2 เม.ย. เวลา 00:53 • ข่าวรอบโลก

แปดล้านคนที่ไม่ใช่ฝ่ายซ้าย

ทำไม "No Kings" ถึงน่ากลัวสำหรับทรัมป์มากกว่าการประท้วงทุกครั้งที่เคยเกิดขึ้นในอเมริกา
วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2026 คนอเมริกันประมาณ 8 ถึง 9 ล้านคนเดินออกจากบ้านพร้อมกัน ใน 3,300 จุดทั่ว 50 รัฐ ตำรวจรัฐมินนิโซตาประเมินว่ามีผู้ชุมนุมราว 100,000 คนที่รัฐสภามินนิโซตาในเซนต์พอล ผู้จัดงานอ้างตัวเลข 200,000 คน นิวยอร์กซิตี้ประเมินกว่า 350,000 คน ชิคาโกราว 200,000 คน
ซานฟรานซิสโกกว่า 40,000 คน แม้แต่เมืองเล็กๆ อย่าง Clarkesville ในจอร์เจีย, Rocky Ford ในโคโลราโด และ Kotzebue ในอลาสก้า ชุมชนที่ห่างไกลจนต้องนั่งเครื่องบินไป ก็มีคนออกมายืนถือป้าย ตำรวจนิวยอร์กรายงานว่าจับกุม "ศูนย์คน" จากการประท้วง นี่คือการประท้วงวันเดียวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา
ตัวเลขเก้าล้านคนอาจฟังดูเหมือนตัวเลขที่ผู้จัดงานโม้ แต่สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้น่าเชื่อถือคือรูปแบบการเติบโต การประท้วง No Kings ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2025 มีผู้เข้าร่วมราว 5 ล้านคน ครั้งที่สองในเดือนตุลาคม 2025 ราว 7 ล้านคน ครั้งที่สามคือเมื่อวานนี้ 8 ถึง 9 ล้านคน แต่ละครั้งเพิ่มขึ้นราว 2 ล้านคน และแต่ละครั้งขยายตัวเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่เคยมีการประท้วงมาก่อน
สิ่งที่ทำให้ No Kings ครั้งที่สามแตกต่างจากสองครั้งแรกไม่ใช่ขนาด แต่คือภูมิศาสตร์ ผู้จัดงานระบุว่าสองในสามของการลงทะเบียนเข้าร่วมมาจากนอกเมืองใหญ่ ไม่ใช่แค่เมืองฝ่ายเสรีนิยมอย่างพอร์ตแลนด์ ซานฟรานซิสโก หรือนิวยอร์ก แต่รวมถึงเมืองในรัฐสีแดงที่รีพับลิกันครองมาตลอด เท็กซัส ฟลอริดา และโอไฮโอ แต่ละรัฐมีกิจกรรมเกิน 100 จุด ไอดาโฮ ไวโอมิง มอนทานา ยูทาห์ เซาท์ดาโกตา ลุยเซียนา ล้วนมีการประท้วงหลักสิบจุด
ในเมือง Salt Lake City เมืองหลวงของรัฐยูทาห์ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรครีพับลิกันมาหลายทศวรรษ มีคนออกมาราว 8,000 คน ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ Mikie Sherrill พูดที่เมือง Princeton ข้างอนุสาวรีย์ที่รำลึกถึงชัยชนะของ George Washington เหนือกองทัพ King George III ในปี 1777 สัญลักษณ์นั้นไม่ได้เลือกมาโดยบังเอิญ
ที่เมืองพรอวิเดนซ์ รัฐโรดไอแลนด์ Forrester Merripan ชายวัย 34 ปี มาประท้วงเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาถือป้ายเขียนว่า "เราเผาเรือ Gaspee ด้วยเหตุผลน้อยกว่านี้" อ้างถึงเหตุการณ์ที่ชาวอาณานิคมเผาเรือเก็บภาษีของอังกฤษในปี 1772 เขาบอกว่า "ผมรู้สึกว่าตัวเองอยู่ข้างสนามมานานเกินไป
ดูสถานการณ์ในประเทศนี้เร่งตัวขึ้นเรื่อยๆ" ในเมืองพอร์ตแลนด์ ผู้ประท้วงคนหนึ่งถือป้ายเขียนว่า "แย่ขนาดนี้ แม้แต่คนเก็บตัวยังออกมา" ข้อความเหล่านี้ไม่ได้พูดภาษาของนักเคลื่อนไหวอาชีพ มันพูดภาษาของคนธรรมดาที่ไม่เคยออกมาประท้วงอะไรในชีวิต
เหตุผลที่คนเหล่านี้ออกมาไม่ใช่เรื่องเดียว มันซ้อนกันหลายชั้น เริ่มจากปฏิบัติการ Operation Metro Surge ซึ่งเป็นการบุกจับผู้อพยพผิดกฎหมายครั้งใหญ่ในมินนิอาโปลิสที่ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ ICE ยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิตสองคน Renée Good และ Alex Pretti ทั้งสองไม่ใช่ผู้อพยพ พวกเขาเป็นพลเมืองอเมริกันที่ถูกยิงระหว่างปฏิบัติการ
เหตุการณ์นี้จุดชนวนการหยุดงานทั่วไปในมินนิโซตาเมื่อเดือนมกราคม แล้วลามไปทั่วประเทศ จากนั้นสงครามอิหร่านเริ่มขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ น้ำมันพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ค่าครองชีพพุ่งตาม USPS ประกาศเก็บค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ดอกเบี้ยบ้านพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหกเดือน ทุกอย่างที่ทำให้ชีวิตประจำวันแพงขึ้นเกิดขึ้นพร้อมกัน
มินนิโซตาถูกเลือกเป็นจุดหลักของการประท้วงครั้งนี้ไม่ใช่เพราะมันเป็นเมืองเสรีนิยม แต่เพราะมันเป็นสถานที่ที่พลเมืองอเมริกันถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสังหาร Bruce Springsteen ขึ้นเวทีเป็นศิลปินหลัก Joan Baez นักร้องวัย 85 ปีที่เคยร้องเพลงในการเดินขบวนสิทธิมนุษยชนสมัย Martin Luther King Jr. ก็มา Jane Fonda ก็มา วุฒิสมาชิก Bernie Sanders ก็มา
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคนดังคือสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก ใน Eudora, Kansas ใน Seward, Alaska ใน East Glacier Park, Montana เมืองเหล่านี้ไม่เคยมีการประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีมาก่อน การที่คนในเมืองเหล่านี้ออกมายืนถือป้ายหน้าศาลาว่าการ หมายความว่าบางอย่างเปลี่ยนไปในระดับที่ลึกกว่าอุดมการณ์
ทำเนียบขาวตอบโต้ด้วยการเรียกการประท้วงว่าเป็นผลผลิตของ "เครือข่ายทุนฝ่ายซ้าย" ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจริง ปัญหาของคำอธิบายนี้คือมันไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงสองข้อ ข้อแรก สองในสามของจุดประท้วงอยู่นอกเมืองใหญ่ "เครือข่ายทุนฝ่ายซ้าย" ไม่ได้ส่งคนไปเมือง Rocky Ford ในโคโลราโดที่มีประชากรไม่ถึงหมื่นคน
ข้อสอง คะแนนนิยมทรัมป์อยู่ที่ 37 เปอร์เซ็นต์ ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มวัด คน 57 เปอร์เซ็นต์ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของ Elon Musk ใน DOGE เมื่อคนมากกว่าครึ่งประเทศไม่เห็นด้วย มันไม่ใช่ "ฝ่ายซ้าย" อีกต่อไป มันคือเสียงส่วนใหญ่
การประท้วงยังขยายออกไปนอกสหรัฐ มีการชุมนุมในกว่าสิบประเทศ ตั้งแต่ยุโรป อเมริกาใต้ จนถึงออสเตรเลีย ในกรุงโรม ผู้ประท้วงหลายพันคนเดินขบวนต่อต้าน Giorgia Meloni ในลอนดอนมีป้ายต่อต้านสงครามอิหร่าน ในปารีส ชาวอเมริกันที่อาศัยในฝรั่งเศสรวมตัวกับสหภาพแรงงานฝรั่งเศสที่จัตุรัสบาสตีย์ ประเทศที่มีระบอบกษัตริย์เปลี่ยนชื่อการประท้วงเป็น "No Tyrants" แทน สิ่งที่เริ่มจากการประท้วงในประเทศกลายเป็นสัญลักษณ์ข้ามชาติของการต่อต้านอำนาจนิยม
สิ่งที่ไม่มีใครพูดถึงในการรายงานทั่วไปคือการเปรียบเทียบกับ Women's March ในปี 2017 ซึ่งเคยถือสถิติการประท้วงวันเดียวที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาด้วยผู้เข้าร่วมราว 3 ถึง 5 ล้านคน No Kings ครั้งที่สามใหญ่กว่า Women's March เกือบสองเท่า แต่ความแตกต่างที่สำคัญกว่าขนาดคือองค์ประกอบ Women's March เกิดขึ้นในเมืองใหญ่เป็นหลัก วอชิงตัน นิวยอร์ก ลอสแองเจลิส ชิคาโก ฐานเสียงเดโมแครตทั้งนั้น No Kings ขยายเข้าไปในเมืองเล็ก ชุมชนชนบท และรัฐสีแดง ซึ่งหมายความว่าฐานเสียงของทรัมป์เองก็เริ่มแตก
เมื่อรวมกับผลเลือกตั้งซ่อมในฟลอริดาที่ Emily Gregory พลิกเขต Mar-a-Lago จากแดงเป็นน้ำเงินเมื่อไม่กี่วันก่อน ภาพที่ปรากฏคือพรรครีพับลิกันกำลังสูญเสียพื้นที่ในบ้านตัวเอง สงครามอิหร่านที่ไม่มีทางออกชัดเจน ค่าครองชีพที่พุ่ง เจ้าหน้าที่ ICE ที่ยิงพลเมือง และการปิดตัวของ DHS ที่ทำให้คิวตรวจสนามบินยาวเกินสี่ชั่วโมง
ทั้งหมดนี้ซ้อนกันเป็นคลื่นที่ซัดเข้าหาฐานเสียงรีพับลิกันโดยตรง เพราะคนที่บินบ่อย คนที่ขับรถเติมน้ำมันทุกสัปดาห์ คนที่ผ่อนบ้าน ไม่ใช่คนนิวยอร์กที่นั่งรถไฟใต้ดินไปทำงาน มันคือคนชนบทและชานเมืองที่โหวตให้ทรัมป์
การเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน 2026 อยู่ห่างออกไปแค่เจ็ดเดือน ถ้าแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป พรรครีพับลิกันไม่ได้แค่เสี่ยงเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร มันเสี่ยงเสียเสียงข้างมากในระดับที่ทำให้การถอดถอนประธานาธิบดีกลายเป็นความเป็นไปได้ทางคณิตศาสตร์
ผู้ประท้วงคนหนึ่งในมินนิอาโปลิสบอก CNN ตรงๆ ว่าเหตุผลที่เขาออกมาง่ายมาก "ประชาธิปไตยกำลังถูกคุกคาม" Marrianna Richardson หญิงวัย 76 ปีจากโรดไอแลนด์ ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวมาตั้งแต่สงครามเวียดนาม บอกว่าเธอเคยร่วมการประท้วงหลายแสนคนก่อนสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกในปี 1990 "มันฟื้นศรัทธาของฉันในมนุษยชาติที่มีคนออกมามากพอที่จะทำสิ่งนี้"
ป้ายที่น่าจดจำที่สุดอาจเป็นของชายคนหนึ่งใน St. Paul ที่เขียนว่า "Elvis is the only king" ในวัฒนธรรมอเมริกัน ประโยคนี้ตลก แต่ข้อความที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ไม่ตลกเลย มันบอกว่าอเมริกาไม่เคยยอมรับกษัตริย์ มันบอกว่าประเทศนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อไม่ให้มีคนคนเดียวอยู่เหนือกฎหมาย และเมื่อคนแปดล้านคนเดินออกจากบ้านพร้อมกันในวันเดียวเพื่อพูดข้อความนี้ซ้ำ มันไม่ใช่การประท้วงอีกต่อไป มันคือการลงประชามติที่ไม่ต้องใช้บัตรเลือกตั้ง
การประท้วงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนโกรธมากขึ้น มันเกิดขึ้นเพราะคนที่ไม่เคยโกรธเริ่มโกรธ
โฆษณา