Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
quiet.notes
•
ติดตาม
30 มี.ค. เวลา 12:15 • ปรัชญา
ด้านมืดของความเหงาในผู้หญิง
บางครั้ง การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตไม่ได้ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น มันแค่ทำให้ “ชีวิตมีพื้นที่สงบของตัวเองกลับคืนมา”
ไม่นานมานี้ ฉันได้อ่านบทความหนึ่ง คนเขียนเล่าถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง และสิ่งที่เธอรู้สึกหลังจากดูมันจบ ฉันจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด แต่มีบางความรู้สึกที่มันยังค้างอยู่ในหัวของฉัน
มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้หญิงคนหนึ่งเลือกจะเดินออกมาจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ
ฉันเริ่มคิดต่อจากตรงนั้น เพราะในความเป็นจริง สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่แค่การตัดสินใจเดินออกมา
ส่วนแรก — ทำไมผู้หญิงถึงต้องถูกลงโทษ เมื่อเลือกความสงบแทนความสัมพันธ์?
ฉันเพิ่งดูหนังเรื่อง The Girlfriend ใน Netflix แล้วมันกระทบฉันมาก
มันดึงความทรงจำเก่า ๆ ขึ้นมา และฉันรู้สึกได้ถึงทุกอารมณ์ที่ตัวเอกต้องเผชิญ ตั้งแต่การถูกทำให้ตกหลุมรัก (love-bombed) ไปจนถึงการถูกบิดความจริง (gaslighted) และถูกตัดขาดจากเพื่อนและครอบครัว โดยแฟนหนุ่มที่เป็นคนหลงตัวเอง
เมื่อเธอเริ่มตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่วิถีชีวิตแบบที่เธอต้องการ เธอจึงลุกขึ้นปกป้องตัวเองและบอกเขาว่าเธอพอแล้ว
.
.
จากนั้นการแก้แค้นก็เริ่มต้นขึ้น
Attack of the flying monkeys
แฟนของเธอและกลุ่มเพื่อนของเขา หรือที่เรียกว่า “flying monkeys” เดินไปทั่วมหาวิทยาลัย เล่าเรื่องเธอให้ใครต่อใครฟัง ว่าเธอเป็นผู้หญิงง่าย ๆ และเล่ารายละเอียดว่าพวกเขามีอะไรกันกี่ครั้ง ก่อนที่เขาจะทิ้งเธอ
เมื่อผู้ชายคนอื่นเริ่มเข้าหาเธอเพื่อหวังมีเซ็กซ์ หลังจากได้ยินเรื่องพวกนั้น เธอก็พังทลายลงทันที
ในตอนนั้น มันชัดเจนเลยว่า สิ่งที่เจ็บที่สุดไม่ใช่คำโกหก แต่คือการที่สังคมพร้อมจะร่วมมือกันลงโทษผู้หญิงคนหนึ่ง เพียงเพราะเธอเลือกจะเดินออกมา
ส่วนกลาง — เวที
เธอขึ้นเวที และพูดต่อหน้าคนทั้งโลกว่า ใช่ เธอเคยคบกับผู้ชายคนนี้ และใช่ เธอเคยนอนกับเขา แล้วมันยังไงล่ะ?
แต่เขากลับบิดมันให้กลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ
แต่ถ้าเธอไม่เจอใครแบบนั้น เธอก็ยังโอเค
ฉันอยากลุกขึ้นปรบมือให้เธอเลย
เธอเลือกที่จะอยู่คนเดียว เลือกคนที่อยากอยู่ด้วยอย่างพิถีพิถัน สนุกกับอาชีพการงาน และใช้ชีวิตให้เต็มที่
ฉันรู้ว่าเรื่องนี้จะถูกมองยังไง ผู้หญิงที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและอิสรภาพของตัวเอง มักจะไม่ค่อยได้รับความเห็นใจเท่าไหร่
ฉันอยากหยิบ “ความรู้สึกนั้น” มาพูดต่อ
ถ้ามองกลับไปที่สังคม สิ่งที่สะท้อนออกมาไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน แต่มันคือโครงสร้างความคิดที่ยังคงตัดสินผู้หญิงจากเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ
สังคมให้อำนาจกับ “คนที่เล่า” มากกว่า “คนที่อยู่ในเหตุการณ์” ใครพูดก่อน เรื่องของคนนั้นจะกลายเป็นความจริงไปทันที ยิ่งเล่าได้มั่นใจ คนก็ยิ่งเชื่อ โดยไม่ต้องรอว่าอีกฝั่งจะพูดอะไร
เพราะมันเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย และสนุกต่อการลดเกียรติของคนอื่น ไม่สำคัญด้วยซ้ำว่ามันจะจริงหรือไม่
สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่การถูกทำร้ายในความสัมพันธ์ แต่คือการที่เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งเลือกจะเดินออกมา เธอกลับต้องเผชิญกับการถูกลงโทษจากสายตาของคนรอบข้าง เหมือนการเลือกตัวเองกลายเป็นสิ่งที่ต้องอธิบาย
มันทำให้เห็นว่า สังคมยังไม่ได้ตั้งคำถามกับคนที่ทำร้ายมากพอ แต่กลับตั้งคำถามกับคนที่ “ทนไม่ไหว” แทน และผู้หญิงก็มักจะเสียเปรียบกว่าเสมอ ซึ่งมันไม่แฟร์เลย
แต่สิ่งที่ฉันชอบที่สุดในเรื่องนี้คือ เธอยืนหยัดเพื่อตัวเอง เธอไม่ขอให้ใครเข้าใจ เธอแค่ยืนอยู่กับความจริงของตัวเองแบบไม่อาย ไม่ลดตัวเองเพื่อให้คนอื่นสบายใจ และไม่รีบหาคนใหม่เพื่อพิสูจน์ว่าเธอ “ยังมีค่า”
เธอแค่เลือกใช้ชีวิตต่อไป โดยไม่ยอมให้ความผิดพลาดในอดีตมาลดคุณค่าของเธอ แค่นั้นก็ชัดพอแล้วว่าเธอไม่ได้แพ้
ความเหงาที่ไม่มีใครเตือนผู้หญิงให้ระวัง
ฉันต้องตัดสินใจเรื่องยาก ๆ หลายอย่างในชีวิต และผลลัพธ์ก็คือความเหงาแบบที่ฉันเลือกเอง
คนอาจคิดว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะไม่เหงา แต่ความจริงคือมันเกิดขึ้นบ่อยมาก แม้ในชีวิตแต่งงาน ฉันรู้ดี
สำหรับผู้หญิงหลายคน คุณอาจไม่มีความสุขในชีวิตแต่งงาน ถูกปฏิบัติไม่ดีจากครอบครัวฝ่ายสามี ไม่มีความสุขในเรื่องบนเตียง และไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อของให้ตัวเอง เพราะคุณไม่มีอิสระ หรือไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ
แต่คุณก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะแรงกดดันจากสังคม ครอบครัว และศาสนา ทำให้คุณต้องอยู่ต่อ พูดอีกแบบคือ คุณต้องทนทุกข์อยู่เงียบ ๆ
และสิ่งที่น่าประหลาดคือ ความเงียบนั้นกลับถูกมองว่าเป็นความแข็งแกร่ง ผู้คนรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น เมื่อพวกเขาแต่งเติมการเอาตัวรอดให้ดูเหมือนเป็นคุณธรรม
จากประสบการณ์ของฉัน ความเหงาที่น่าเศร้าที่สุด คือความเหงาที่คุณเผชิญเมื่อยังอยู่ในความสัมพันธ์ แต่คุณกับอีกคนกลับเดินไปคนละทาง
และสิ่งที่แย่กว่านั้น คือภาพลักษณ์ของความสุขที่คุณพยายามสร้าง ว่าทุกอย่างยังดีอยู่ ผ่านโซเชียลมีเดีย
ฉันก็เคยทำแบบนั้นเหมือนกัน แต่ความจริงคือมันไม่เคยสะท้อนเลย ว่าฉันเหงาและไม่มีความสุขแค่ไหนในชีวิตแต่งงาน
การเลือกอยู่คนเดียว
ฉันเลือกที่จะไม่แต่งงานอีก เพราะฉันอยากใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง และถ้าราคาที่ต้องจ่ายคือความเหงา มันก็ยังดีกว่าการค่อย ๆ อยู่ในชีวิตที่ไม่มีทางออก
บางคนอาจบอกว่ามันง่ายสำหรับฉัน เพราะฉันเป็นผู้หญิง และผู้หญิงหาเพื่อนได้ง่าย แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือ ฉันไม่ชอบความสัมพันธ์ฉาบฉวย และรู้สึกอึดอัดกับการจับกลุ่มซุบซิบนินทา
ฉันเลือกใช้เวลาของตัวเองไปกับสิ่งที่สร้างสรรค์ มองหากิจกรรมที่ทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น มันดีกว่าการเอาความเจ็บปวดของตัวเองไปโยนใส่คนอื่น
มันแปลกดีนะที่บางคนมองฉันแบบนั้น บางคนอาจเผลออิจฉา เพราะดูเหมือนฉันมีอิสระ อยากไปไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องติดอยู่กับบทบาทในครัว หรือหน้าที่ในบ้าน
แต่ในขณะเดียวกัน ผู้หญิงอีกหลายคนยังต้องคิดก่อนใช้เงิน คิดก่อนตัดสินใจในหลายเรื่อง และต้องอยู่กับผลของสิ่งที่ตัวเองเลือก
สิ่งที่ฉันกำลังพูดถึงจริง ๆ คืออิสระในแบบที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ไม่ใช่อิสระที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเรื่องเล็ก ๆ อย่างการใช้เงินของตัวเอง การตัดสินใจเอง หรือการได้อยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร
และบางที สิ่งที่ดูธรรมดาสำหรับบางคน อาจเป็นสิ่งที่อีกหลายคนยังต้องพยายามต่อรองอยู่ทุกวัน
สุดท้ายแล้ว มันอาจไม่ใช่เรื่องของว่าใครเลือกชีวิตแบบไหนดีกว่าใคร แต่เป็นเรื่องของเงื่อนไขชีวิตที่ต่างกัน และสิ่งที่แต่ละคนต้องยอมรับ เพื่อให้ได้ความสบายใจในชีวิตในแบบที่ตัวเองเลือก
การเดินออกมา (Walking Away)
ฉันจำได้แม่นเลย ตอนที่นักเขียนพูดถึงบทสรุปของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะมันดังก้องอยู่ในหัวของฉันมากที่สุด
ในตอนท้ายของหนัง The Girlfriend ตัวเอกวิ่งเข้าไปหาแฟนเก่าที่นิสัยแย่ พร้อมจะฟาดเขาด้วยกีตาร์ให้เละ แต่เธอก็หยุดชะงัก แล้วพูดความจริงออกมาด้วยน้ำเสียงดูถูกเหยียดหยามว่า
“แกมันก็แค่นี้แหละ”
จากนั้นเธอก็ทิ้งกีตาร์ แล้วเดินจากไป
ความเงียบหลังจากนั้น อึดอัดจนแทบทนไม่ไหว
การที่เธอหันหลังให้เขาและเดินจากไปนั้น เป็น สิ่งที่สร้างความอับอายขายหน้าที่สุดให้กับคนหลงตัวเองที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของเธอได้
ส่วนสุดท้าย — การได้กลับคืนมา
ถ้าเรายังมองว่าการอยู่คนเดียวคือ “ความเหงา” เป็นหลัก มันจะทำให้ทุกการตัดสินใจของผู้หญิงถูกตีความว่าเป็นการแลก หรือเป็นการเสียบางอย่างไปเสมอ
ทั้งที่จริงแล้ว สำหรับบางคนมันไม่ใช่การเสีย แต่มันคือการได้บางอย่างกลับมา
ได้กลับมาเป็นตัวเอง
ได้กลับมาหายใจแบบไม่ต้องระวัง
ได้กลับมาอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ต้องพยายามมากเกินไปเพื่อให้ใครพอใจ
และสิ่งนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องรอง หรือถูกบิดความหมายไปตามสายตาของสังคม
“สำหรับฉัน การแต่งงานที่ล้มเหลว ไม่ใช่ความล้มเหลวของตัวฉัน”
ฉันไม่ใช่เหยื่อ และฉันจะไม่อยู่ที่เดิมจนกลายเป็นคนที่ขมขื่น โกรธ หรือหมดแรงไปกับมัน
ฉันเลือกจะออกมา
ครั้งเดียวแล้วจบ
ดีกว่าต้องวนอยู่ในวงจรเดิม ๆ
แล้วหวังว่าผลลัพธ์จะเปลี่ยน
สุดท้ายแล้ว สำหรับฉัน ความเหงาไม่ใช่โรค แต่มันคือการได้รู้ว่าอะไรที่ฉันเสียไป และอะไรที่ฉันจะไม่ยอมอีก
รวมถึงอิสรภาพในการใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง
ไม่ว่าโลกจะมองฉันยังไงก็ตาม
— quiet.notes
ภาพประกอบ: Frank Ching / Unsplash
เรื่องเล่า
ความรักความสัมพันธ์
ไลฟ์สไตล์
1 บันทึก
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย