4 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์

ก่อนจะเป็น Stranger Things ย้อนรอย “โครงการมอนทอค” แรงบันดาลใจจากเรื่องจริงที่น่ากลัวกว่าในจอ

"โครงการมอนทอค (Montauk Project)” อาจเรียกได้ว่าเป็นบ่อเกิดของทฤษฎีสมคบคิดระดับตำนานที่หลายคนอาจยังไม่เคยผ่านตา
เรื่องราวนี้เต็มไปด้วยองค์ประกอบสุดล้ำ ทั้งการเดินทางข้ามเวลา การเคลื่อนย้ายมวลสาร และการควบคุมจิตใจ เสริมทัพด้วยความลึกลับอย่างการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวไปจนถึงการจัดฉากเหยียบดวงจันทร์ของยานอะพอลโล ซึ่งล้วนเติมสีสันให้เรื่องเล่านี้ดูพิสดารเกินกว่าจะเชื่อ
แต่ถึงอย่างนั้น แม้มันจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับซีรีส์ชื่อดังอย่าง “Stranger Things” ทาง Netflix แต่กลับมีคนเพียงไม่กี่คนที่เคยได้ยินชื่อโครงการมอนทอคนี้จริงๆ
เหตุใดโครงการมอนทอคที่ถูกกล่าวอ้างว่ากองทัพอเมริกันได้เปลี่ยนฐานทัพอันห่างไกลบนเกาะลองไอส์แลนด์ให้กลายเป็นศูนย์กลางการวิจัยลับสุดสยองเกี่ยวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ถึงได้ถูกมองข้ามไปได้ขนาดนี้
คำตอบอาจเป็นเพราะที่มาของเรื่องนี้มาจากแหล่งข่าวที่คลุมเครือเกินกว่ามาตรฐานของทฤษฎีสมคบคิดทั่วไปเสียอีก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโครงการมอนทอคอาจจะเป็นเพียงเรื่องแต่ง แต่ประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานยืนยันจริงของซีไอเอเกี่ยวกับการทดลองที่น่าสะพรึงกลัว ก็ทำให้ทฤษฎีนี้ยังคงเป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่หลงใหลในเรื่องลี้ลับ
และด้วยกระแสความนิยมที่มั่นคงของ Stranger Things บางทีช่วงเวลาที่โครงการมอนทอคจะถูกสปอตไลต์ส่องสว่างให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก็อาจจะมาถึงในอีกไม่ช้านี
เรื่องราวนี้เป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟังครับ
ฐานทัพทหารได้ปรากฏขึ้นที่มอนทอคมาตั้งแต่ปีค.ศ.1796 (พ.ศ.2339) เมื่อประภาคารมอนทอคเริ่มเปิดใช้งานเพื่อเฝ้าระวังเรือของกองทัพอังกฤษที่อาจเข้าโจมตีนิวยอร์กหรือบอสตัน ต่อมาในอีกกว่าร้อยปีให้หลัง ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (WWI) สถานีการบินทหารเรือจึงถูกก่อตั้งขึ้น ตามมาด้วยป้อมฮีโร่ของกองทัพบกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (WWII)
ทว่าตลอดระยะเวลาร่วมสองศตวรรษ บรรดาสถานที่ทางทหารในมอนทอคกลับไม่เคยจุดประกายทฤษฎีสมคบคิดใดๆ หรืออย่างน้อยก็ไม่มีเรื่องไหนที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง จนกระทั่งหนังสือเล่มหนึ่งได้เปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล
เรื่องราวของโครงการมอนทอคเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างจริงจังในปีค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) ผ่านหนังสือที่ตีพิมพ์เองโดย “เพรสตัน บี. นิโคลส์ (Preston B. Nichols)” ในชื่อ ”The Montauk Project: Experiments in Time“ ซึ่งในช่วงยุค 80 (พ.ศ.2523-2532) นั้น เริ่มมีข่าวลือหนาหูว่ากองทัพอเมริกันกำลังซุ่มทดลองเรื่องสงครามจิตวิทยาอยู่ทางปลายสุดด้านตะวันออกของเกาะลองไอส์แลนด์ หนังสือของนิโคลส์จึงเปรียบเสมือนการเติมเชื้อไฟลงในกองเพลิงที่กำลังคุโชน
การทดลองเหล่านี้ถูกระบุว่าเกิดขึ้นที่สถานีกองทัพอากาศมอนทอค ตรงปลายแหลมด้านตะวันออกของลองไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพหลายแห่งมาอย่างยาวนาน โดยในปีค.ศ.1917 (พ.ศ.2460) มีการสร้างสถานีการบินทหารเรือขึ้น และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพบกอเมริกันก็ได้อนุมัติให้สร้างค่ายฮีโร่ขึ้นมา จนเมื่อสงครามเย็นทวีความรุนแรง ฐานทัพแห่งนี้จึงถูกใช้เป็นสถานีตรวจการณ์เรดาร์และเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีกองทัพอากาศมอนทอค
เพรสตัน บี. นิโคลส์ (Preston B. Nichols)
ในที่สุดฐานทัพแห่งนี้ก็ถูกปลดระวางในปีค.ศ.1981 (พ.ศ.2524) และปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้กลายเป็นอุทยานแห่งรัฐค่ายฮีโร่
นิโคลส์เปิดประเด็นว่าเขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นหลังจากฟื้นคืนความทรงจำในช่วงที่เขาทำหน้าที่เป็นนักวิจัยให้กับโครงการมอนทอค โดยเขาอ้างว่าโครงการลับนี้เกี่ยวข้องกับการทดลองควบคุมจิตใจ การใช้พลังจิตอ่านใจ การเปิดประตูมิติย้อนเวลา การติดต่อกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก ไปจนถึงการลักพาตัวเด็กที่หนีออกจากบ้าน
ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของกองทัพอเมริกันโดยใช้เงินทุนจากทองคำของเยอรมนีที่ยึดมาได้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังจากหนังสือถูกตีพิมพ์ออกไป ก็เริ่มมีคนอื่นๆ ก้าวออกมาสมอ้างว่าพวกเขาเองก็เคยมีส่วนรู้เห็นกับการวิจัยเถื่อนในโครงการมอนทอคเช่นกัน จนเกิดเป็นกระบวนการ "ตอกย้ำกันเอง (Circular Reinforcement)“ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ทฤษฎีสมคบคิดแข็งแกร่งขึ้น
เมื่อมีคำกล่าวอ้างมากมายมหาศาลขนาดนี้ การจะสะสางความจริงออกมาจึงถือเป็นงานช้าง แต่กระนั้น อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่าควรจะเริ่มขุดคุ้ยจากจุดไหน
เรื่องราวของโครงการมอนทอคมีความคาบเกี่ยวอย่างมีนัยสำคัญกับทฤษฎีสมคบคิดระดับตำนานที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักกันดีอย่าง "การทดลองฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Experiment)“ ในปีค.ศ.1943 (พ.ศ.2486) โดยตามตำนานเล่าว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพอเมริกันได้พยายามหาทางหลบเลี่ยงเรดาร์ของเยอรมนีโดยการใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
เรื่องเล่าหลากเวอร์ชั่นระบุว่า กองทัพประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคนิคที่ทำให้เรือ ”USS Eldridge“ ซึ่งจอดอยู่ที่อู่ต่อเรือทหารเรือในฟิลาเดลเฟีย ไม่เพียงแต่หายไปจากจอเรดาร์เท่านั้น แต่ยังล่องหนหายไปจากสายตามนุษย์อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เชื่อกันว่าเรือลำนี้ได้ถูกเคลื่อนย้ายผ่านรูหนอนมิติกาลเวลาไปยังเมืองนอร์ฟอล์ก รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งห่างออกไปกว่า 320 กิโลเมตร
USS Eldridge
เมื่อเรือ USS Eldridge ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่อู่ต่อเรือฟิลาเดลเฟียในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ภาพที่เห็นกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมสยองขวัญ เมื่อลูกเรือบางคนร่างหลอมละลายติดไปกับผนังเหล็กของเรือ หรือบางคนก็กลับมาในสภาพที่ร่างกายกลับด้านจากในออกนอก ส่วนคนที่รอดชีวิตมาได้ต่างก็เสียสติจากสภาวะสับสนรุนแรงขณะที่เรืออยู่ในสิ่งที่เรียกว่า "ฟองสบู่ไฮเปอร์สเปซ" ซึ่งดำรงอยู่ภายนอกมิติกาลเวลาปกติ
แน่นอนว่ารายละเอียดเกือบทั้งหมดสามารถพิสูจน์หักล้างได้ด้วยความไม่สมเหตุสมผลของลำดับเวลา หรือการขัดต่อกฎฟิสิกส์อย่างรุนแรง นอกจากนี้ เรื่องเล่าของการทดลองฟิลาเดลเฟียในแต่ละครั้งมักจะมีเนื้อหาไม่ตรงกันเลย และทหารที่ประจำการอยู่บนเรือ USS Eldridge จริงๆ ในปีค.ศ.1943 (พ.ศ.2486) ต่างก็ปฏิเสธเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง
แต่ถึงอย่างนั้น ทฤษฎีสมคบคิดนี้ก็ยังคงถูกเล่าขานกันมานานหลายสิบปีจนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ให้กำเนิดเรื่องเล่าของโครงการมอนทอค ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นภาคต่อของการทดลองฟิลาเดลเฟียนั่นเอง
ในปีค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) มีภาพยนตร์เกรดบีที่ไม่เป็นที่จดจำมากนักเรื่องหนึ่งเข้าฉายในชื่อ “The Philadelphia Experiment” จนกระทั่งในปีค.ศ.1988 (พ.ศ.2531) ชายวัย 57 ปีนามว่า “อัล บีเล็ก (Al Bielek)” ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ และอ้างว่าเขารู้สึกถึงสภาวะ "เดจาวู"
บีเล็กอ้างว่าเขาได้ใช้วิธีบำบัดและแนวทางแบบนิวเอจ (New Age) จนสามารถปลดล็อกคลังความทรงจำที่เคยถูกปิดกั้นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งของเขา ไม่ใช่แค่ในการทดลองฟิลาเดลเฟียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงการที่เรียกว่า "มอนทอค (Montauk)" อีกด้วย โดยเขาระบุว่าทั้งสองโครงการมีความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านเป้าหมายและเทคโนโลยีที่ใช้
บีเล็กยังอ้างอีกว่าความทรงจำของเขาเคยถูกลบด้วยเทคนิค MK-Ultra ของซีไอเอเพื่อรักษาความลับของโครงการ โดยเขาเผยว่าชื่อจริงของตนคือ “เอ็ดเวิร์ด คาเมรอน (Edward Cameron)” และเขากับน้องชายชื่อ “ดันแคน คาเมรอน (Duncan Cameron)” คือลูกเรือที่อยู่บนเรือ USS Eldridge ในปีค.ศ.1943 (พ.ศ.2486) ขณะที่พวกเขามีอายุอยู่ในช่วง 20 ปี
บีเล็กได้ถ่ายทอดเรื่องราวของเขาต่อหน้าผู้ฟังในงานประชุมเครือข่ายยูเอฟโอร่วม (MUFON) เมื่อปีค.ศ.1990 (พ.ศ.2533) โดยยืนยันว่าการทดลองฟิลาเดลเฟียนั้นเกิดขึ้นจริง และเขากับน้องชายก็อยู่บนเรือลำนั้นด้วยในขณะเกิดเหตุ
อัล บีเล็ก (Al Bielek)
เขาอ้างว่าผู้ที่ออกแบบอุปกรณ์ที่ทำให้เรือ USS Eldridge หลุดออกจากมิติกาลเวลาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ “นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla)” นักประดิษฐ์อัจฉริยะนั่นเอง โดยอุปกรณ์ดังกล่าวได้เปิดรูหนอนไปสู่อนาคต และส่งสองพี่น้องมาโผล่ที่ใจกลางค่ายฮีโร่ในมอนทอคเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ.1983 (พ.ศ.2526)
ในจุดนี้ เรื่องราวเริ่มมีความซับซ้อนและพัลวันมากขึ้น แต่ใจความสำคัญคือ บีเล็กกับน้องชายได้เข้าร่วมโครงการมอนทอค ซึ่งต่อยอดมาจากการวิจัยด้านแม่เหล็กไฟฟ้าของการทดลองฟิลาเดลเฟีย และบีเล็กอ้างว่าเขาได้ผูกมิตรกับนิโคลส์ในช่วงยุค 70 (พ.ศ.2513-2522) และร่วมกันพัฒนา "เก้าอี้มอนทอค (Montauk Chair)“ อุปกรณ์อ่านใจที่เป็นหัวใจหลักของโครงการ ซึ่งช่วยเปิดหน้าต่างไปสู่การวิจัยลับ โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมจิตใจในช่วงยุคสงครามเย็น
เพรสตัน นิโคลส์ ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับงานที่เขาอ้างว่าทำกับเก้าอี้มอนทอคไว้ในหนังสือ โดยระบุว่ามันใช้พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อขยายพลังจิตของผู้ที่นั่งอยู่บนนั้น ซึ่งประจวบเหมาะอย่างน่าประหลาดที่ดันแคน คาเมรอนดันมีพลังจิตที่แก่กล้า รวมถึงความสามารถในการ "เนรมิต" วัตถุให้ปรากฏขึ้นด้วยจิตผ่านอุปกรณ์ชิ้นนี้
เรื่องนี้อาจฟังดูคุ้นหูสำหรับแฟนซีรีส์ Stranger Things เพราะตัวละคร "อีเลเว่น (Eleven)“ ที่นำแสดงโดย “มิลลี่ บ็อบบี้ บราวน์ (Millie Bobby Brown)” ก็ใช้อุปกรณ์ในลักษณะคล้ายกันเพื่อเปิดประตูมิติไปสู่โลกคู่ขนานที่เรียกว่า "The Upside Down" ขณะที่ในตำนานโครงการมอนทอค คาเมรอนและนักวิจัยคนอื่นๆ ก็ใช้เก้าอี้นี้เพื่อเปิดประตูมิติข้ามกาลเวลาและอวกาศเช่นเดียวกัน
อีเลเว่น (Eleven)
นิโคลส์ยังบรรยายถึงการทดลองอีกอย่างหนึ่งในหนังสือ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ "การมองเห็นระยะไกล (Remote Viewing)“ ซึ่งเป็นแนวคิดเหนือธรรมชาติที่ซีไอเอเคยทำการวิจัยจริงๆ และปรากฏใน Stranger Things ด้วย โดยนิโคลส์เขียนไว้ว่า
"การทดลองแรกเรียกว่า “ดวงตาสอดส่อง (The Seeing Eye)” เพียงแค่ดันแคนถือเส้นผมหรือสิ่งของส่วนตัวของใครสักคนไว้ในมือ เขาจะสามารถเพ่งสมาธิไปที่คนผู้นั้นจนเห็นภาพผ่านดวงตา ได้ยินผ่านหู และรับรู้ความรู้สึกผ่านร่างกายของคนคนนั้นได้ ราวกับเข้าไปสิงร่าง เขาถึงขั้นมองเห็นผ่านตัวตนของใครก็ได้ในทุกมุมโลก"
ทว่าในบรรดาคำกล่าวอ้างทั้งหมด สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าการมองเห็นระยะไกล คือเรื่องการลักพาตัวเด็กเล็กๆ ซึ่งบางคนอายุเพียงสี่ขวบ เพื่อนำมาใช้เป็นหนูทดลองในการทดลองต่างๆ ของโครงการมอนทอค โดยนิโคลส์เรียกเด็กที่ถูกพรากมาจากท้องถนนหรือแม้แต่ในบ้านเหล่านี้ว่า "กลุ่มเด็กชายมอนทอค (Montauk Boys)“
ตามคำบอกเล่าของนิโคลส์ เด็กเหล่านี้ถูกทรมานทางจิตอย่างหนักจนแตกสลาย ทำให้ส่วนใหญ่หลงลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นในค่ายฮีโร่ไปจนชั่วชีวิต และเรื่องราวของกลุ่มเด็กชายมอนทอคก็ยิ่งทวีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีกเมื่อมีใครบางคนก้าวออกมาเพื่อยืนยันว่าเรื่องสยองขวัญนี้เป็นความจริง
มีชายอย่างน้อยหนึ่งคนที่อ้างว่าเขาสามารถฟื้นคืนความทรงจำอันโหดร้ายเกี่ยวกับโครงการมอนทอคได้เช่นเดียวกับบีเล็กและนิโคลส์ นั่นคือ “สจ๊วต สเวิร์ดโลว์ (Stewart Swerdlow)” ชายวัย 52 ปี ผู้อาศัยอยู่ในรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา
สจ๊วต สเวิร์ดโลว์ (Stewart Swerdlow)
สเวิร์ดโลว์ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Sun เมื่อปีค.ศ.2017 (พ.ศ.2560) ว่า เขาคือหนึ่งใน "เด็กชายมอนทอค" ที่นิโคลส์เคยกล่าวถึง โดยเขาและเด็กคนอื่นๆ ต้องเผชิญกับการทารุณกรรมที่น่าสะพรึงกลัว โดยกล่าวว่า
"เมื่อการทดลองเริ่มขึ้น พวกเขาจะมุ่งเป้าไปที่เด็กที่ “กำจัดทิ้งได้” อย่างเด็กกำพร้า เด็กหนีออกจากบ้าน หรือลูกหลานของผู้ติดยาเสพติด เด็กประเภทที่คงไม่มีใครออกตามหาจริงจัง เป้าหมายคือการทำให้จิตใจของคุณแตกสลายเพื่อที่พวกเขาจะได้ล้างสมองและตั้งโปรแกรมคุณใหม่ พวกเขาจะเปลี่ยนอุณหภูมิจากร้อนจัดเป็นเย็นจัด สลับระหว่างการให้อดอาหารกับการยัดเยียดอาหารจนเกินขนาด
ผมจำได้ว่าเคยถูกทุบตีด้วยไม้พลอง และพวกเขายังชอบกดหัวคุณลงในน้ำจนเกือบจม ซึ่งมันได้ผลมาก เพราะมันจะทำให้คนคนนั้นยอมเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของ “ผู้ช่วยชีวิต” ของตน นอกจากนี้พวกเขายังใช้สารเพื่อทำให้สมองของเราอยู่ในสภาวะที่บิดเบี้ยวไปจากปกติ"
สเวิร์ดโลว์ยังเสริมอีกว่า เขาเห็นเจ้าหน้าที่ในโครงการล่วงละเมิดทางเพศเด็กๆ เพื่อทำลายความเข้มแข็งทางจิตใจ และยังอ้างวีรกรรมที่เหลือเชื่อกว่านั้นว่า ตัวเขาและเด็กชายมอนทอคคนอื่นๆ เคยถูกส่งไปยังดาวอังคารและย้อนเวลากลับไปในยุคคัมภีร์ไบเบิลผ่านประตูมิติของโครงการ โดยกล่าวว่า
"ในช่วงแรกๆ ที่พวกเขายังปรับจูนพิกัดไม่แม่นยำ มีเด็กผู้ชายจำนวนมากที่สาบสูญไปเฉยๆ และจนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังคงฝันร้ายเกี่ยวกับมัน ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตอนที่เก้าอี้มอนทอคถูกปิดการใช้งาน แต่ผมสัมผัสได้ มันเหมือนกับร่างกายถูกถอดปลั๊กออกจากกระแสไฟฟ้ากะทันหัน"
นิโคลส์อ้างว่า การทดลองทั้งหมดของโครงการได้ยุติลงในช่วงต้นยุค 80 (พ.ศ.2523-2532) เมื่อสถานการณ์เริ่มบานปลายเกินกว่าที่เหล่านักวิจัยจะควบคุมได้อีกต่อไป
นิโคลส์อ้างว่า อะไรก็ตามที่ผู้นั่งบนเก้าอี้มอนทอคจินตนาการขึ้น จะไปปรากฏบนหน้าจอเครื่องส่งสัญญาณก่อนจะกลายเป็นวัตถุที่จับต้องได้หรือโปร่งแสงในโลกแห่งความเป็นจริง และโครงการมอนทอคก็ถูกปิดตัวลงหลังจากนิโคลส์ ดันแคน คาเมรอน และผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ เริ่มขัดขืนโครงการ เมื่อมีสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายอย่างยิ่งถูกเนรมิตขึ้นมา โดยเขากล่าวว่า
"ในที่สุดพวกเราก็ตัดสินใจว่าพอกันทีกับการทดลองนี้ แผนสำรองถูกเปิดใช้งานโดยมีใครคนหนึ่งเดินไปหาดันแคนขณะที่เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ แล้วกระซิบเบาๆ ว่า “ถึงเวลาแล้ว” และในวินาทีนั้นเอง เขาก็ได้ปลดปล่อยสัตว์ร้ายจากจิตใต้สำนึกของเขาออกมา
เครื่องส่งสัญญาณได้จำลองภาพสัตว์ประหลาดขนดกออกมาจริงๆ มันตัวใหญ่ มีขน เป็นตัวกาลกิณี และหิวโหย แต่มันไม่ได้ปรากฏตัวในจุดศูนย์กลางใต้ดิน แต่มันกลับไปโผล่ที่ไหนสักแห่งในฐานทัพ มันกินทุกอย่างที่ขวางหน้าและทำลายล้างทุกสิ่งที่อยู่ในสายตา
มีหลายคนเห็นมัน แต่เกือบทุกคนต่างบรรยายรูปพรรณสัณฐานของสัตว์ร้ายตัวนี้แตกต่างกันไป
นิโคลส์เล่าว่าพวกเขาต้องทำลายอุปกรณ์ทั้งหมดทิ้งเพื่อกำจัดสัตว์ร้ายตัวนี้ให้หายไปและส่งมันกลับคืนสู่มิติเดิม และหลังจากเหตุการณ์นั้น รัฐบาลก็ได้สั่งปิดบังเรื่องราวทั้งหมดของโครงการ และทำการลบความทรงจำของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน
นี่คือที่มาที่ชัดเจนของโครงเรื่องใน Stranger Things เมื่ออีเลเว่นอัญเชิญสัตว์ร้ายออกมาสร้างความเสียหายในลักษณะเดียวกัน โดยตามรายงานจาก Variety เมื่อปีค.ศ.2018 (พ.ศ.2561) ระบุว่า สองพี่น้องผู้สร้างซีรีส์อย่าง “แมตต์ และ รอสส์ ดัฟเฟอร์ (Duffer Brothers)” ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการมอนทอคมากเสียจนชื่อโปรเจกต์เริ่มแรกของ Netflix เรื่องนี้ใช้ชื่อสั้นๆ เพียงว่า ”Montauk“
แมตต์ และ รอสส์ ดัฟเฟอร์ (Duffer Brothers)
อย่างไรก็ตาม หลังจาก “ชาร์ลี เคสเลอร์ (Charlie Kessler)” ผู้สร้างภาพยนตร์ ได้ยื่นฟ้องสองพี่น้องดัฟเฟอร์ในข้อหาลอกเลียนแบบภาพยนตร์สั้นเรื่อง “The Montauk Project” ของเขา ฉากหลังของเรื่องจึงถูกเปลี่ยนจากเกาะลองไอส์แลนด์ไปเป็นย่านชานเมืองในรัฐอินเดียนาแทน
แต่ไม่ว่าข้อพิพาททางความคิดกับเคสเลอร์จะจบลงอย่างไร เห็นได้ชัดว่าซีรีส์ชื่อดังเรื่องนี้ก็หยิบยกผลงานของนิโคลส์มาใช้อย่างมาก ทั้งเรื่องพลังจิต การควบคุมจิตใจ และการทดลองลับของรัฐบาล
แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ นั่นคือ “หนังสือของนิโคลส์เป็นเรื่องจริงหรือไม่?”
นิโคลส์อ้างว่า พื้นที่ชั้นใต้ดินของค่ายฮีโร่ถูกเทปูนปิดทับทันทีหลังจากอุปกรณ์ทั้งหมดถูกทำลายและโครงการถูกสั่งปิด โดยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนจะถูกลบความทรงจำด้วยเทคนิค MK-Ultra
ปัจจุบัน อาคารที่ถูกปลดระวางของค่ายฮีโร่ยังคงตั้งตระหง่าน ดึงดูดผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาและชาวเมืองผู้ใฝ่รู้ให้แวะเวียนมาดู โดยไม่เกี่ยงว่าความจริงภายในนั้นจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะหอเรดาร์ SAGE ได้กลายเป็นจุดสังเกตสำคัญสำหรับเรือที่ล่องผ่านปลายแหลมลองไอส์แลนด์ มันจึงถูกทิ้งไว้เช่นนั้นแม้กองทัพอากาศจะยุติภารกิจควบคุมการจราจรทางอากาศไปตั้งแต่ปีค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) ส่งผลให้สถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศที่ชวนขนลุก
ทางด้านกองทัพอเมริกันเองก็ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยมีโครงการมอนทอคเกิดขึ้นบนเกาะลองไอส์แลนด์ ทว่าการปฏิเสธในลักษณะนี้มักทำอะไรกลุ่มผู้เชื่อไม่ได้ เพราะรัฐบาลอเมริกันก็เคยปฏิเสธเรื่องการวิจัยการควบคุมจิตใจและการมองเห็นระยะไกลเช่นนี้มาแล้ว จนกระทั่งวินาทีที่เอกสารลับของโครงการ MK-Ultra และโครงการอื่นๆ ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ
แม้ชาวเมืองส่วนใหญ่จะมองว่าเรื่องโครงการมอนทอคเป็นเรื่องที่กุขึ้นมา แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปักใจเชื่อคำยืนยันของกองทัพเสียทีเดียวว่าสถานีกองทัพอากาศมอนทอคนั้นขาวสะอาดโปร่งใสไปเสียหมด
แม้แนวคิดของโครงการมอนทอคจะฟังดูน่าสยดสยองเพียงใด แต่โครงการมอนทอคและเรื่องราวสุดพิสดารที่เกี่ยวข้องก็ยังคงก้ำกึ่งอยู่ในโลกของเรื่องแต่ง แต่ในอนาคตอันใกล้หรืออีกหลายสิบปีข้างหน้า จะมีหลักฐานบางอย่างปรากฏออกมาจากคลังเอกสารลับของรัฐบาลหรือไม่?
บางทีอาจมีเพียงกาลเวลาเท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้คำตอบ
ครั้งต่อไปที่คุณดู Stranger Things ลองถามตัวเองดูอีกครั้งว่า สิ่งที่เห็นบนหน้าจอคือจินตนาการของผู้สร้าง หรือเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริงที่ใครบางคนพยายามบอกเรากันแน่
โฆษณา