31 มี.ค. เวลา 14:21 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ถึงจบสงครามอิหร่านได้ วิกฤตพลังงานก็ยังไม่จบ - Blockdit Originals โดย ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลกถูกปิดลง ช่องแคบนี้รองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 1 ใน 5 ของโลก เมื่อเส้นเลือดนี้ตีบตัน โลกทั้งใบจึงเริ่มหายใจติดขัด
ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนนี้ สหรัฐอเมริกาได้ยื่น “ข้อเสนอ 15 ข้อ” ล่าสุด เพื่อพยายามหาทางลดระดับความขัดแย้งกับอิหร่าน แต่ปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือคำถามพื้นฐานว่า “ใครกันแน่คือผู้มีอำนาจตัดสินใจสุดท้ายในอิหร่าน”
ในโครงสร้างอำนาจของอิหร่านที่ซ้อนทับกันระหว่างผู้นำสูงสุด กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ และรัฐบาลพลเรือน การเจรจาจึงไม่ใช่การคุยกับ “รัฐเดี่ยวที่มีเสียงเดียว” แต่เป็นการคุยกับ “รัฐที่มีหลายศูนย์อำนาจ” ซึ่งอาจคิดไม่ตรงกันด้วยซ้ำ นั่นทำให้แม้จะมีข้อเสนออยู่ตรงหน้า ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อตกลงจะถูกยึดถือจริงหรือไม่
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ต่อให้มีการหยุดยิง มีการพักรบ หรือแม้กระทั่งมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ก็ไม่ได้แปลว่าวิกฤตพลังงานจะจบลงในทันที
1
ตอนนี้ประเทศผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียต้องลดกำลังการผลิตน้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของโลก ก็หยุดชะงักจากการถูกอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ในความเป็นจริง การฟื้นกำลังการผลิตน้ำมันต้องใช้เวลา ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติที่เสียหายในตะวันออกกลางอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการซ่อมแซม
ในฝั่งโลจิสติกส์ ตอนนี้เรือบรรทุกน้ำมันหลายร้อยลำติดค้างในภูมิภาค เส้นทางเดินเรือถูกจำกัด บริษัทประกันภัยเพิ่มเบี้ยประกันขึ้นอย่างรวดเร็ว และเรือขนาดใหญ่ที่ใช้ขนส่งน้ำมันมีจำนวนจำกัด ทำให้การขนส่งไม่สามารถปรับตัวได้ทัน เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากได้เปลี่ยนเส้นทางไปยังภูมิภาคอื่นแล้ว
หากสงครามสิ้นสุดลง การนำเรือเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบเดิมต้องใช้เวลาเป็นเดือน ขณะที่ท่าเรือ คลังสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานที่อาจได้รับความเสียหาย ก็ต้องได้รับการฟื้นฟูอีกพักใหญ่
เมื่อรวมทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน แม้ในสถานการณ์ดีที่สุด โลกก็อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 เดือนกว่าจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คำว่า “หลังสงคราม” จึงไม่ได้หมายถึง “หลังวิกฤต” วิกฤตอาจยืดเยื้อยาวนานกว่าสงครามเสียด้วยซ้ำ
ยังมีอีกความเข้าใจผิดอีกอย่าง นั่นคือความเชื่อว่า ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างสหรัฐฯ จะไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากวิกฤตครั้งนี้
1
ในความเป็นจริง น้ำมันเป็นสินค้าในตลาดโลก ไม่ว่าจะผลิตที่เท็กซัส ซาอุดีอาระเบีย หรืออ่าวเปอร์เซีย ราคาสุดท้ายล้วนถูกกำหนดโดยกลไกอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก ถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นจากซัพพลายที่ลดลงจากตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ก็ต้องปรับสูงขึ้นไปด้วย แม้ว่าทรัมป์จะนั่งยันนอนยันว่าน้ำมันสหรัฐฯ ไม่ได้มาจากช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม
1
นอกจากนั้น แม้ว่า สหรัฐฯ อาจเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่จาก shale oil แต่โครงสร้างของระบบพลังงานอเมริกันไม่ได้พึ่งพาน้ำมันชนิดเดียว โรงกลั่นจำนวนมากยังต้องพึ่งพาน้ำมันดิบชนิดหนักจากตะวันออกกลาง เพื่อนำมาผสมกับน้ำมันดิบชนิดเบาที่ผลิตได้ในประเทศ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน
ดังนั้น เมื่ออุปทานน้ำมันหนักจากตะวันออกกลางสะดุด ต้นทุนของโรงกลั่นสหรัฐฯ จึงพุ่งขึ้นทันที และสะท้อนออกมาในราคาขายปลีกที่ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ต้องจ่าย
ผลกระทบของวิกฤตพลังงานยังไม่ได้จำกัดอยู่ที่น้ำมันหรือก๊าซเท่านั้น ตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียงแหล่งพลังงาน แต่ยังเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ย ยูเรีย พลาสติก และโลหะ เมื่อวัตถุดิบเหล่านี้หยุดชะงัก ผลกระทบจะไหลต่อไปยังภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะ “ปุ๋ย” ซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตอาหาร หากการส่งมอบล่าช้าเพียงหนึ่งฤดูกาล ผลผลิตทางการเกษตรทั้งปีอาจได้รับผลกระทบ
1
ต่อให้สงครามยุติลงเร็วกว่าที่คาด วิกฤตพลังงานก็ยังมีแนวโน้มจะลากยาว และจะถูกส่งต่อไปยัง “วิกฤตพลาสติก” จากต้นทุนปิโตรเคมีที่สูงขึ้น และ “วิกฤตอาหาร” จากปัญหาปุ๋ยและต้นทุนการผลิต
สำหรับประเทศไทย สิ่งที่น่ากังวลคือ “สมมติฐาน” ที่เราใช้มองโลกเรายังมีแนวโน้มจะเชื่อว่า สงครามน่าจะจบได้เร็ว เพราะทุกฝ่ายมีต้นทุนสูง และมีแรงจูงใจที่จะหาทางออก
แต่ประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งระหว่างประเทศสอนเราว่า หลายครั้งวิกฤตยืดเยื้อ เพราะผู้เล่นหลักไม่ได้ตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผล โดยเฉพาะในกรณีของอิหร่าน ซึ่งในเวลานี้กำลังใช้ “พลังงานโลก” เป็น “ตัวประกัน” ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่สามารถฟื้นกลับมาเป็นปกติได้เร็ววันแม้สงครามอาจจะจบไปก่อนได้ก็ตาม
โฆษณา