และยังคงเล่นต่อไปในขณะที่เรือชูชีพกำลังถูกหย่อนลงน้ำ พวกเราถือว่านี่เป็นการเตรียมการที่ชาญฉลาด เพราะช่วยลดทอนความตื่นตระหนกได้เป็นอย่างดี"
แม้ในขณะที่เรือกำลังจะจมลงสู่ก้นมหาสมุทร เหล่านักดนตรีก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไป โดยนิตยสาร Strings ระบุว่ามีพยานพบเห็นฮาร์ตลีย์เป็นครั้งสุดท้ายในขณะที่เขากำลังยึดราวบันไดวนเอาไว้แน่นในนาทีที่เรือเริ่มจมดิ่ง พร้อมกับกล่าวแก่เพื่อนร่วมวงว่า
"สุภาพบุรุษทุกท่าน... ผมขออำลา"
ทว่าบทเพลงสุดท้ายที่วงดนตรีไททานิกบรรเลงก่อนวาระสุดท้ายคือเพลงอะไรกันแน่? ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่าคือเพลง "Nearer, My God, to Thee" หรือเพลงอื่นอย่าง "Autumn" ซึ่งผู้รอดชีวิตคนหนึ่งรำลึกถึงเหตุการณ์นั้นอย่างกินใจว่า
"ท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ดังระงมขึ้นเหนือน่านน้ำ มีอีกเสียงหนึ่งแทรกผ่านออกมา เป็นเสียงที่เข้มแข็งและชัดเจนในตอนแรก ก่อนจะค่อยๆ แผ่วจางลงตามระยะห่าง มันคือท่วงทำนองของเพลงสวด 'Nearer, My God, to Thee' ที่บรรเลงโดยวงเครื่องสายจากห้องอาหาร“
ผู้ที่ลอยคออยู่ในน้ำบางคนเริ่มร้องตาม แต่แล้วก็กลับเงียบเสียงลงเมื่อตระหนักได้ว่า สำหรับผู้ที่กำลังบรรเลงอยู่นั้น เสียงดนตรีนี้คือพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะปิดฉากลงด้วยความตาย ท่วงทำนองที่เงียบสงบของเพลงสวดและเสียงร้องไห้อันโศกเศร้าของผู้ที่กำลังสิ้นใจได้หลอมรวมกลายเป็นบทเพลงแห่งความอาลัยอันวิปโยค"
อย่างไรก็ตาม เกรซีได้แย้งในบันทึกว่า
"ผมจำทำนองเหล่านั้นไม่ได้เลย แต่รู้ว่าเป็นเพลงที่ฟังสบายๆ ไม่ใช่เพลงสวด หากมีการบรรเลงเพลง 'Nearer, My God, to Thee' จริงตามรายงาน ผมย่อมต้องสังเกตเห็นแน่ และคงจะมองว่ามันเป็นการเตือนถึงความตายที่มาประชิดตัวอย่างไร้กาลเทศะ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความแตกตื่นที่เราพยายามจะหลีกเลี่ยงอย่างที่สุด"
กระนั้น มีคำบอกเล่าว่า ฮาร์ตลีย์เคยกล่าวกับเพื่อนสนิทไว้ว่า หากเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์เรืออับปาง เขาจะเลือกเล่นเพลง "Nearer, My God, to Thee" แต่อย่างไรก็ตาม ความจริงเกี่ยวกับบทเพลงสุดท้ายก็ได้จากไปพร้อมกับพวกเขาในคืนนั้น
ในบทสรุปของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ มีผู้รอดชีวิตทั้งสิ้น 706 คน ขณะที่อีก 1,517 คนต้องสังเวยชีวิต และเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ความจริงปรากฏในภายหลังว่า เรือชูชีพหลายลำถูกปล่อยออกไปทั้งที่มีที่ว่างเหลือเพียงพอจะรองรับผู้คนได้อีกถึง 500 คน
ภายหลังเหตุโศกนาฏกรรม ร่างของ ฮาร์ตลีย์ คลาร์ก และฮูม ก็ได้ถูกกู้ขึ้นมาได้โดยเรือ ”CS Mackay-Bennett“ ในขณะที่ร่างของสมาชิกอีกห้าท่านสูญหายไปในท้องทะเลตลอดกาล
นอกจากนี้ เรือ Mackay-Bennett ยังได้กู้คืนทรัพย์สินส่วนตัวของคลาร์ก ซึ่งประกอบด้วยนาฬิกาทอง กระเป๋าพก สมุดบันทึก เหรียญชิลลิง และแหวนทองสลักอักษร "J.F.P.C." รวมถึงไวโอลินของฮาร์ตลีย์ที่ยังคงสะพายติดอยู่กับร่างของเขา และตลับบุหรี่ นาฬิกา กับมีดด้ามมุกของฮูม
ฮาร์ตลีย์เป็นสมาชิกเพียงคนเดียวในวงดนตรีที่ได้เดินทางกลับสู่มาตุภูมิ ร่างของเขาถูกฝังที่เมืองโคลน มณฑลแลนคาเชียร์ บ้านเกิดของเขา โดยมีพิธีศพอย่างสมเกียรติซึ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง ส่วนฮูมและคลาร์กถูกฝังไว้ที่สุสานแฟร์วิวในเมืองแฮลิแฟกซ์ รัฐโนวาสโกเชีย เคียงข้างกับผู้ประสบภัยรายอื่นๆ จากเหตุการณ์ไททานิก
ในเวลาต่อมาได้มีการจัดคอนเสิร์ตเพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของวงดนตรีไททานิก และในปัจจุบันก็มีการสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อเป็นเกียรติแก่พวกเขาในหลายพื้นที่ ทั้งในเมืองเซาแธมป์ตัน โนวาสโกเชีย และออสเตรเลีย อย่างไรก็ดี วีรกรรมของพวกเขาในคืนนั้นอาจเป็นที่จดจำมากที่สุดผ่านฉากหนึ่งในภาพยนตร์ ”Titanic“ ซึ่งออกฉายในปีค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) ของผู้กำกับ “เจมส์ คาเมรอน (James Cameron)”
แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปกว่า 100 ปีนับจากเหตุการณ์ครั้งนั้น โลกยังคงอัศจรรย์ในความกล้าหาญของวงดนตรีไททานิก ดังที่ฮาร์ตลีย์เคยกล่าวไว้สั้นๆ ก่อนเกิดโศกนาฏกรรมถึงพลังอันมหาศาลของเสียงดนตรีในยามวิกฤตว่า
“ผมรู้สึกเสมอว่าเมื่อมนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับความตายอย่างกะทันหัน เสียงดนตรีมีอานุภาพในการสร้างขวัญและกำลังใจได้มากกว่าอาวุธใดๆ ในโลกจะทำได้”
แม้เสียงดนตรีจะแผ่วจางลงท่ามกลางเกลียวคลื่นที่เย็นเยือก แต่ทำนองแห่งความกล้าหาญของพวกเขายังคงก้องกังวานอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะสัญลักษณ์ของผู้ที่ทำหน้าที่จนถึงนาทีสุดท้าย มอบความสงบทางใจให้แก่เพื่อนมนุษย์ท่ามกลางความมืดมิดของมหาสมุทร
1
โฆษณา