2 เม.ย. เวลา 12:07 • ประวัติศาสตร์

“บัสตีย์ (Bastille)” วันที่กำแพงคุกพังทลาย และระบอบเก่าล่มสลายตลอดกาล

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1789 (พ.ศ.2332) “คุกบัสตีย์ (Bastille)” ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีสภาพเป็นเพียงอาคารที่ทรุดโทรมและมีนักโทษถูกคุมขังอยู่เพียงเจ็ดคนเท่านั้น ทว่าในความรู้สึกนึกคิดของชาวฝรั่งเศส ป้อมปราการแห่งนี้กลับมีความหมายที่ยิ่งใหญ่ และท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการปฏิวัติที่หนาหูขึ้นเรื่อยๆ คุกบัสตีย์จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความคับแค้นใจที่มีต่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของฝรั่งเศสจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ทลายคุกบัสตีย์ขึ้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 (พ.ศ.2332)
ในเหตุการณ์นี้ ชาวปารีสนับร้อยได้รวมตัวกันบุกปิดล้อมและยึดป้อมปราการแห่งนี้ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส
ในขณะนั้น ความโกรธแค้นในปารีสพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุดหลังจากฝรั่งเศสให้การสนับสนุนการปฏิวัติอเมริกามานานหลายปีจนทำให้ประเทศเผชิญกับภาวะใกล้ล้มละลาย ประกอบกับปัญหาการเก็บเกี่ยวที่ล้มเหลว ภัยแล้ง และราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้น ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาต้องทนเห็นชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือยของ “พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (Louis XVI)” และ “พระนางมารี อ็องตัวแน็ต (Marie Antoinette)” องค์กษัตริย์และราชินีแห่งฝรั่งเศส
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (Louis XVI) และ พระนางมารี อ็องตัวแน็ต (Marie Antoinette)
หลังจากความอัดอั้นตันใจสั่งสมมานานหลายปี “เหตุการณ์ทลายคุกบัสตีย์ (Storming of the Bastille)” ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 (พ.ศ.2332) จึงกลายเป็นก้าวแรกของการใช้ความรุนแรงเพื่อมุ่งสู่การปฏิวัติอย่างเต็มตัว
การปฏิวัติฝรั่งเศสดำเนินต่อเนื่องไปยาวนานเกือบ 10 ปี สูญเสียชีวิตผู้คนไปนับหมื่นคน รวมถึงพระมหากษัตริย์และพระราชินี และเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ไม่เพียงแต่เปลี่ยนโฉมหน้าของฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ฝรั่งเศสได้ทุ่มงบประมาณสนับสนุนการปฏิวัติอเมริกา แต่เมื่อสงครามปฏิวัติอเมริกาสิ้นสุดลงในปีค.ศ.1783 (พ.ศ.2326) ฝรั่งเศสกลับต้องเผชิญกับสภาวะใกล้ล้มละลาย
ขณะเดียวกัน การเก็บเกี่ยวที่ย่ำแย่ติดต่อกันหลายปีได้แพร่กระจายความอดอยากและความไม่พอใจไปทั่วชนบท แม้แต่กลุ่มขุนนางเองก็ยังขุ่นเคืองเมื่อทราบถึงข้อเสนอภาษีที่ดินแบบครอบคลุม ซึ่งจะทำให้พวกเขาไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอีกต่อไป
ท่ามกลางความตึงเครียดที่คุกรุ่นทั่วประเทศ “พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (Louis XVI)” ทรงตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการประกาศเรียกประชุม “สภาฐานันดร (Estates General)” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักบวช (ฐานันดรที่ 1) กลุ่มขุนนาง (ฐานันดรที่ 2) และสามัญชน (ฐานันดรที่ 3)
ไม่เคยมีการเรียกประชุมมาตั้งแต่ปีค.ศ.1614 (พ.ศ.2157) แต่อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1789 (พ.ศ.2332) นี้กลับไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย โดยความขัดแย้งเกิดขึ้นทันทีในประเด็นเรื่องวิธีการนับคะแนนเสียง
หากนับตามฐานันดร กลุ่มนักบวชและขุนนางจะมีคะแนนเสียงเป็น 2 ใน 3 ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมากที่ทรงพลัง และแม้ว่าฐานันดรที่ 3 จะเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ในฝรั่งเศสก็ตาม แต่หากนับคะแนนตามจำนวนคน ฐานันดรที่ 3 จะกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบ
วันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ.1789 (พ.ศ.2332) ฐานันดรที่ 3 จึงตัดสินใจเดินหน้าเองด้วยการจัดตั้ง “สมัชชาแห่งชาติ (National Assembly)” โดยประกาศว่า ในฐานะที่พวกตนเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ในประเทศ พวกเขาจะดำเนินการต่อไปโดยไม่มีอีกสองฐานันดร ซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็จำต้องยอมมีรับสั่งให้นักบวชและขุนนางเข้าร่วมกับสมัชชาที่ต่อมาได้กลายเป็น สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ
ทว่าองค์กษัตริย์ก็ไม่ได้ทรงพอพระทัยกับสภานี้เท่าใดนัก และเริ่มลอบระดมกำลังทหารเข้าล้อมกรุงปารีสในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม จนมีข่าวลือสะพัดว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จะใช้กำลังปิดสภา หรือแม้แต่จับกุมสมาชิกสภาที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ และข่าวลือเหล่านี้เองที่เป็นชนวนเหตุให้นำไปสู่การทลายคุกบัสตีย์ในอีกไม่กี่วันต่อมา
เมื่อถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1789 (พ.ศ.2332) บรรยากาศในกรุงปารีสก็ตึงเครียดถึงขีดสุด มีข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับแผนสมคบคิดของกลุ่มขุนนางที่นำโดยกษัตริย์และพรรคพวกเพื่อยุบสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ และการเพิ่มกำลังทหารก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงจนชาวปารีสเริ่มลุกฮือ
หลังพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงมีรับสั่งปลด “ฌาค เนกแกร์ (Jacques Necker)” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผู้มีใจเอนเอียงเข้าข้างฐานันดรที่ 3 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ.1789 (พ.ศ.2332) ชาวปารีสก็ได้หลั่งไหลออกมาประท้วงตามท้องถนน และเริ่มสะสมอาวุธกันมากขึ้น
ในขณะนั้น “แบร์นาร์-เรอเน จอร์แดน เดอ โลเนย์ (Bernard-René Jordan de Launay)” ผู้บัญชาการทหารประจำคุกบัสตีย์ก็เริ่มกระวนกระวาย ซึ่งแม้คุกแห่งนี้จะมีนักโทษอยู่เพียงเจ็ดคน แต่อาคารหลังนี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์อันอื้อฉาวของอำนาจพระมหากษัตริย์ และเดอ โลเนย์ก็กังวลว่ากลุ่มผู้ประท้วงที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วปารีสจะมาถึงหน้าประตูบ้านเขาในไม่ช้า
แบร์นาร์-เรอเน จอร์แดน เดอ โลเนย์ (Bernard-René Jordan de Launay)
เมื่อเป็นอย่างนี้ ทางการจึงส่งดินปืน 250 ถังมาให้ และภายในวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ.1789 (พ.ศ.2332) เดอ โลเนย์ก็ได้รวบรวมไพร่พล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารผ่านศึกที่ชราหรือได้รับบาดเจ็บ ไว้ภายในป้อมปราการ
และแล้วในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 (พ.ศ.2332) การทลายคุกบัสตีย์ก็เริ่มขึ้น
ด้วยความโกรธแค้นต่อระบอบกษัตริย์และความต้องการชิงดินปืนและอาวุธภายในป้อม กลุ่มปฏิวัติชาวปารีสและทหารที่แปรพักตร์รวมกว่า 1,000 คน ได้เริ่มรวมตัวกันหน้าคุกบัสตีย์ ซึ่งมีชื่อเสียมานานในฐานะที่คุมขังนักโทษทางการเมืองโดยไม่มีการไต่สวน และเมื่อเดอ โลเนย์ปฏิเสธที่จะส่งมอบดินปืนและอาวุธตามคำเรียกร้อง ฝูงชนจึงเริ่มเปิดฉากโจมตี
แม้เดอ โลเนย์จะพยายามรักษาความสงบด้วยการถอนปืนใหญ่ออกจากกำแพงคุก แต่ฝูงชนด้านนอกกลับเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งชายและหญิงต่างร่วมกันก่อจลาจล โดยชายสองคนสามารถปีนกำแพงชั้นนอกและตัดโซ่ที่ยึดสะพานยกไว้ได้สำเร็จ และเมื่อสะพานร่วงกระแทกพื้น ฝูงชนก็กรูเข้าไปด้านในและเกิดการสู้รบอย่างดุเดือดกับทหารของเดอ โลเนย์
ท้ายที่สุด ฝูงชนที่ทวีจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ก็สามารถปลดปล่อยนักโทษทั้งเจ็ดคน ปลดอาวุธทหารยาม และยึดดินปืนทั้งหมดไปได้ โดยทหารยามแปดคนถูกฝูงชนรุมประชาทัณฑ์ และหลังจากเดอ โลเนย์ยอมจำนนอย่างเป็นทางการ กลุ่มปฏิวัติก็ได้แห่ประจานเขาไปตามท้องถนนในกรุงปารีส และสำเร็จโทษในที่สุด
หลังเหตุการณ์นี้ มีบันทึกว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงมีรับสั่งถามว่านี่คือ "การก่อจลาจล" ใช่หรือไม่ ซึ่งดยุกแห่งลารอชฟูโกด์ได้ทูลตอบว่า "ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ แต่นี่คือการปฏิวัติ"
แม้หลังจากนั้น พระเจ้สหลุยส์ที่ 16 จะพยายามสงบศึกด้วยการคืนตำแหน่งให้เนกแกร์และถอนกำลังทหารออกจากปารีส แต่พระองค์ก็ไม่อาจหยุดยั้งกระแสความโกรธแค้นที่พุ่งสูงขึ้นได้อีกต่อไป
การปฏิวัติฝรั่งเศสได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
แม้จะมีกลุ่มผู้ลุกฮือเกือบ 100 คนต้องสละชีวิตระหว่างการบุกทลายคุกบัสตีย์ แต่ผู้บัญชาการทหารก็ได้ยอมจำนนต่อกลุ่มปฏิวัติที่เหลืออยู่ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของอุดมการณ์ปฏิวัติ
การยึดคุกบัสตีย์นั้นสำเร็จ และคุกแห่งนี้ก็ถูกรื้อถอนทำลายลงในเวลาต่อมา และได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่กลุ่มกบฏไม่เคยมีมาก่อน
นี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่จะปิดฉากระบอบการปกครองเก่าและแทนที่ด้วยสิ่งใหม่
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเหตุการณ์ทลายคุกบัสตีย์คือจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปี โดยในช่วงเวลานั้น ความโกรธแค้นส่วนใหญ่ของกลุ่มปฏิวัติต่างพุ่งเป้าไปที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ผู้เลอโฉม ถึงแม้ว่าในความเป็นจริง พระนางอาจจะไม่เคยตรัสประโยคสะเทือนใจที่ว่า "ก็ให้พวกเขากินเค้กสิ" เพื่อปัดความรับผิดชอบต่อความทุกข์ยากของประชาชนก็ตาม แต่ประชาชนก็เกลียดชังพระองค์
ในปีค.ศ.1792 (พ.ศ.2335) องค์กษัตริย์ ราชินี และพระราชโอรส พระราชธิดา ก็ทรงถูกคุมขัง ซึ่งต่อมา พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถูกสำเร็จโทษเมื่อวันที่ 21 มกราคม ค.ศ.1793 (พ.ศ.2336) ก่อนที่ในวันที่ 16 ตุลาคมปีเดียวกัน พระนางมารี อ็องตัวแน็ตก็ทรงตามพระราชสวามีไป
การปฏิวัติฝรั่งเศสยังคร่าชีวิตผู้คนอีกนับหมื่นราย ซึ่งหลายคนต้องจบชีวิตลงด้วยเครื่องกิโยตินเช่นกัน และเหตุการณ์ลุกฮืออันนองเลือดนี้ก็ดำเนินไปจนกระทั่งสิ้นสุดลงในปีค.ศ.1799 (พ.ศ.2342) เมื่อ “นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte)” ก้าวขึ้นมาเถลิงอำนาจ
ยุคสมัยนี้ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก เป็นช่วงที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของฝรั่งเศสถูกทำลาย นำไปสู่การเรืองอำนาจของนโปเลียน และปรับเปลี่ยนดุลอำนาจในยุโรปไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทั้งหมดนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการทลายคุกบัสตีย์
นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte)
ด้วยเหตุนี้ วันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี คือ "วันบัสตีย์ (Bastille Day)“ และได้รับการประกาศให้เป็นวันชาติของฝรั่งเศส โดยมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่คล้ายกับวันชาติของสหรัฐอเมริกา และในทุกปี ชาวฝรั่งเศสต่างพร้อมใจกันจุดพลุเฉลิมฉลองในวันที่ 14 กรกฎาคม
ท้ายที่สุดแล้ว การทลายคุกบัสตีย์ไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนเข็มทิศประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนและเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปอย่างลึกซึ้งและถาวร
จากเสียงปืนใหญ่ที่บัสตีย์ สู่เสียงเพรียกหาเสรีภาพที่ก้องกังวานไปทั่วโลก ชัยชนะในวันนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อถึงคราวที่ผู้คนตื่นรู้ ก็ไม่มีกำแพงใดจะต้านทานกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป
โฆษณา