วันนี้ เวลา 05:33 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

เจาะลึก “จักรวรรดิ AI” ความลับอันดำมืดของ OpenAI ที่ Sam Altman ไม่อยากให้คุณรู้

ย้อนกลับไปในยุคที่เราเพิ่งรู้จักกับอินเทอร์เน็ตใหม่ๆ ตอนนั้นบริษัทเทคโนโลยีมากมายเกิดขึ้นพร้อมกับคำสัญญาที่ว่าจะมาเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น…
บริษัทยักษ์ใหญ่ในอดีตหลายแห่งเคยรุ่งโรจน์จนถึงขีดสุด สร้างนวัตกรรมที่ทำให้เราตื่นเต้น
แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป บริษัทเหล่านั้นกลับกลายเป็นเพียงผู้ผูกขาด หรือไม่ก็ล้มหายตายจากไปเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่
วันนี้ภาพเหล่านั้นกำลังซ้อนทับกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ แต่มาในรูปแบบของเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าเดิมอย่าง AI
การปรากฏตัวของ ChatGPT ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองของมนุษยชาติ
เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถเขียนอีเมล วาดรูป หรือแม้แต่ช่วยคิดค้นยารักษาโรคได้ในพริบตา…
แต่ภายใต้ภาพลักษณ์อันสวยหรูของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่ง Silicon Valley ไม่ว่าจะเป็น OpenAI ภายใต้การนำของ Sam Altman หรือ Meta ของ Mark Zuckerberg อาจมีบางสิ่งซ่อนอยู่
มีนักข่าวสายเทคโนโลยีชื่อ Karen Hao เธอใช้เวลาหลายปีในการสัมภาษณ์ผู้คนในวงการกว่า 250 คน รวมถึงอดีตพนักงานของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้น
สิ่งที่เธอค้นพบและรวบรวมไว้ในหนังสือ “Empire of AI” ได้เปิดเผยให้เห็นถึงอีกด้านของวงการนี้ ที่ไม่ได้มีแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว…
เธอเสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า อุตสาหกรรม AI ในปัจจุบันกำลังทำตัวไม่ต่างจากจักรวรรดิในอดีต
ลองจินตนาการถึงจักรวรรดิโรมัน หรือการล่าอาณานิคมในยุคก่อน ศูนย์กลางอำนาจมักจะสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองด้วยการสูบทรัพยากรและขูดรีดแรงงานจากดินแดนอื่น…
จักรวรรดิเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เช่นกัน เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ล่าดินแดนด้วยกองทัพ แต่ล่าทรัพยากรด้วย Algorithm
แล้วจักรวรรดิ AI เหล่านี้กำลังขูดรีดอะไรจากพวกเราอยู่บ้าง เรื่องแรกเลยคือทรัพยากรข้อมูล
หลายคนอาจจะสงสัยว่าโมเดล AI เหล่านี้มีความฉลาดเทียบเท่ามนุษย์ได้อย่างไร คำตอบคือพวกมันไม่ได้เกิดมาแล้วฉลาดเลย แต่มันต้องถูกฝึกฝนด้วยข้อมูลมหาศาล…
ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้มาจากไหนไกล แต่มาจากพวกเราทุกคน รูปภาพที่เราอัปโหลด บทความที่เราเขียน งานศิลปะที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้น สิ่งเหล่านี้ถูกดูดเข้าไปเป็นวัตถุดิบแบบฟรีๆ
บริษัทเหล่านี้มักจะอ้างถึงสิทธิการใช้งานที่เรียกว่า Fair Use แต่ในมุมมองของ Hao สิ่งนี้แทบไม่ต่างจากการเข้าไปยึดครองที่ดินของคนท้องถิ่นในยุคอาณานิคมเลย
ความหิวโหยข้อมูลของจักรวรรดิเหล่านี้ไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อให้โมเดลฉลาดขึ้น พวกเขาต้องกวาดต้อนข้อมูลทุกอย่างบนโลกอินเทอร์เน็ต แม้กระทั่งข้อมูลที่ละเมิดลิขสิทธิ์
ท้ายที่สุดแล้ว ข้อมูลที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเรา กลับกลายเป็นเครื่องมือที่นำไปสร้างกำไรมหาศาลให้กับคนเพียงกลุ่มเดียว…
เรื่องที่สองที่สะเทือนใจไม่แพ้กันคือ การขูดรีดแรงงานมนุษย์
เวลาเราเห็น AI ทำงานได้อย่างอัตโนมัติ เรามักจะคิดว่ามันคือความอัจฉริยะของโค้ดคอมพิวเตอร์ แต่เบื้องหลังความฉลาดนั้นกลับเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อของมนุษย์…
มีกองทัพแรงงานมหาศาลที่ทำหน้าที่คัดแยกข้อมูล แรงงานเหล่านี้ต้องนั่งหน้าจอคอยตีกรอบรูปภาพ หรือสอนให้ AI รู้จักการใช้ภาษาที่ถูกต้อง
สภาพการทำงานของพวกเขาถูกเปรียบเปรยว่าเป็นเหมือนโรงงานนรกยุคดิจิทัล พวกเขาได้รับค่าจ้างเพียงน้อยนิด ต้องทนทำงานซ้ำซากภายใต้ความกดดันสูง
และที่ตลกร้ายที่สุดคือ งานที่พวกเขากำลังทำอย่างหนักในวันนี้ คือการฝึกฝน AI ให้เก่งขึ้น เพื่อที่วันหนึ่งมันจะกลับมาแย่งงานของพวกเขาเองในอนาคต…
เรื่องที่สามคือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข
การรันโมเดล AI ขนาดใหญ่ต้องใช้ศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center ที่มีขนาดมหึมา ซึ่งหมายถึงการใช้พลังงานประมวลผลและกระแสไฟฟ้าอย่างมหาศาล
ศูนย์ข้อมูลของ Meta ในรัฐ Louisiana มีขนาดกว้างถึงหนึ่งในห้าของเกาะ Manhattan และใช้พลังงานไฟฟ้าเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของความต้องการทั้งเมือง New York City
การใช้พลังงานมหาศาลนี้ไม่เพียงแต่สร้างก๊าซเรือนกระจก แต่ยังดึงเอาทรัพยากรน้ำจืดของชุมชนท้องถิ่นไปใช้ในการระบายความร้อนของเซิร์ฟเวอร์อีกด้วย…
อีกตัวอย่างหนึ่งคือเหตุการณ์ในรัฐ Tennessee เมื่อ Elon Musk สร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ชื่อ Colossus
โครงการนี้ใช้กังหันก๊าซมีเทนหลายสิบตัวในการผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้ชุมชนท้องถิ่นต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศและกลิ่นก๊าซรั่วไหล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของคนในพื้นที่
ชุมชนเหล่านี้ต้องรับภาระด้านสิ่งแวดล้อม โดยที่พวกเขาแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเทคโนโลยีสุดล้ำนี้เลย…
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าผลกระทบเหล่านี้ คือมายาคติที่เหล่าผู้นำใน Silicon Valley สร้างขึ้นมาครอบงำสังคม
หากสังเกตให้ดี เวลาผู้นำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีพูดถึงอนาคตของ AI พวกเขามักจะสร้างภาพลักษณ์สองด้านที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน
ด้านหนึ่งพวกเขาบอกว่า AI คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกความก้าวหน้าของมนุษยชาติ ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน และสร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้ทุกคน
แต่อีกด้านหนึ่ง พวกเขากลับพร่ำเตือนถึงความเสี่ยงที่ AI อาจฉลาดเกินควบคุม จนนำไปสู่จุดจบของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้…
Hao อธิบายว่านี่ไม่ใช่ความสับสน แต่เป็นกลยุทธ์ที่แยบยลในการรวบอำนาจ
เมื่อสังคมเกิดความหวาดกลัวต่อหายนะ บริษัทเหล่านี้ก็สามารถอ้างความชอบธรรมได้ว่า มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เชี่ยวชาญพอจะควบคุมความเสี่ยงนี้ได้
วาทกรรมนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถดึงดูดเงินลงทุนมหาศาล และในขณะเดียวกันก็ใช้เป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบและการควบคุมจากภาครัฐ…
หากมีใครพยายามตั้งคำถามหรือขัดขวางวาระของจักรวรรดิ พวกเขาก็พร้อมที่จะจัดการอย่างเด็ดขาด
เคยมีกรณีที่หัวหน้าทีมวิจัยด้านจริยธรรม AI ของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ถูกให้ออกจากงานเพียงเพราะเธอเขียนรายงานวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลกระทบเชิงลบของเทคโนโลยีที่บริษัทกำลังพัฒนา
ความจริงที่ขัดต่อผลประโยชน์มักจะถูกทำให้เงียบหายไป เพื่อให้รถไฟขบวนนี้สามารถพุ่งทะยานต่อไปได้โดยไม่มีอะไรมาหยุดยั้ง…
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มรู้สึกสิ้นหวังและตั้งคำถามว่า เราต้องจำยอมอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิ AI นี้จริงหรือ
คำตอบคือไม่จำเป็นเลย เทคโนโลยีนี้เปรียบเสมือนการคมนาคมขนส่ง ที่มีตั้งแต่รถจักรยานไปจนถึงจรวดอวกาศ
ทุกวันนี้อุตสาหกรรมกำลังทุ่มทรัพยากรมหาศาลไปกับการสร้างจรวด AI เพื่อผูกขาดความก้าวหน้า ทั้งที่เราอาจไม่ได้ต้องการจรวดเพื่อเดินทางไปทำธุระปากซอย…
เราสามารถหันมาสนับสนุนเทคโนโลยีที่เป็นเหมือนจักรยาน AI ได้ เทคโนโลยีที่ใช้ข้อมูลเฉพาะทาง ไม่เปลืองพลังงาน และแก้ปัญหาให้มนุษย์ได้อย่างตรงจุด
ตัวอย่างที่ดีคือ AlphaFold ของ Google DeepMind ที่ช่วยไขความลับการพับตัวของโปรตีน สิ่งนี้ใช้พลังงานน้อยกว่ามาก แต่กลับสร้างประโยชน์มหาศาลต่อวงการแพทย์
เป้าหมายของเราจึงไม่ใช่การต่อต้านความก้าวหน้า แต่คือการทลายโครงสร้างแบบจักรวรรดิที่กำลังครอบงำอุตสาหกรรมนี้อยู่…
เราต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากการขูดรีดทรัพยากร มาสู่การแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรม
บริษัทเทคโนโลยีควรต้องจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้กับเจ้าของผลงาน ต้องดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงาน และต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการใช้ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่
ข่าวดีก็คือ ในขณะนี้ผู้คนทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้และลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมกันมากขึ้นแล้ว…
ศิลปินและนักเขียนจำนวนมากเริ่มรวมตัวกันฟ้องร้องบริษัทที่นำผลงานของพวกเขาไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
ในหลายพื้นที่ ชุมชนท้องถิ่นเริ่มรวมตัวกันประท้วงและต่อต้านการสร้างศูนย์ข้อมูลที่จะเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรและทำลายสิ่งแวดล้อมในบ้านเกิดของพวกเขา
การตื่นรู้ของสังคมนี่แหละคือพลังสำคัญที่จะช่วยคานอำนาจ ไม่ให้จักรวรรดิเหล่านี้เติบโตอย่างไร้ขอบเขต…
สุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีควรถูกสร้างขึ้นมาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคน ไม่ใช่เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับคนเพียงหยิบมือ
อนาคตของ AI ไม่ควรถูกกำหนดทิศทางโดยผู้นำองค์กรยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่คนใน Silicon Valley
เมื่อโลกกำลังหมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยี คำถามสำคัญที่เราทุกคนต้องช่วยกันตอบก็คือ
เราจะยอมเป็นเพียงฟันเฟืองที่ถูกขูดรีด หรือจะลุกขึ้นมาทวงคืนสิทธิ์และร่วมกันสร้างเทคโนโลยีที่รับใช้มนุษยชาติอย่างแท้จริง…
References : [ Youtube The Diary Of A CEO –
AI Whistleblower: We Are Being Gaslit By AI Companies, They’re Hiding The Truth! – Karen Hao]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา