7 ชั่วโมงที่แล้ว
เวลาอยู่กับโลก มีแต่กรรม สะสมกรรม เราก็มาสะสมแบ่งเวลา มาฝึกหัดกาย เข้าไปหาธรรม ให้กายนี้ ที่เป็นกายกรรม เกิดเป็นกายบุญ มีบุญกุศลบารมี ช่วยหนุนนำกายที่จิตเราอาศัย กายนี้เป็นบุญ จิตก็มีความสุขในกายที่เป็นบุญ
เราสละ แบ่งเวลาให้ ไปนั่งหน้าพระ กราบพระ ด้วยกิริยาที่ดี มีสติสัมปชัญญะ .พูดด้วยเสียงของเรา อะระหังสัมมา เสียงที่สูง มาหนุนนำจิตที่อาศัยกายนี้ . เสียงสวดมนต์ ที่เรานอบน้อมพูด ก็มีแต่คำที่สูง .ไม่ได้ไปมีอารมณ์ติเตียน พูดจาไปคล้องเวรกรรมกัยใคร . เราทำไปเพื่อบันทึกจิตของเรา อยู่ในรอยที่ดี รอยของผู้ที่ บริสุทธิ์พ้นทุกข์ พ้นอารมณ์ต่างๆ เรื่ิองที่จะฝึดหัดตัวเองนั้น มันเป็นของง่ายๆ
.แต่คนเรา ส่วนมาก ไม่ยอม ที่จะฝึกหัดตัวเอง คือ ปฏิเสธเห็นว่า ไม่สำคัญแก่จิตของตนเอง .ที่เค้าว่า ฝึกหัดไปเราก็ได้ จิตน้อยๆได้ มีสติ .มีคำว่า ศีลสมาธิปัญญา มาหล่อเลี้ยงจิต .ให้เบาบางจากทุกข์ ที่เกิดขึ้น
ทุกข์ที่ยึดถือ อารมณ์กรรม อารมณ์นึกคิดต่างๆ ที่นำพาให้จิตใช้กายไปสร้างกรรม .มีด้วยอารมณ์รรม ด้วยความโลภโกรธหลง ที่เกิดขึ้นในกายนี้ แล้วก็ไม่เคยเรียนรู้จัก พิษ.ของอารมณ์ในกายนี้เลย ที่ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ กินเข้ามาก็เป็นของเสีย เป็นกากขับถ่ายทิ้ง อารมณ์นึกคิดตดีไม่ดี .จะเอาอะไรไปขับถ่ายทิ้งออกไปจากกาย
เรื่องราวของจิต .เรามีตามีหู .ที่รับรู้สัมผัส เรื่องราวต่างๆ สะสม มันสะสมมาทั้งอดีตปัจจุบัน ลงไปที่ธาตุทั้งสี่ ที่ประกอบ มาเป็นสังขาร ที่เรียกว่า เลือดสองก้อนประสมกัน แต่ละคน ก็ได้ ธาตุพ่อแม่ มา .มาอาศัยธาตุพ่อแม่ มีธาตุทั้งสี่ ที่สะสมนิสัยสันดาน คือ กรรม อารมณ์ต่างๆ ความนึกคิด ที่จะไหลออกมา เป็นกายกรรม วจีกรรมเป็นมโนกรรมที่เกิดขึ้นในกายที่จิตอต่ละดวงอาศัย
จิต..ที่อาศัยในกาย ก็ทำไปตามอารมณ์ความรู้สุกนึกคิด ต่างๆ ทั้งดีชั่ว พูดจา เพราะ กรรโชก มันออกมาจากกายของใคร ธาตุทั้งสี่ก็บันทึกให้ หากเรานำกายนี้ มากราบไหว้ สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ธาตุทั้งสี่ก็บันทึกให้ เป็นสักขีพยานให้ ..คำว่าธาตุทั้งสี่ นี้ จะดูดจิต ..ไปอาศัยในสถานที่ ที่สมควรแก่จิต ที่สะสมอะไร สร้างอะไร ดีชั่ว ที่ใข้กาย มาอาศัยกายมนุษย์
คราวนี้ เรื่องราวของกายที่มีวิญญาณหูตา วิญญาณหก ที่ไปสัมผัส ยึดอารมณ์นึกคิด ยึดเสียงพูดคนนั้นคนนี้ จิตของเรา มันก็นำมายึด .ยึดเสียง มันมีสิ่งที่เรียกว่า เสียงต่ำ .เสียงที่สูง
เรานำกายมาสวดมนต์ กราบพระ พูดว่า จิตของข้าพเจ้า อาศัยอยู่ในเรือนกายของคุณบิดามารดา ข้าพเจ้าได้นำธาตุทั้งของคุณบิดามารดา มากราบพระ มาสวดมนต์ ทำบุญ อุทิศกุศล เราพูดให้หูเราได้ยินเสียงของตนเอง ให้วิญญาณหู ส่งไปให้จิต ที่อาศัยอยู่ในกาย ฟังเสียงของตัวเอง.เพื่อที่จะไปแก้ไข .วิญญาณหูที่ไปเอาเสียงของผู้อื่น ผู้ที่มีกรรม มีอารมณ์นึกคิดร้อนรุ่ม ส่งไปให้จิต.เผาจิตที่อาศัยในกายพ่อแม่ ที่เราอาศัย
คราวนี้ บางทีเรื่องของคำว่า สติ จิตเรามันอ่อนต่ออารมณ์ อ่อนไหว ที่ไปได้ยินได้ฟัง ได้เห็น มันมีสิ่งที่ว่า ยึดทุกข์ ยึดอารมณ์นึกคิด ที่เกิดขึ้น มันเป็นทุกข์หนัก เราก็ฝึกหัด กราบพระ สวดมนต์ เดินจงกรม สร้างบุญกุศล .สิ่งเหล่านี้ จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าบุญกุศลเกิดขึ้น . ที่จะช่วยเหลือให้จิตเรา แข็งแรงขึ้นมา ..สติของจิตเกิดขึ้น .คือ รู้เท่าทันอารมณ์ ปลดเปลื้องอารมณ์นึกคิด ออกไป ไม่ไปยึดถือ ..สิ่งนั้นเป็ของหนัก แล้วก็ไม่ใข่ของๆเรา เอามันทิ้งไป
.ยึดถืออารมณ์คนนั้นคนนี้ อารมณ์กรรมของผู้อื่น .เราเจอะเจอ ร้อยคน ก็รับมาเผา มาสะสมแบกในตัวตน ในกาย มันก็หนัก .จิตน้อยๆ .ในกายมันก็ทนไม่ไหว ต้องแก้ไขที่ตัวเองสลัดมันทิ้งไป
เรื่องราวของอารมณ์ที่ขอบไม่ขอบ โกรธโมโห มันทำให้เลือดในกายเป็นสีม่วงสีดำ ลมหายใจ ก็สูดดำสีดำสีม่วงเข้ามา เราก็ฝึกหัด ปฏิบัติธรรม ภาวนา สองคำ หายใจออกพุทธ หายใจเข้าโธ เราหัดเดินตามพระพุทธเจ้า ที่จากไปแล้ว ที่ท่านชี้ ฝากธรรมไว้กับดินฟ้าอากาศ เราก็สูดลมเข้ามาด้วยคำว่า .โธ . หายใจออกพุุทธ หายใจเข้า โธ ..นำอณูธาตุดีๆ มาฟอกกายฟอกจิต ฟอกธาตทั้งสอง ธาตุทั้งสี . เลือดในกายก็จะเกิดเป็นสีแดง
โฆษณา