5 ชั่วโมงที่แล้ว • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ล่าเรื่องร้อน รู้ให้ลึก EP.15 ความลับของ E-3 Sentry

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน สงครามอิหร่านก็ไม่มีทีท่าว่าจะจบลง เมื่อวันอาทิตย์มีข่าวร้อนแรงเข้ามา ตอนนั้นผู้เขียนเข้าใจว่าน่าจะเป็นเฟกนิวส์ เพราะในสงครามยุคใหม่ไม่ได้มีแค่การใช้กำลังรบแบบ fullscale ทั้งบก เรือ อากาศ แต่ยังมีการใช้ข่าวสารในการทำสงครามเช่นเดียวกับสงครามไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ เพื่อเป็นการสร้างความได้เปรียบในการรบยุคใหม่ การข่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ในสงครามอิหร่านความจริงที่ผู้เขียนช็อคคือไปดูมากี่สำนักข่าวเพื่อเตรียมนำเสนอลงในบทความ ก็รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง นั่นคือการโจมตีทางอากาศด้วยขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิคและโดรนพลีชีพจากอิหร่านที่ฐานทัพอากาศในซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ E-3 Sentry จำนวนหนึ่งถูกทำลาย ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ทุกช่องรายงานเป็นเรื่องจริง สำหรับที่มาของเครื่องบินแบบนี้จะมีความเป็นมาอย่างไร ไปติดตามกันครับ
ในวันที่ 27 มีนาคมปีค.ศ.2026 กองทัพอากาศสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้กำลังรบทางอากาศอยู่ในสภาวะตาบอดทันทีในดินแดนอ่าวเปอร์เซีย เมื่อขีปนาวุธของกองทัพอิหร่านพุ่งเป้าโจมตีฐานทัพอากาศสำคัญ ส่งผลให้เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ E-3 Sentry ถึง 4 ลำถูกทำลายภายในเวลาเพียง 18 ชั่วโมง โดย 2 ลำถูกทำลายที่ฐานทัพอากาศ Prince Sultan ในซาอุดีอาระเบีย อีกหนึ่งลำที่ฐานทัพอากาศ Al Udeid ในกาตาร์ และอีกลำในสนามบินลับที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อ
Boeing 707 ที่ใช้งานสำหรับสายการพาณิชย์
ความสูญเสียครั้งนี้คิดเป็น 12% ของฝูงบิน E-3 ทั้งหมดที่มีอยู่เพียง 33 ลำในกองทัพสหรัฐฯ สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าตัวเลขคือความสามารถด้านข่าวกรองของอิหร่านที่รู้พิกัดการจอด ตารางการบำรุงรักษา และช่วงเวลาที่เครื่องบินเหล่านี้จะอยู่บนพื้นดินพร้อมกันทั้งหมด
การสูญเสีย E-3 ไม่ใช่แค่การเสียเครื่องบินสนับสนุน แต่มันคือการสูญเสียแกนนำของกำลังทางอากาศทั้งหมด ทำให้เหล่านักบินขับไล่ต้องออกปฏิบัติการในสภาพที่วิกฤตเช่นนี้เปรียบได้กับฝูงบินรบเหมือนกับคนตาบอด ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับกองทัพอากาศสหรัฐฯนับตั้งแต่สงครามเกาหลี
เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ E-3 Sentry ที่ทุกท่านคุ้นหน้าค่าตาจากในหนัง Hollywood บางเรื่องที่กองทัพสหรัฐฯเข้าไปมีบทบาทรวมถึง Transformer ภาค 2 ถ้าใส่เลขภาคผิด รบกวนท่านผู้อ่านช่วยบอกผู้เขียนได้นะครับ
เครื่องบินแบบนี้ได้เริ่มทำการทดสอบ ในเดือนตุลาคมปีค.ศ.1975 โดย E-3 Sentry เป็นการนำโครงสร้างของเครื่องบินโดยสาร Boeing 707-320 จากสายการผลิตมาดัดแปลงเพื่อติดตั้งระบบควบคุมภารกิจทางการทหารและเรดาร์ เครื่องบินแบบดังกล่าวในล็อตแรกถูกส่งมอบให้กับฐานทัพอากาศ Tinker ในปีค.ศ.1977 และเริ่มปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
Boeing 707 ของสายการบิน Saudi Arabia Air Lines ทะเบียน HZ-HM3
สิ่งที่ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้โดดเด่นคือ Radome ขนาดมหึมารูปทรงคล้ายจานสีดำ 2 ใบประกบกัน จานเรโดมใบนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 ฟุต หรือประมาณ 9.14 เมตร และหนา 6 ฟุต ติดตั้งอยู่เหนือลำตัวเครื่อง เรโดมถูกออกแบบให้ลาดเอียงไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อช่วยในเรื่องอากาศพลศาสตร์และลดแรงต้านขณะบิน ภายในบรรจุระบบเรดาร์แบบ Doppler เช่น AN/APY-1 หรือ AN/APY-2 ที่สามารถตรวจจับเป้าหมายได้ตั้งแต่ระดับต่ำกว่าต้นไม้ไปจนถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์
ภายใน E-3 ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์บัญชาการและควบคุม มีคอนโซลควบคุมสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 13 ถึง 19 คน เพื่อตรวจสอบและจัดการสถานการณ์รบ
โดยในรุ่น E-3C มีการเพิ่มคอนโซลควบคุมอีก 5 จุดจากรุ่นมาตรฐาน เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ E-3 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบแฟน 4 เครื่องยนต์ โดยส่วนใหญ่เป็นรุ่น Pratt & Whitney TF33-PW-100A ส่วนในรุ่นที่ประจำการในบางประเทศอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษจะเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ General Electric CFM56 แทน
E-3 ไม่เพียงแต่ใช้สำหรับเป็นศูนย์บัญชาการรบทางอากาศเท่านั้น ยังมีพื้นที่พักผ่อนของลูกเรือ เนื่องจากการปฏิบัติภารกิจในแต่ละครั้งมีความยาวนาน ซึ่งปกติ E-3 จะทำการบินนาน 8 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง ภายในเครื่องบินแบบนี้จึงมีการออกแบบพื้นที่พักผ่อนสำหรับลูกเรือไว้โดยเฉพาะ เพื่อรองรับภารกิจที่อาจยาวนานขึ้นเมื่อมีการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
E-3G Sentry
E-3 ได้รับการออกแบบให้มีขีดความสามารถในการรับการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเหมือนเครื่องบินรบที่มีขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจอยู่บนฟ้าได้นานต่อเนื่องหลายชั่วโมงหรือหลายวันตามความจำเป็น โดยมีท่อเติมเชื้อเพลิงอยู่ในบริเวณห้องนักบิน
แม้จะไม่มีอาวุธโจมตีเหมือนเครื่องบินรบ แต่ E-3 ออกแบบมาให้สามารถสลับเรดาร์เข้าสู่ passive mode ซึ่งจะหยุดการส่งสัญญาณเพื่อป้องกันไม่ให้ขีปนาวุธต่อต้านเรดาร์ของฝ่ายตรงข้ามตรวจจับพิกัดได้ อีกทั้งมีการติดตั้งระบบการสื่อสารที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง สามารถส่งต่อข้อมูลข่าวกรองที่ทันสมัยและ Real Time ไปยังหน่วยงานภาคพื้นดิน กองเรือ หรือเครื่องบินแบบอื่น ๆ ในสงครามได้ทันที
การเข้าประจำการของเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ E-3 Sentry ที่ฐานทัพอากาศ Tinker ในปีค.ศ.1977 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การเปิดมิติใหม่แห่งสงครามทางอากาศ โดยเปลี่ยนจากเพียงการเฝ้าระวังมาเป็นการบริหารจัดการสนามรบแบบเบ็ดเสร็จ
E-3 Sentry ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้การเฝ้าระวังต้องพึ่งพาเรดาร์ภาคพื้นดินที่มีข้อจำกัดด้านส่วนโค้งของโลก แต่การมาของ E-3 ที่ติดตั้งเรดาร์แบบ Doppler ทรงประสิทธิภาพ ทำให้สามารถตรวจจับเป้าหมายได้ตั้งแต่ระดับยอดไม้ไปจนถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ในระยะหลายร้อยไมล์
E-3 ลำเดียวที่บินระดับ 30,000 ฟุต สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างกว่า 120,000 ตารางไมล์ ทำให้ผู้บัญชาการเห็นภาพรวมของสนามรบทั้งหมดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
E-3 ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เตือนภัยที่อาจเกิดขึ้นต่ออากาศยานพวกเดียวกัน แต่เป็นศูนย์บัญชาการและควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ โดยภายในเครื่องมีเจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯที่ถูกคัดเลือกให้มาทำหน้าที่เป็นมันสมองของการปฏิบัติการทางทหาร อีกทั้งระบบเครื่องควบคุมและเเจ้งเตือนภัยทางอากาศ E-3 สามารถติดตามเป้าหมายได้มากกว่า 600 เป้าหมายพร้อมกัน และแยกแยะอากาศยานฝ่ายเดียวกันหรือศัตรูได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถสั่งการรบและปรับเปลี่ยนยุทธวิธีได้ทันทีบนท้องฟ้าเมื่อประสบสถานการณ์เฉพาะหน้า
มิติใหม่ที่สำคัญคือการทำให้เครื่องบินขับไล่ฝ่ายเดียวกันถูกตรวจจับยากบนจอเรดาร์ เนื่องจากนักบินสามารถปิดเรดาร์ของตนเอง เพื่อไม่ให้เรดาร์ศัตรูตรวจพบพิกัดก่อนที่จะถึงเป้าหมายที่ต้องการโจมตี แต่นักบินรบที่ร่วมทำการบินยังคงมองเห็นความเคลื่อนไหวของกองกำลังฝ่ายศัตรูได้ผ่านข้อมูลที่ E-3 ส่งมาให้ สิ่งนี้ช่วยให้เครื่องบินรบฝ่ายพันธมิตรสามารถบินเข้าถล่มกองทัพฝ่ายศัตรูได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำโดยที่ศัตรูไม่ทันตั้งตัว
E-3 AWACS ที่ฐานทัพอากาศคาดีน่า ประเทศญี่ปุ่น
ในสงครามจริง เครื่องบินควบคุมและเเจ้งเตือนภัยทางอากาศ E-3 Sentry ปฏิบัติหน้าที่เป็นกุนซือของการรบทางอากาศมาอย่างยาวนานนับทศวรรษ โดยทำหน้าที่ประสานงานร่วมกับฝูงบินรบในสมรภูมิสำคัญหลายครั้ง
โดยที่แรกที่ E-3 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ออกปฏิบัติการในภูมิภาคตะวันออกกลางคือ Opertion Desert Storm เหนือน่านฟ้าอิรักในปีค.ศ.1991E-3 ปฏิบัติภารกิจมากกว่า 400 ครั้ง และใช้เวลาทำการบินรวมกว่า 5,000 ชั่วโมง
ในสงครามอ่าวเครื่องบินแบบนี้สามารถติดตามเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศอิรักได้ตั้งแต่วินาทีที่ล้อพ้นรันเวย์ แม้ E-3 จะบินอยู่ห่างออกไปกว่า 200 ไมล์ ก็ร่วงจากฟ้าได้ก่อนที่จะเข้าปะทะกับกองทัพอาก่าศชาติพันธมิตร E-3 มีส่วนช่วยในการทำลายเครื่องบินรบของอิรักได้ถึง 38 ลำ และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีการสูญเสียเครื่องบินรบฝ่ายพันธมิตรเลยในการสู้รบทางอากาศ  ภายใต้การควบคุมและบัญชาการของ E-3
E-3C Sentry ของกองทัพอากาศซาอุดิอาระเบีย
ต่อมาเมื่อเกิดสงครามในบอสเนีย-โคโซโว เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ E-3 ถูกใช้เพื่อสถาปนาเขตห้ามบินและสนับสนุนการโจมตีทางอากาศของกิงทัพอากาศชาติ NATO ในช่วงการแทรกแซงทางทหารของ NATO ในบอสเนีย E-3 สามารถการบินต่อไปได้โดยที่ระบบต่างๆในเครื่องไม่ได้รับผลกระทบจากการพยายามแจมมิ่งสัญญาณของศัตรู
ต่อมาเป็นสงครามในตะวันออกกลางหลังปีค.ศ.2003 E-3 ได้มีบทบาทอย่างต่อเนื่องในตะวันออกกลางนานกว่า 20 ปี นอกเหนือจากการบัญชาการให้อากาศยานฝ่ายพันธมิตรโจมตีเป้สฝาหมายแล้ว ยังทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางการสื่อสารลอยฟ้าที่ส่งต่อข้อมูลจากดินแดนข้าศึกให้กับทหารภาคพื้นดินด้วย
ส่วนในสงครามยูเครน ยังคงมีการใช้ E-3 เฝ้าตรวจภัยคุกคามทางทหารจากชายแดนยุโรปตะวันนออก-รัสเซีย แม้ไม่ได้บินเข้าไปในเขตน่านฟ้าที่ขัดแย้งโดยตรงแต่ E-3 ปฏิบัติภารกิจร่วมกับฝูงบินรบจากกองทัพอากาศชาติพันธมิตรในยุโรปขณะปฏิบัติภารกิจการลาดตระเวนหาข่าวกรองเพื่อการเฝ้าระวัง (ISR : Intelligence, Surveillance, and Reconnaissance)
โดยทำหน้าที่ส่งข้อมูลให้กองทัพอากาศยูเครน ซึ่งข้อมูลจาก E-3 ช่วยให้ฝ่ายรับสามารถทราบความเคลื่อนไหวทางอากาศของรัสเซียได้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เครื่องบินรบของกองทัพอากาศยูเครนรับมือภัยคุกคามได้ดีขึ้น
NATO E-3A
ในสงครามอิหร่านมีรายงานว่า E-3 การปฏิบัติการร่วมกับฝูงบินรบจากอิสราเอลและสหรัฐฯ F-35, F-15, F-16 , F-18 , B-1 ,B-2 และ B-52  ในสงครามนี้ E-3 ทำหน้าบัญชาการฝูงบินขับไล่/โจมตีให้ปิดเรดาร์ของตัวเองก่อนที่จะเข้าสู่การโจมตีแบบ Surprise Attack ในจังหวะเดียวกันนี้ E-3 จะเป็นผู้ส่งข้อมูลพิกัดศัตรูและนำทางให้นักบินเข้าถล่มเป้าหมายทางการทหารได้อย่างแม่นยำ จึงเป็นที่มาของการสูญเสียผู้นำทางการทหารและนักการเมืองหัวอนุรักษ์นิยมในอิหร่านนับตั้งแต่เริ่มต้นสงครามดังที่ทุกท่านได้เห็นข่าวกันไปแล้ว
อดีตเจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศที่เคยงานบนเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ E-3 Sentry และผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารจากชาติตะวันตกได้วิเคราะห์การตัดสินใจล่าสุดของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่จะเปลี่ยนแผนจากการใช้ E-7 Wedgetail มาเป็น E-2D Hawkeye ของกองทัพเรือเพื่อทดแทน E-3 ที่กำลังปลดประจำการ โดยพวกเขามองว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่และเป็นการ Downgrade ขีดความสามารถของกองทัพอากาศสหรัฐฯอย่างรุนแรง
อดีตทหารอากาศในกองทัพอากาศสหรัฐฯได้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแบบจากเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ E-3 ไปเป็น E-7 ที่เป็นเครื่องบินไอพ่นเช่นกันหรืออาจเป็นเครื่องบินแจ้งเตือนภัยทางอากาศล่วงหน้า 2 ใบพัดอย่าง E-2D ว่าเหมือนกับการเปลี่ยนรถบรรทุก 10 ล้อเป็นรถตัดหญ้าเพียงเพราะประหยัดน้ำมันกว่า
อย่างไรก็ตาม E-2D Hawkeye ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน จึงมีข้อจำกัดเรื่องเพดานบิน พิสัยการปฏิบัติการ และระยะเวลาในการบิน ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับมาตรฐานที่กองทัพอากาศต้องการในสมรภูมิระดับทวีป
นับตั้งแต่ค.ศ.2022 NATO ใช้งาน E-3 ในช่วงสงครามยูเครนสำหรับการบัญชาการและควบคุมการปฏิบัติการอากาศของกองทัพอากาศยูเครน
ในขณะที่ E-3 มีเจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศบนประจำการ 13-19 นายเพื่อจัดการสนามรบที่ซับซ้อน แต่ E-2D มีเจ้าหน้าที่เพียง 5 นาย ซึ่ง อดีตทหารอากาศสหรัฐฯ มองว่านี่ไม่ใช่ทางออกในการรบ แต่คือการสร้างสภาวะความเครียดให้กับลูกเรือที่ต้องแบกรับงานมหาศาลเกินกำลัง ประกอบกับ E-2D ถูกสร้างมาเพื่อติดต่อกับกองเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบ
ไม่ใช่เพื่อประสานงานการโจมตีทางอากาศขนาดใหญ่ เช่น การนำทางฝูงบินทิ้งระเบิด B-2 หรือการติดตามขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกในสมรภูมิที่ซับซ้อน อีกทั้งปัญหาสำคัญคือระบบการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศของกองทัพเรือและกองทัพอากาศนั้นแตกต่างกัน การนำ E-2D มาใช้จะสร้างภาระในการปรับปรุงให้ติดตั้งท่อเติมเชื้อเพลิงจากเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งจะเพิ่มความยุ่งยากและเพิ่มแรงเสียดทานในกองทัพอากาศสหรัฐฯ
รมว.กลาโหมอ้างว่าไม่จำเป็นต้องมีเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศล้ำสมัยอย่าง E-7 เพราะอนาคตคือ ระบบตรวจการณ์จากอวกาศ เขาแย้งว่าระบบดาวเทียมเหล่านั้นยังไม่ได้ถูกส่งขึ้นไป หรือยังไม่ได้รับงบประมาณที่เพียงพอ และที่สำคัญคือมันเปราะบางต่อการถูกทำลายโดยศัตรูทางอากาศที่มีขีดความสามารถเหนือกว่า ดังนั้นการทิ้งเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยอากาศยุคสงครามเย็นที่มีบทบาทอยู่ในขณะนี้ ไปหาเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยอากาศรุ่นทันสมัยจึงเป็นการคิดผิดในการดำเนินการยุทธ์ทางอากาศ
E-3 ถือว่าเป็นศูนย์บัญชาการลอยฟ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของฝ่ายโลกเสรีในยุคสงครามเย็น
การตัดสินใจนี้ส่งข้อความไปยังศัตรูว่าสหรัฐฯ จะเปลี่ยนผ่านไปสู่การแจ้งเตือนภัยทางอากาศที่ด้อยกว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะกองทัพอากาศประเทศพันธมิตรหลายแห่งกำลังสั่งซื้อ E-7 Wedgetail รุ่นเดียวกับกองทัพอากาศสหรัฐฯ สนใจ แต่ในขณะเดียวกันหาก USAF หันไปใช้ E-2D จะทำให้เกิดช่องว่างในการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างเหล่าทัพในการรบครั้งใหญ่และการปฏิบัติการทางทหารร่วมกันในอนาคต
ปัจจุบันกองทัพอากาศสหรัฐฯ ยังมีแผนที่จะใช้งาน E-3 Sentry ต่อไปอีกระยะหนึ่ง แม้จะเผชิญกับปัญหาความเก่าแก่และอุปสรรคในการหาเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศรุ่นใหม่มาทดแทน แต่มีการคาดการณ์ว่าฝูงบิน E-3 จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนถึงประมาณปีค.ศ.2035 เพื่อให้เครื่องบินยังคงมีประสิทธิภาพในสงครามสมัยใหม่
กองทัพอากาศสหรัฐฯได้มีการอัปเกรดระบบภายในอย่างต่อเนื่อง เช่น การอัปเกรดให้เครื่องบินแจ้งเตือนภัยทางอากาศ E-3 มีระบบคอมพิวเตอร์และเซนเซอร์ใหม่ทั้งหมด เปรียบเทียบเหมือนการเปลี่ยนจากการนำขยะที่เคยทิ้งมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน การอัพเกรดนี้มีขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ในเครื่องทุกนายที่เฝ้าหน้าจอติดตามสถานการณ์สามารถจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ดีขึ้น
เอกลักษณ์ของ E-3 คือจานเรโดมสีดำที่ลำตัวส่วนบน
กองทัพอากาศสหรัฐฯ เริ่มมองว่าอนาคตของการบริหารจัดการสนามรบอาจไม่ได้อยู่ที่เครื่องบินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบดาวเทียมและเครือข่ายเซนเซอร์ในอวกาศ อย่างไรก็ตาม ระบบในอวกาศเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่สามารถใช้งานได้จริงในระดับที่ทดแทน E-3 ได้ทั้งหมด การปลดประจำการ E-3 โดยที่ยังไม่มีอากาศยานแบบใหม่ที่ทำภารกิจเช่นนี้ที่พร้อมรบจึงถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์
ตัดภาพไปที่สงครามอิหร่าน จากเหตุการณ์การโจมตีทางอากาศของกองทัพอิหร่านที่ส่งผลให้เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ E-3 Sentry ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ด้วยโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ NBC News และแสดงทัศนะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ฐานทัพอากาศ Prince Sultan ในซาอุดีอาระเบีย
เซเลนสกีให้สัมภาษณ์กับ NBC News ว่ากองทัพอิหร่านใช้ ขีปนาวุธเพียง 6 ลูก และโดรน 29 ลำ แต่สามารถสร้างความเสียหายมหาศาล โดยทำให้เครื่องบินควบคุมและเเจ้งเตือนภัยทางอากาศ E-3 Sentry จนลำตัวหักเป็น 2 ท่อน และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ KC-135 อีก 5 ลำได้รับความเสียหาย ความลับของภาพถ่ายดาวเทียมจารกรรมจากรัสเซีย ซึ่งเซเลนสกีเปิดเผยข้อมูลสำคัญว่าได้มีการถ่ายภาพฐานทัพแห่งนี้ถึง 3 ครั้ง ก่อนการโจมตีจริง โดยเขาอธิบายรูปแบบการทำงานของดาวเทียมจารกรรมรัสเซียว่า
ในสงครามอิหร่านนี้ E-3 เป็นกุนซือให้กับกำลังทางอากาศจากสหรัฐฯและอิสราเอล
ฉากทัศน์แรกคือการเตรียมการ ต่อมาฉากทัศน์ที่ 2 คือการล็อกเป้าหมายก่อนโจมตีจริง และฉากทัศน์ที่ 3 คือกสัญญาณเตือนว่าการโจมตีจะเกิดขึ้นภายใน 1-2 วันข้างหน้า ข้อมูลนี้พิสูจน์ให้เห็นว่ารัสเซียให้การสนับสนุนด้านข่าวกรองแก่อิหร่านอย่างใกล้ชิดเพื่อเป้าหมายในการทำลายสินทรัพย์สำคัญของสหรัฐฯ
เซเลนสกีเปรียบเทียบว่าในขณะที่ยูเครนมีทรัพยากรจำกัดแต่สามารถสกัดกั้นโดรนรัสเซียได้ถึง 95.5% แต่สหรัฐฯ ซึ่งมีทุกอย่างพร้อมกลับปล่อยให้เกิดความเสียหายรุนแรง ทหารยูเครนและเซเลนสกีวิจารณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่าสหรัฐฯเสิร์ฟไม่ยั้งจนอาจสิ้นเปลืองงบ โดยใช้ขีปนาวุธ Patriot ถึง 8 ลูกมูลค่า 24 ล้านดอลลาร์ เพื่อสกัดกั้นเป้าหมายทางอากาศเพียงเป้าหมายเดียว คือขีปนาวุธและโดรน
ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่คุ้มค่าและขาดการเรียนรู้กลยุทธ์การป้องกันที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพจากสงครามยูเครน เพราะฉะนั้นจึงส่งผลให้ E-3 ถูกโจมตีได้ง่ายขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
เซเลนสกีใช้จังหวะนี้เดินทางเยือนตะวันออกกลางเพื่อแชร์ประสบการณ์ และลงนามข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศกับซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ภายใน 48 ชั่วโมง โดยชูจุดแข็งว่ายูเครนเป็นประเทศเดียวที่รู้วิธีรับมือกับโดรนอิหร่านและเทคโนโลยีดาวเทียมรัสเซียได้ดีที่สุด
การโจมตีเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยอากาศ E-3 ในครั้งนี้เขาเชื่อว่าวลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียต้องการให้สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ เพื่อให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้รัสเซียมีรายได้มหาศาลมาใช้จุนเจือการทำสงครามต่อไป
การโจมตีของ E-3 ของกองทัพอิหร่านจากการพิสูจน์เป้าหมายโดยดาวเทียมรัสเซีย ทำให้รอบนี้สงครามอาจตึงเครียดกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ข้อมูลจำเพาะ E-3
ผู้สร้าง : บริษัท โบอิง แอโรสเปส (สหรัฐอเมริกา)
ประเภท : เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยอากาศ
ลูกเรือ : นักบิน 2 นาย + เจ้าหน้าที่ 13-19 นาย
เครื่องยนต์ : เทอร์โบแฟน Pratt & Whitney TF33-PW-100A ให้แรงขับเครื่องละ 9,525 กิโลกรัม 4 เครื่อง
กางปีก : 44.42 เมตร
เส้นผ่าศูนย์กลางจานเรโดม : 9.14 เมตร
ความลึกของจานเรโดม : 1.83 เมตร
ยาว : 46.61 เมตร
สูง : 12.93 เมตร
พื้นที่ปีก : 283.4 ตารางเมตร
น้ำหนักเปล่า : 77,110 กิโลกรัม
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด : 147,418 กิโลกรัม
อัตราเร็วขั้นสูง : 1,010 กิโลเมตร/ชั่วโมง
อัตราเร็วเดินทาง: 886 กิโลเมตร/ชั่วโมง
อัตราไต่ : 1,219 เมตร/นาที
เพดานบินใช้งาน : 11,885 เมตร
พิสัยบิน ไกลกว่า : 10,040 กิโลเมตร
สถานะ : อยู่ในประจำการ
ในสงครามอิหร่าน E-3 มีการสูญเสียไป 4 ลำขณะจอดบนลานบินของฐานทัพอากาศในตะวันออกกลาง
การถูกโจมตีของ E-3 ในครั้งนี้ ถูกจับตามอง​จับตามองว่าอาจไม่ได้มีแค่อิหร่านที่สู้รบเพียงลำพังในสงครามเดือด เปลวไฟกำลังร้อนแรงยิ่งขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางจากการเข้ามาของรัสเซียที่ใช้ดาวเทียมหาเป้าหมาย จนนำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่เหนือความคาดหมาย ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในสมการนี้แล้ว แล้วสงครามนี้จะยืดเยื้อหรือไม่ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
NBC News
Wes O' Donnel
Matcimus
KFN
Collapse Codex
Ryan McBeth
wang weilin
soonerstatesspoting
benm1013photo
Dan Stijovich
Gary Vincent
Richard Vandervord
Kjell O Granlund - Scanavphoto
K.BELL
Loris
Ali Mithat Ozdogan-SpotTR
Yannik Siegert
Daniël Obers
เรียบเรียงโดย : นักรบดาวแดง
โฆษณา